เงาฝน ตอนที่ 10 ( 80G ) ( 1 )
posted on 04 Jul 2008 12:02 by ruk21us in Fanfictionพานพบ 10 สอดประสาน
เพียงเพราะฝันปรารถนา
เพียงเพราะรักเฝ้าภักดี
ดวงใจนี้
จึงทอดให้
ข่าวการพ่ายแพ้ของขบวนการปลดแอก และแผนซ้อนแผนของราชันย์แห่งซิซิลี แพร่สะพัดทั่วแผ่นดิน เสียงเล่าลือถึงความโหดเหี้ยมและไร้ปรานีดังประสานก้องทั่วแดน บ้างแซ่ซ้อง บ้างเกลียดชัง บ้างห่วงใย บ้างโกรธา ในบรรดาผู้คนเหล่านั้น ชายผู้หนึ่งได้แต่ยืนนิ่งรับสายลมแรงจากท้องทะเล เมียงมองทอดสายตาไปสู่แดนไกล เฝ้าสดับฟังข่าวคราวของผู้จากจร แผ่นฟ้าสูงส่งที่น่าชิงชัง.....
" นายท่าน มีสารส่งมาจากนายท่านวองโกเล่ค่ะ" เสียงหญิงสาวเอ่ยรายงานพลางก้มลงคุกเข่าให้แก่ชายร่างสูงเบื้องหน้า
" ในที่สุดก็มาถึงจุดนี้สินะ เจ้านั่น " ชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งบอกพลางคลี่แผ่นสารออกจากถุงหนังสีดำที่ประดับตรารูปกาบหอย
" พวกผู้พิทักษ์เคลื่อนไหวแล้วค่ะ ตอนนี้ทางชาแซต้าสถานการณ์เลวร้ายลงและการตรวจจับเข้มงวด ที่เนเปิลถึงขนาดหวาดระแวง ผู้สำเร็จราชการคงใกล้รับมือไม่ไหวแล้ว" รายงานส่วนตัวนั่นไม่น่าแปลกใจนัก ผู้เป็นเจ้านายพยักหน้าน้อยๆ พลางก้มลงอ่านสารอย่างตั้งใจ ก่อนจะพูดออกมาอีกครั้ง
" ได้ข่าวว่าทางสเปนจะส่งคนมาซิซิลี คงคิดจะตัดเจ้านั่นออกจากทางนี้สินะ" ว่าพลางใช้ฝ่ามือเปล่าจุดไฟเผากระดาษนั้นจะกลายเป็นเพียงฝุ่นผงในอากาศ
" พวกสเปนคงสืบทราบว่าบัดนี้อำนาจสั่งการบนแผ่นดินซิซิลีตกอยู่ในมือนายท่าน หากนายท่านร่วมมือกับสเปนหักหลังวองโกเล่ .........."
" หัวของวองโกเล่ ปีศาจแห่งซิซิลีจะไปไหนเสีย...พูดต่อให้จบซะสิ เดียแมนทีน่า" ผู้พูดยิ้มหยัน ช่างโง่เง่าแท้ ใครกันที่โง่เง่า สเปนที่คิดจะซื้อซิซิลี กษัตริย์หุ่นเชิดแห่งซิซิลีที่ถูกสเปนจูงจมูก ผู้สำเร็จราชการแห่งเนเปิลที่เต้นเร่าทำอะไรไม่ถูก หรือ.......ตัวข้า
" ว่ากันตามตรง วิธีการของนายท่านวองโกเล่นับว่าสุ้มเสี่ยง" ผู้เป็นข้ารับใช้เอ่ยต่อ
" หากชนะก็คืออำนาจนับหลายร้อยปีที่ตระกูลเราจะปกครองผืนดินนี้ เจ้าคิดว่าได้ไม่คุ้มเสียงั้นรึไง" วิธีการคิดที่กลับด้านกับการกระทำที่พลิกผัน
" แต่หากพ่ายแพ้ ทุกชีวิตในวองโกเล่แฟมีลี่ที่อยู่ร่วมกันจะสูญสลาย ......."
" เจ้าอยากพูดอะไร แม่สายลมทะเลใต้ของข้า" น้ำเสียงทุ้มที่เย็นเยียบเอ่ยถาม ดวงตาเคร่งขรึมที่เมียงมองมากลับยิ่งทำให้ผู้ถูกถามต้องก้มหน้าต่ำ ราวสายลมสลบเบื้องหน้าแผ่นฟ้าแห่งรัตติกาลที่กว้างใหญ่
" ข้อเสนอของสเปน....ใช่จะไม่น่าฟังมิใช่หรือนายท่าน" สิ้นคำของนาง ผู้เป็นนายกลับแสยะยิ้มหยัน
" เป็นสุนัขรับใช้พวกสเปน ให้กับเจ้าสวะหุ่นเชิดของดุ๊คแห่งเลอมา เจ้าคิดว่า ข้าจนปัญญาถึงเพียงนั้นรึยังไงกัน! "
" นายท่าน! ข้ามิบังอาจ!"
