เงาฝน ตอนที่ 9 ( 80G )

posted on 27 May 2008 19:47 by ruk21us  in Fanfiction
 

คำเตือน  ไม่ยาวหรอกค่ะ ก็แค่เคาะแป้นพิมพ์สนุกมือไปนิด

พานพบ 9 หาใช่ผืนฟ้า

 

ใช่ผืนฟ้าตระการตา

 

ใช่นภากว้างกล้าแกร่งแม่นมั่น

 

ก็แค่

 

..................................................

 

                ความเงียบงัน ระยะห่างเหิน  มีสิ่งใดที่จะรวดร้าวยิ่งกว่าการที่คนสองคน ใจสองดวงมิอาจสื่อขานเรียกหาต่อกันได้  ใช่ว่าโกรธเกลียด ใช่ว่าชิงชัง หากแต่ความเข้าใจนั้น......ล้วนห่างไกล

 

" หากไม่สวมเสื้อคลุมจะไม่สบายนะขอรับนายท่าน"  เด็กหนุ่มแห่งตระกูลมาเฟียใหญ่เตือนผู้เป็นนายเหนือชีวิตที่บัดนี้กำลังยืนนิ่งเหม่อมองท้องฟ้ายามค่ำคืน ดวงเนตรสีมรกตทอดสายตามองไปไกล แม้ดวงหน้านั้นจะนิ่งเฉยไม่ผันแปรหากแต่ภายในใจกลับได้เพียงครุ่นคิดถึงความรู้สึกของตน   ทั้งที่ไร้บาดแผลใดบนเรือนกาย  แต่เป็นเพราะเหตุใด........จึงรู้สึกร้าวลึกเฉกเช่นนี้

" ข้าน่ะรึ...จะเจ็บป่วย" เสียงที่เคร่งขรึมเอ่ยตอบ  ไม่เคยเจ็บป่วย ไม่เคยร้องไห้ ไม่เคยโศกเศร้า ไม่เคยคาดหวัง หากไม่เป็นเช่นนั้น...จะเหลือสิ่งใด

" ไม่มีผู้ใดที่ไม่เคยเจ็บป่วยหรอกขอรับนายท่าน...ขออภัยที่ข้ากล่าวเช่นนี้" คามิลโลบอก รู้สึกได้ว่ามีบางสิ่งที่ผิดแผก

" เจ้าน่ะห่วงแต่คนอื่น จงหัดใส่ใจตนเองเสียบ้าง" ชายหนุ่มแย้มยิ้มเพียงนิดก่อนจะรับเสื้อคลุมมาคลุมไหล่ไว้

" ข้าขอบังอาจย้อนคืนคำนั้นกับนายท่าน ผู้ที่ห่วงผู้อื่นจนไม่ไยดีสิ่งใดนั้น หาใช่ข้าไม่หรอกขอรับ" ตั้งแต่แรกพบพาน จนถึงบัดนี้ ท้องฟ้าของข้ามิเคยผันแปร

" ......................................" ผู้มีศักดิ์เป็นนายหาได้ตอบสิ่งใด หากแต่กลับเอื้อมมือลูบศีรษะผู้พิทักษ์ของตนอย่างแผ่วเบา หากเทียบกับผู้อื่น คามิลโล เดอ บาทิสต้าผู้นี้ ก็ยังคงเป็นเด็กนัก 

" นายท่าน......"

" ต่อหน้าข้า เจ้าหาได้จำเป็นต้องเล่นละครอีกแล้ว อัสนีบาตแห่งข้า เจ้าน่ะ....ไม่จำเป็นจะต้องยืนหยัดเสมอไปหรอกนะ " ดวงตาสีมรกตมองมายังฝ่ายตรงข้ามอย่างอ่อนโยนสุดพรรณนา สำหรับเด็กหนุ่มผู้ปฏิญาณภักดีนิรันด์แล้ว นี่คือดวงตาที่งามที่สุด ประเสริฐที่สุด แกร่งกล้าที่สุด แม้เทพีองค์ใด ณที่แห่งไหนก็มิอาจเทียบเทียม

" ตราบนายท่านหยัดยืน  พวกข้าทุกคน...จะไม่มีวันพ่ายหรอกขอรับ"