" หึ" ครานี้ชายหนุ่มกลับแค่นยิ้ม " ตราบที่เจ้านั่นยังมุ่งหวังทำเพื่อครอบครัวเรา เดียแมนที่น่า...นายท่านของเจ้าคนนี้ก็จะยังยินยอมเสี่ยงเพื่อเจ้านั่น แต่......จงสบายใจเถอะ "
" คะ...นายท่าน"
" หากแม้วันใดท้องฟ้าที่ข้าแลเห็นมันกลับกลายเป็นของจอมปลอม เป็นเพียงเศษซากธุลีไร้ค่า ข้าคนนี้ล่ะ ที่จะกระชากมันลงมาจากบัลลังก์แห่งนภา!" น้ำเสียงกล่าวประกาศที่เย่อหยิ่งน่าภาคภูมิเช่นนั้น ยิ่งทำให้หัวใจของหญิงสาวเต้นระทึกราวกลองรบระรัว เพียงท่านผู้นี้ เพียงคนๆนี้ ผืนนภาศักดิ์สิทธิ์เพียงหนึ่งเดียว
" เช่นนั้น เชิญนายท่านบัญชา ข้าเดียแมนทีน่า จักปฏิบัติภารกิจสนองคุณนายท่าน!" น้ำเสียงของหญิงสาวมั่นคงและแฝงความปรีดาเกินประมาณ
" งั้นจงรับคำสั่งข้า หากมีชาวสเปนแม้แต่คนเดียวบังอาจขอขึ้นฝั่งซิซิลี พวกเจ้าจงตัดหัวมันเสียบประจานเสียให้สิ้น! ผืนดินซิซิลีนี้คือแผ่นดินของเรา อาณาจักรสีดำแห่งราชันย์ วองโกเล่แฟมีลี่!" เสียงดุดันประกาศก้อง เป้าหมายที่วาดหวังร่วมกันไว้ จักสมใจปรารถนา.....
" ค่ะ!" สายลมแห่งทะเลใต้รับคำ
" ข้าอาจจะไม่อยู่สักระยะ พวกเจ้าจงดูแลทางนี้อย่าได้บกพร่อง" ชายหนุ่มบอก
" นายท่านจะไปเยือนแผ่นดินใหญ่รึเจ้าคะ"
" ไปเที่ยวเล่นต่างหาก..." รอยแสยะยิ้มมาดมั่นฉายชัด แต่ไร้สิ้นซึ่งคำอธิบาย หญิงสาวจึงมิได้ซักไซ้ไล่เลียงถามต่อ นางเพียงคำนับและจากจรไป
คล้อยหลังสายลม ทิ้งไว้เพียงชายหนุ่มที่กำลังยิ้มเยาะให้กับการตัดสินใจของตนเอง เหตุผลที่ยืนอยู่ เหตุผลที่รับฟังคำสั่งมาจนบัดนี้ เหตุผลที่ปฏิเสธข้อเสนอของศัตรู เหตุผลมากมาย......
" เจ้าโง่นั่น ชักจะน่าหมั่นไส้เกินไปแล้ว" เสียงที่ส่งผ่านข้ามทะเล ความรู้สึกที่ลอยล่องจับต้นชนปลายไม่ถูกที่ แล้วผลที่สุด ระหว่างเรานั้น....จักเป็นเช่นใด
ภาวะข้าวยากหมากแพงทวีความรุนแรงขึ้นอย่างชัดเจน ตลอดทางที่เดินทางเข้าสู่นครชาแซต้า เกลื่อนกลาดไปด้วยซากศพ คนใกล้ตาย หญิงโสเภณี ตลอดจนเด็กกำพร้า แม้อยากเบือนหน้าหนีเสียให้ไกล หากแต่กลับต้องถูกบีบบังคับให้เฝ้ามอง สำหรับผู้คนในปัจจุบัน ภาพเบื้องหน้าล้วนราวแรงบันดาลใจที่ทำให้ต้องเดินหน้าต่อไป อย่างมิอาจหนีหาย แต่สำหรับคนผู้หนึ่งจากอนาคต นี่คือความเศร้าสลดโหดร้าย ความจริงที่น่าพรั่นพรึง
โลกใบนี้
หาได้งามงดดั่งฝันใฝ่
ที่แห่งนี้
หาได้สงบสุขดั่งวาดหวัง
" จากตรงนี้ไปจะเป็นถนนสายหลักสู่ ชาแซต้า ขบวนขนส่งสินค้าและผู้อพยพจะผ่านมาทางนี้ในเวลาเที่ยงวัน เรามีเวลาในช่วงนั้นที่จะปะปนเข้าไป" ชายหนุ่มในชุดดำสนิทอธิบาย ในขณะที่ชายหนุ่มข้างๆนั้นพยักหน้ารับอย่างเสียไม่ได้ นึกอยากหนีไปให้ไกล แต่เพราะอยู่กันเพียงลำพังแค่สองคนจึงไม่อาจกระทำได้ตามใจปรารถนา
" งั้นก็คงไม่ต้องปะทะกับใครสินะครับ" ยามาโมโตะถาม รู้สึกเหน็ดเหนื่อยขึ้นมาในอกอย่างบอกไม่ถูก คาวเลือด สีโลหิต ทั้งที่พรากชีวิตผู้คนมามากมาย แต่อารมณ์ความรู้สึกเพลานี้ กลับเป็น...