 

ต่อให้เลือดหยาดนอง

 

ร่างกายมอดม้วย

 

ท่านจักมีพวกข้า

 

เสมอไป

 

" ปากหวานใช่เล่นนะคามิลโล ต้องการอะไรรึเปล่านี่ " ชายหนุ่มหัวเราะเบาๆ  ให้กับความจริงใจที่มั่นคงนั้น ในโลกใบนี้ จะมีผู้ใดข้างเคียงข้าเช่นพวกเจ้าอีกกันเล่า

" ข้าปรารถนาให้นายท่านมีความสุขขอรับ อาจเอื้อมเกินไปหรือไม่ที่ข้ากล่าวออกมาเยี่ยงนี้"

" เจ้าเด็กน้อย" นั่นสินะ

 

ความสุข

 

คือสิ่งใดกันนะ

 

" ความสุขงั้นหรือ......." ไม่ห่างกันนั้น ชายหนุ่มอีกคนที่บังเอิญผ่านมาก็ได้แต่เหม่อมองอย่างตึงเครียด มือขวาที่กำดาบคู่ชีวิตไว้แน่นนั้นสั่นไหว   สิ่งที่ทำได้เพลานั้นคงมีเพียงแต่การเลี่ยงเดินไปให้ให้ห่างไกลที่สุด  

" ท่านยามาโมโตะขอรับ" เสียงเด็กชายร้องเรียกยามที่เดินไปถึงใต้ต้นไม้ที่อาศัยก่อกองไฟพักพิงยามค่ำคืนที่เริ่มหนาวเหน็บ

" ยังไม่หลับอีกรึ ลุจจิ" ชายหนุ่มยิ้มเล็กน้อยก่อนจะทรุดลงนั่งข้างเด็กชาย

" ยังไม่หายโกรธรึขอรับ" เสียงนั้นเอ่ยถามอย่างเศร้าสร้อย แม้เป็นเพียงเด็กคนหนึ่งหากแต่กับปฏิกิริยาของคนที่เกิดขึ้นในช่วงสามสี่วันของการเดินทาง เขาเองก็มองออกเช่นกัน

" .............ฉันไม่ได้โกรธอะไรนี่นะ"  ใช่.......

 

ไม่......

 

ไม่ได้โกรธ

 

" ท่านยามาโมโตะโกรธนายท่านวองโกเล่  เรื่องที่ฟอกเจียใช่หรือไม่ขอรับ"  นั่นคงเป็นสาเหตุที่ทำให้ท่านยามาโมโตะถูกกันออกจากแผนการ

" หึ" ชายหนุ่มแค่นยิ้ม " แล้วฉันน่ะ ควรจะโกรธนายท่านวองโกเล่ของลุจจิ เพราะอะไรล่ะ" คิดอะไรอยู่ หวังอะไรอยู่ พากเพียรวางแผนและทำถึงขนาดนั้นเพื่ออะไรกัน

 

วองโกเล่คนนี้น่ะ

 

ท้องฟ้าผืนนี้น่ะ

 

ต้องการอะไร

 

" นายท่านสังหารผู้คน นั่นคือสาเหตุใช่หรือไม่ขอรับ" ดวงตาของผู้ถามนั้นหลุบลง เขาเองก็ใช่ว่าจะเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด หากแต่ก็เชื่อมั่นว่าทุกสิ่งที่ท่านผู้นั้นกระทำย่อมต้องมีเหตุผล  นั่นคือตำนานที่มีชีวิต คือผู้กล้าแห่งยุค

" ฉันไม่รู้หรอกนะว่าคนที่นี่เห็นคนๆนั้นเป็นยังไง แต่สำหรับฉันแล้ว ฉันไม่อาจเชื่อในสิ่งที่ฉันไม่เข้าใจได้  ตราบเท่าที่นายท่านของลุจจิไม่คิดจะเอ่ยปากอะไรน่ะ"   

 

พูดอะไรบ้างสิ

 

เอ่ยอะไรบ้างสิ

 

แก้ตัวอะไรบ้างสิ

 

" แบบนั้นเจ้าคงต้องรอไปชั่วชีวิตล่ะนะ" เสียงห้าวของชายหนุ่มอีกคนดังมาจากอีกฝั่งของกองไฟ  ชายผู้ซึ่งสังหารเพื่อนพ้องด้วยสองมือย้อมโลหิตของตน  นั่นคือดวงตะวันที่สาบานสวามิภักดิ์แด่ฟากฟ้า

" ยังไม่หลับรึครับ คุณอันโตนิโอ" ยามาโมโตะทัก ตั้งแต่วันที่ประมือกัน ตลอดหลายวันที่เดินทางมาด้วยกัน นอกจากเรื่องของเส้นทางแล้ว ก็แทบไม่ได้พูดคุยอะไรกันเป็นเรื่องเป็นราวเลย

" ท่านผู้นั้นไม่มีวันเอ่ยสิ่งที่เจ้าหวังหรอก" อันโตนิโอบอก พลางหยัดกายขึ้นนั่ง ดวงตาสีเพลิงจ้องมองอีกฝ่ายผ่านเปลวเพลิงร้อนแรง 

" พวกคุณเองก็ดูจะไม่คิดบอกผมเช่นกันสินะครับ"

" เมื่อผู้เป็นนายไม่เอื้อนเอ่ย พวกข้าสมควรจะพูดสิ่งใดงั้นรึ " นั่นคือนายเหนือชีวิต คือความภักดีที่มอบให้ไปสิ้นอย่างมิมีสิ่งใดอาจเอื้อมคว้า

" ทำไม........" อยากถาม อยากพูดออกไป

 

ทำไม

 

จึงภักดีเช่นนั้น

 

" ข้าเข้าใจว่าเจ้าไม่พอใจ หากแต่สำหรับพวกข้าการกระทำของท่านผู้นั้นหาได้เพื่อตนเอง  ไม่สิ ต้องพูดว่า ไม่เหลือสิ่งใดเพื่อตนเองจะดีกว่า"

"....................................."  ยามาโมโตะนิ่งงันกับคำพูดเช่นนั้น หากแต่เด็กชายที่นั่งอยู่ข้างกายกลับตัดบทพูดขึ้นบ้าง

" ข้าได้ยินมาว่านายท่านวองโกเล่มีกำลังบนเกาะซิซิลี แต่เป็นครั้งแรกที่ข้าได้ทราบเรื่องพวกท่านขอรับ เรื่องที่วองโกเล่มีคนสนิทเช่นพวกท่านแทรกซึมในเขตของราชอาณาจักรเนเปิล "   แน่นอนว่าคำถามน้อยๆนั้นช่างตรงประเด็นยิ่ง   

" มันก็แน่อยู่แล้ว" ผู้พิทักษ์แห่งอรุณหัวเราะเบาๆ ก่อนจะก้มหน้าลงเพื่อหวนรำลึก

 

หากไร้ซึ่งนภาผืนนี้

 

พวกข้านั้น

 

จะมีชีวิตเยี่ยงไร

 

" เพราะเวลาที่เฝ้ารอมันเพิ่งมาถึงน่ะสิ" อันตินิโอตอบ

" เวลางั้นรึครับ" ยามาโมโตะย้ำกับคำๆนั้น ใช่แล้ว ตั้งแต่ร่วมทางกันมา ทุกคนต่างพูดถึงสิ่งนี้

" นายท่านนั้นเฝ้ารอมานานนัก เพื่อมอบแผ่นดินสงบสุขแด่เพื่อนผอง เพื่อประเทศที่รวมเป็นหนึ่ง เพื่อให้โลหิตไหลนองให้น้อยที่สุด"  

" ไม่เข้าใจซักนิด" ชายหนุ่มแค่นยิ้มก่อนจะยกมือเกาศีรษะอย่างงงงวย เหนื่อยอ่อน 

 

เสียงลม

 

เสียงฟ้า

 

เสียงร่ำไห้

 

พึงรู้สึก

 

แต่มิอาจจับต้อง

 

" อย่างเจ้าน่ะคงไม่มีวันเข้าใจไปจนวันตาย....." เสียงหมิ่นแคลนสม่ำเสมอดังมาจากอีกฟาก ชายหนุ่มผู้ได้รับการเรียกขานดุจสายลมยืนพิงต้นไม้อยู่ด้วยสายตาเย็นชา ดวงตาสีฟ้าที่ควรจะนิ่งเย็นดั่งน้ำในทะเลสาบกลับดูราวคุกกรุ่นลุกโชนด้วยเพลิงจากโลกันต์ สำหรับยามาโมโตะ ทาเคชิ  เขารู้จัก  เขาคุ้นเคยกับประกายดวงตาเช่นนี้ นี่คือแววตาของวายุผู้จงรัก ผู้ปฏิญาณข้างเคียงผืนท้องนภาอย่างไม่เสื่อมคล้าย  

 

ช่างคลับคล้าย

 

น่าฉงนสนเท่ห์

 

" นี่เจ้านิสัยเสียแอบฟังนี่หว่า โรมาโน่ จานี" อันโตนิโอบอกด้วยน้ำเสียงกึ่งจริงกึ่งเล่น  ทว่าอีกฝ่ายกลับตีสีหน้าบึ้งตึงไม่มีทีท่าสนุกสนานแม้แต่น้อย  สองเท้านั้นก้าวย่างเข้ามากลางวงสนทนา ก่อนจะปรายหางตามองนักดาบต่างถิ่นที่นั่งอยู่ข้างเด็กชายตกยาก

" เจ้าไม่จำเป็นต้องเข้าใจนายท่าน เพราะสำหรับนายท่าน มีแค่พวกข้าข้างกายก็เพียงพอแล้ว!"  อดีตจอมโจรแห่งเวนีเซียกล่าว  ไม่อาจเอื้อม  ไม่วาดหวัง หากแต่ผืนฟ้าที่มั่นคงนั้น....สมควรสูงส่งนิรันด์

" แค่พวกนาย........"  คำพูดเช่นนี้ ความรู้สึกเช่นนี้

" เจ้าที่เอาแต่ขวางหูขวางตา ทำเรื่องให้เสื่อมเสียน่ะ ไม่เป็นที่ต้องการหรอก!"  ถูกแล้ว ขอเพียงมีพวกข้าข้างกาย ไม่ว่าศัตรูหมู่ภัยเป็นเช่นใด ไม่ว่าโชคร้ายจะมาเยือนถาโถมหรือไม่  ด้วยชีวิต ด้วยจิตวิญญาณ ......จะขอพิทักษ์รับใช้นายท่านจวบจนแตกดับสูญสลาย

" แล้วนาย..รู้ได้ยังไงกัน " ยามาโมโตะย้อนถาม รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาเล็กน้อยกับคำพุดประโยคสุดท้ายนั่น

 

ฉันน่ะ

 

ไม่เป็นที่ต้องการ

 

ของคนๆนั้น............

 

" ต้องการจะพูดอะไร เจ้าคนไร้ค่า! " โรมาโนตวาดใส่   ไม่ใช่ไม่รู้ตัวว่าช่างน่าสมเพช ช่างน่าขยะแขยง ได้แต่ร้องขัดไปเสียทุกอย่าง โวยวายไปเสียทุกเรื่อง หากแต่ว่า......

 

ข้าน่ะ

 

จะทำสิ่งใดได้มากกว่านั้น

 

" ทั้งที่รู้ว่าคุณจอตโตกำลังทำผิด ทั้งที่รู้ว่าคนๆนั้นกำลังเดินไปยังนรก พวกนายทุกคนก็ยังปล่อยไป นี่น่ะเรอะความภักดีน่ะ!" ไม่ใช่ ไม่ใช่....

" เจ้า!" ว่าแล้วทันใดนั้นโรมาโน จานี พลันกระชากคอเสื้อของอีกฝ่ายขึ้น ดวงตาเดือดดาลสบประสานจ้องตากัน  " เจ้า! อย่างเจ้าน่ะ จะรู้อะไรกัน!"

" จะรู้อะไรรึเปล่าฉันไม่สนหรอก! แต่ที่แน่ๆ ไม่ใช่ว่าพวกนายทุกคนน่ะ หวังพึ่งคุณจอตโตอยู่หรอกเรอะ!" เสียงตะโกนดังก้อง เจ็บปวด กรีดแทง ........

 

พึ่งพิง

 

ท้องฟ้า

 

" เจ้า!" ทันใดนั้นเอง โรมาโน จานีออกหมัดชกเข้าเต็มข้างแก้มซ้ายของคู่อริ ทำเอายามาโมโตะเซไปนิด แต่เขาเองก็ไม่รอช้าเฉยเมย ออกหมัดสวนเข้าข้างแก้มของคู่ต่อสู้เฉกเช่นกัน

" ฉันเองก็ไม่ยอมให้นายต่อยฟรีๆหรอก!" ชายหนุ่มร้องบอก หากแต่ไม่ทันจะได้ตะลุมบอนกันไปมากกว่านั้น บุคคลที่สามที่นั่งดูอยู่นานกลับกระโดดเข้าร่วมวง อันโตนีโอ ลันซ่า ประเคนหมัดหนักเข้าช่องท้องคนทั้งสองจนทั้งคู่ถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้น

" เด็กจริงๆ คิดบ้างรึเปล่าว่านายท่านมาเห็นเข้าจะคิดเยี่ยงไร" อดีตนายทหารแห่งทัพเนเปิลบอก   " เทียบกันแล้ว เจ้าหนูลุจจิยังดูดีซะกว่า" แน่นอนว่าในขณะที่ผู้ใหญ่สองคนใช้อารมณ์เข้าปะทะกันนั้น เด็กชายเพียงแต่นั่งขมวดคิ้วงงงวยกับทุกสิ่งเบื้องหน้า  แม้จะคุ้นชินกับการวิวาทโต้เถียง หากแต่เป็นครั้งแรกที่ถึงกับใช้กำลัง.....

" ข  ขอโทษ" ยามาโมโตะพูดขึ้นก่อน รู้สึกผิดขึ้นมาที่ตามอารมณ์ตัวเองไปแบบนั้น หากแต่โรมาโนกลับบ่ายหน้าหนีอย่างไม่อยากข้องเกี่ยวก่อนจะหันหลังเดินกลับออกไปในความมืด

 

ต่างฝ่าย

 

ต่างผิดพลาด

 

" ขอโทษครับ คุณอันโตนิโอ ขอโทษนะลุจจิ" ทำไมถึงได้สับสนขนาดนั้น ทำไมถึงเจ็บปวดยามถูกตราหน้าว่าไม่เป็นที่ต้องการ......

" ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายหรอก แต่ข้านึกแปลกใจมากกว่า"

" เอ๋!" แปลกใจ......

" เจ้าน่ะ ไม่ได้เห็นนายท่านแบบที่พวกข้าเห็น เพราะฉะนั้นจึงได้คิดแบบนั้นสินะ"  ว่าพลางนั่งลงข้างกองไฟอีกครา รอยยิ้มพลันปรากฏพร้อมการถอนใจเชื่องช้า  ความเปลี่ยนแปลง....กำลังมาเยือน

" แล้วพวกคุณน่ะ เห็นคุณจอตโตแบบไหนกันล่ะครับ"  ไม่เข้าใจสักนิด.....

" ท้องฟ้า......."  ชายหนุ่มตอบ พลางแหงนเงยขึ้นมองท้องฟ้าแห่งราตรีกาลที่มีจันทร์เพียงดวงเดียวสุกสว่าง  ฟากฟ้าที่มืดมิด นภากว้างที่พร้อมยอมตน   " นายท่านวองโกเล่คือนภากว้าง  ไม่ว่ามืดมิดเพียงใด ไม่ว่าสกปรกสักเท่าไหร่  ยามาโมโตะ  พวกข้าน่ะ ทำได้เพียงเดินตามหลังท่านผู้นั้น นี่คือหน้าที่ นี่คือศรัทธา....ของผู้พิทักษ์"

"...................................." ความรู้สึกนี้ 

" พวกข้าไม่มีหน้าที่เกินไปยิ่งกว่านั้น"

" หน้าที่......."

 

ท้องฟ้า

 

ท้องฟ้าของฉัน

 

คำปฏิญาณด้วยชีวิตของฉัน

 

" เจ้าควรรู้ว่า  ความรู้สึกของเจ้ากับพวกข้านั้น....ต่างกัน" เสียงที่เคร่งขรึมออกเตือน  แม้จะไม่แน่ใจ หากแต่รู้สึกสงสัย

 

คือใจรัก

 

หรือภักดี

 

" แต่หากเจ้าถามถึงสิ่งที่นายท่านคาดหวัง  ข้าคงบอกได้แต่เพียงว่า หากวาดหวังไว้สูงเทียมฟ้า  ไม่ว่าผู้ใด ก็ไม่อาจทำตนเป็นผู้ดีได้เสมอไปหรอก" ชายหนุ่มตอบ ก่อนจะเหยียดกายลงนอนอีกครั้ง  แม้อาจต้องประสบกับฝันร้ายตามหลอกหลอน  หากแต่ต้องข่มตาหลับนอนเพื่อกำลังมั่นคง....พิทักษ์แผ่นฟ้า

 

                ยามาโมโตะ ทาเคชิ นิ่งงันอยู่เช่นนั้น เวลาเคลื่อนผ่านท่ามกลางมรสุมในห้วงคำนึงอย่างเชื่องช้า เขารอจนแน่ใจว่าลุจจิหลับสนิทจึงได้ทอดถอนใจเอนกายพิงต้นไม้ใหญ่  ไม่เข้าใจ ไม่รู้ความ ทั้งที่ชีวิตของเขาเองก็ใช่ว่าจะราบเรียบ ใช่ว่าจะเดินอยู่บนทางแห่งแสงสว่างไร้การฆ่าฟัน หากแต่ทุกครั้งนั้นศัตรูที่เข้ามาล้วนแต่มุ่งหวังเอาชีวิตตัวเขา เอาชีวิตเพื่อนพ้อง และล้วนแต่ถืออาวุธเข้าประหัตประหาร  หากแต่ในยุคสมัยนี้ ในเวลานี้ ท้องฟ้าแห่งอดีตกาลนั่น กลับลวงหลอก กลับใช้เล่ห์เหลี่ยมมากหลายหลากยุทธวิธี เพื่อให้บรรลุผล เป็นฝ่ายคุมเกม เป็นฝ่ายรุกล้ำ   

 

คิดอะไรอยู่

 

มุ่งหวังอะไรอยู่

 

" ถึงถามออกไป ก็ไม่ได้คำตอบ......"

 

นี่ฉัน

 

มองคนๆนั้น

 

แบบไหนกัน

 

                เสียงลมพัดผ่านแว่วข้างหู พร้อมกับเสียงเพลงใบไม้ที่แว่วขานมา โศกเศร้า ละห้อยหา ครวญครางย้ำเตือน  หากแต่ไพเราะจนต้องย่ำเท้าไปเฝ้ามอง

" ......................................" เส้นผมสีทองต้องลม พร้อมกับดวงเนตรมรกตที่กำลังเหม่อลอยไปไกล ในยามค่ำคืนที่เหล่าผู้ติดตามล้วนหลับใหล ขอเพียงเวลาชั่วครู่ชั่วยาม ได้หายใจ....สักครั้ง

" ข้าไม่แพ้หรอก และจักไม่มีวันพ่ายแก่ผู้ใด"  เสียงเคร่งขรึมนั้นรำพึงราวปลอบโยนตนเอง   ข้ามผ่านวันคืนมานานนัป สิ่งที่ฝันใฝ่ล้วนลำเค็ญบาดใจ  หากแต่มิอาจกลับคืนคำหรือถอยหลังหนีหาย

 

เบื้องหลังของข้า

 

มีผู้คนอยู่มากมาย

 

" เพราะโลกใบนี้......มีเวลาให้ข้าไม่มากนักหรอก" ชายหนุ่มบอกเล่าเรื่องราวกับตนเอง เจ็บช้ำ และเหนื่อยอ่อนเกินพรรณนา ที่บ้านเกิดมีผู้คนรอคอย  ที่รายล้อมคือสหายผู้ภักดี ที่อยู่เบื้องหลังคือเหล่าประชาราษฎร์ที่ตนสาบานจะปกปักษ์รักษา  ต่อให้ถูกดูแคลนเยี่ยงปีศาจเพียงใด ดุจซาตานตนไหน ประวัติศาสตร์นั้นบันทึกเรื่องราวอย่างไร

 

ข้า.............

 

หาได้สนใจไม่

 

" หลบอยู่แบบนั้น ไม่สมกับที่เป็นเจ้าเลยนะ ทาเคชิ" จอตโตกล่าว ก่อนจะหันมาสบตากับผู้มาเยือนยามวิกาล  การหลบหนีการเผชิญหน้าหาใช่นิสัยของเขา แต่ชายหนุ่มอีกคนต่างหากที่พยายามหลบลี้เสียหลายวัน

" ต้องแบบไหนถึงจะใช่ผมล่ะครับ"  ยามาโมโตะย้อน ทั้งที่นึกหงุดหงิด และคิดว่าจะพูดกันตรงๆไม่ได้อีก แต่ตอนนี้พวกเขา....กำลังเผชิญหน้ากันอีกครั้ง

" ข้าก็ไม่รู้หรอก  สายฝนที่พร่ำตกไม่รู้ที่ทางเช่นเจ้า จะเดาใจได้อย่างนั้นหรือ" ว่าพลางฉีกรอยยิ้มเล็กน้อย แสงจากดวงจันทร์ฉายส่องบางเบาบนใบหน้านั้น งดงาม สูงส่ง และ......โศกเศร้า

" ที่ ชาแซต้า ( caserta ) มีอะไรรอคุณอยู่ครับ จะฆ่าใคร หรือมีแผนการอะไรวางไว้กันแน่" ถามออกไปแบบนี้...จะโกรธมั้ยนะ

" เป็นครั้งแรกที่เจ้าถามตรงมาไปตรงมานะ" น้ำเสียงราบเรียบนั้นฟังดูเคร่งขรึมตัดกับใบหน้าเปื้อนยิ้มเล็กน้อย รอยยิ้มที่สำหรับสายฝนจากอนาคต  ท้องฟ้าผืนนี้....

 

เคยแย้มยิ้ม

 

จากหัวใจ

 

บ้างไหมนะ

 

" แล้วคุณจะตอบอย่างตรงไปตรงมามั้ยล่ะครับ...." ว่าพลางก้าวเท้าเดินเข้าไปประชิดใกล้ ดวงตาสีรัตติกาลจ้องมองผ่านเงาแสงจันทร์    สีทองผ่องแพ้ว หากแต่...

 

ลึกลับ

 

พรั่นพรึง

 

" ข้าจะไปพบใครบางคน  ทำอะไรบางอย่างที่ไม่มีทางได้รับการอภัย  และ.....อาจต้องหลั่งเลือดมากมาย" คำตอบที่ดูราวกับหาใช่คำตอบ  

" คนที่คุณจะพบ คือผู้พิทักษ์ของคุณคนใดคนหนึ่ง  ......." เดาได้เพียงแค่นั้น

" เจ้ารู้เรื่องผู้พิทักษ์ของข้านะทาเคชิ  ทั้งที่เป็นความลับระหว่างพวกข้าเท่านั้น....เจ้าน่ะ เป็นใครกันแน่" คนที่ข้ากำลังพูดคุย  คือใครกัน

 

เป็นมนุษย์

 

หรือภาพเงา

 

" ถึงบอกไป คุณก็ไม่เชื่อหรอกครับ" เรื่องเหลือเชื่อแบบนี้ แม้แต่ตัวเองก็ยังไม่อยากเชื่อ

" ข้าเชื่อเจ้า"

"เอ๋!"

" ไม่ว่าเจ้าจะพูดสิ่งใด เล่าเรื่องอะไร ข้าเชื่อว่าทาเคชิ จะไม่โกหกข้า....." ชายหนุ่มบอกพลางเอื้อมมือสัมผัสแก้มซ้ายของชายหนุ่ม  ช่างเยียบเย็นนัก......

" คุณเชื่อผมมากเกินไปแล้วครับ" ยามาโมโตะยิ้มเล็กน้อย หัวใจนั้นเต้นแผ่วเบาเหนื่อยหน่ายอย่างจำยอม  แพ้สินะ อย่างไรก็ไม่อาจก้าวข้ามไปได้เลย   " ผมยังไม่อาจยอมรับได้หรอกนะครับ วิธีการของคุณ"

" ข้าก็เชื่อเช่นนั้น และเชื่อว่าเมื่อทุกอย่างสิ้นสุด ไม่ว่าผลจะออกมาเป็นเช่นไร ไม่ว่าข้าจะสมปรารถนาหรือไม่ ชื่อเสียงของข้าในประวัติศาสตร์....คงไม่ดีงามนักหรอก"

 

จะถูกดูแคลนขนาดไหน

 

จะถูกสาปส่งเพียงไร

 

" คุณนี่....ช่างบ้าเสียเหลือเกิน" ชายหนุ่มนักดาบแค่นยิ้ม เจ็บขึ้นมาที่อกอย่างประหลาด   ปลายเท้าขยับก้าวเข้าใกล้ประชิด มือซ้ายยกขึ้นแนบกับหลังฝ่ามือเย็นเยียบที่แนบแก้มของเขาอยู่  

 

ก็แค่มือเล็กๆ

 

ก็แค่คนๆหนึ่ง

 

" ทาเคชิ........"

" ช่างเป็น....ท้องฟ้าที่เย่อหยิ่งเหลือเกินนะครับ คุณจอตโต" ว่าพลางก้มหน้าลง ณ เสี้ยววินาทีนั้น สติสัมปชัญญะกลับหลุดลอย  คนๆนี้ไม่ใช่สึนะ คนๆนี้ไม่ใช่แผ่นฟ้า ก็แค่คนๆหนึ่ง แค่มนุษย์คนหนึ่ง  

 

ฉันน่ะ

 

กำลังมองคนๆนี้

 

เนิ่นนานหากแต่ราวเสี้ยววินาทีผันผ่าน ยามที่ริมฝีปากของทั้งคู่เคลื่อนเข้าหากัน และยามที่ค่อยบรรจงจุมพิตระหว่างกันอย่างแผ่วเบา ดั่งสัมผัสของสายเมฆ กลุ่มหมอกและสายลม  ไม่แว่วหวาน ไม่ร้อนแรง ไม่รุกราน

 

เพียงแนบชิด

 

เพียงปลอบประโลม

 

"  .............................."

"................................"  

 

ต่างฝ่ายไร้ถ้อยคำจำนรรจา

 

ต่างฝ่ายไร้สิ่งใดสรรหาเอื้อนเอ่ย

 

หัวใจงั้นหรือ

 

ความคิดงั้นหรือ

 

จุมพิตนี้

 

แทนค่าสิ่งใดกัน

 

................................

 

 

จบตอน....มันคือตอนคั่นเวลาเจ้าค่ะ ก่อนที่จะไปบู๊แหลกลาญกับผู้พิทักษ์คนใหม่ที่เมือง ชาแซต้า ( อ่านถูกมั้ยนี่ )   เป็นความสัมพันธ์ที่แม้แต่คนเขียนก็ยังต้องทอดถอนใจ   ภาพลักษณ์คุณทวดนี่ยอมรับเลยว่าเขียนยาก ผู้ชายที่แข็งแกร่ง และสร้างรากฐานตระกูลใหญ่  กับชายหนุ่มที่ยึดมั่นหากแต่อ่อนไหว เฮ้อ.....  สงสารยามะ  จบเรื่องนี้นายจะกดคุณทวดได้มั้ยนะ ( หัวเราะ )

 

พบกับ Ascending ต่อนะเจ้าคะ  ที่เร็วเพราะ เสาร์อาทิตย์นี้เดินทางค่ะ ไม่ว่าง ตอนนี้เลยปั่นลูกเดียว

 

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

อ๊างงงง~ ยามะ >///<
อยากเห็นอะไรแบบนี้อีกจัง หุหุ

#1 By dearchan on 2008-05-27 20:19

โอ้ม่าย~~~~~ (โหยหวน) สิ่งที่กลัวเป็นจริงขึ้นมาแล้ว

ริมฝีปากคุณทวดของช้านโดนรุกล้ำอธิปไตย O[]o!!!! ยาม้า~~~~ความแค้นนี้จำไว้เลยนะย้า~~~~

...ปล. แอบคิดถึงเรื่องนี้

#2 By devil เม็ดถั่ว on 2008-05-29 01:26