" นั่นก็....ขึ้นอยู่กับโชค" อีกฝ่ายแค่นยิ้มก่อนจะหันกลับมามอง เส้นผมสีทองที่สว่างไสว และดวงตาสุกสกาวสีมรกต งามงดอย่างมีต้องเสริมเติมแต่ง " ข้องใจอะไรเช่นนั้นรึ" คำถามอีกคำถาม ด้วยแลเห็นว่าอัญมณีงามที่เคยแลเห็น...กลับหองหม่น
" ไม่นี่ครับ แค่รู้สึกแปลกๆที่ต้องแยกจากพวกคามิลโลน่ะครับ" คำตอบนั้นเป็นจริงเพียงครึ่งเดียว การที่ต้องแยกกันเดินทางเพื่อหลบเลี่ยงความสนใจนั้นเรื่องหนึ่ง แต่อาการกระอักกระอวลในตอนนี้...ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
" หากเดินทางเป็นกลุ่มใหญ่ก็จะหลบเข้าเมืองลำบาก ยิ่งในภาวะสงครามเช่นนี้แล้วด้วย ดังนั้นการให้ลุจจิไปกับโรมาโน และคามิลโลแยกไปกับอันโตนิโอ จึงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง .....เจ้าเองก็เห็นด้วยกับความเห็นนี้มิใช่รึ"
" ครับ " ถูกต้อง เขาเห็นด้วย ด้วยเหตุผลเดียวจากเรื่องที่เกิดขึ้นติดต่อกันช่วงสองวันที่ผ่านมา ทั้งที่ต้องการหลบหน้า แต่กลับกลายเป็นต้องยิ่งพบเจอ ไม่ได้คิดเลยว่าสุดท้ายกลับกลายเป็นต้องมาร่วมเดินทางเพียงลำพังสองคน
" ไม่ชอบที่จะต้องร่วมทางกับปีศาจเช่นนั้นสินะ" ชายหนุ่มเอ่ยขึ้น พลางฉีกยิ้มที่มุมปาก สิ่งที่สะท้อนในดวงตาของคนเบื้องหน้าคงเห็นตัวตนของเขาดั่งเช่นมารร้ายที่ไร้หัวใจ
" ผมไม่ได้คิดแบบนั้นครับ" ยามาโมโตะตอบตามจริง หากแต่จ๊อตโตกลับส่ายศีรษะปฏิเสธ
" หากไม่ได้คิดเช่นนั้น ท่าทีของเจ้าจะเป็นเยี่ยงนี้น่ะรึ"
" ท่าที....." เรื่องราวที่ควรลืมหวนกลับมาในสำนึก เรื่องที่ตนเองเมินชา เรื่องที่พยายามหลบหน้า และเรื่อง........
" วาจาและน้ำคำอาจหลอกลวงผู้อื่นได้ หากแต่กริยาอาการและแววตาของเจ้านั้น ล้วนซื่อตรง...ทาเคชิ"
เพราะเจ้านั้น
สวยงาม
" ยังคงพูดจาทำร้ายจิตใจกันเหมือนเดิมสินะครับ" ชายหนุ่มผู้อ่อนวัยกว่าเผยอยิ้ม เขานั่งลงที่ใต้ต้นไม้ข้างทาง สายลมยามสายพัดโบก ไม่ร้อน ไม่หนาว เป็นเพียงกระแสลมธรรมชาติที่แผ้วผ่านตัดมา
" คำข้าทำร้ายเจ้าเช่นนั้นรึ" จ๊อตโตเลิกคิ้ว พลางฉีกยิ้มเย็น ก่อนจะเดินไปนั่งลงข้างเคียงอีกฝ่าย
" เอ...คุณคิดว่ายังไงล่ะครับ" ชายหนุ่มหันมายิ้มน้อยๆ ก่อนจะเปิดเอาขนมปังแข็งชิ้นหนึ่งออกจากกระเป๋าหนัง
" ข้าน่ะรึ" ชายหนุ่มย้ำคำ
" คุณน่ะชอบทายความคิดคนอื่นใช่มั้ยล่ะครับ งั้นตอนนี้...ลองทายสิครับว่าที่ผมพูดเมื้อกี้หมายถึงใคร ใครกันนะที่ถูกทำร้ายจิตใจน่ะครับ" ยามาโมโตะฉีกยิ้ม พลางฉีกขนมปังออกชิ้นหนึ่งส่งเข้าปากตนเอง ไม่ได้เอร็ดอร่อยอะไร แต่พอได้นั่งลงหย่อนกายบนถนนกลางป่าเขาที่ไร้ผู้คนสัญจรเช่นนี้ ก็ชวนให้คิดถึงการปิกนิก จริงๆนะ
" นี่เจ้าคิดจะเล่นอะไรกัน" เดาใจคนๆนี้ เหตุใดจึงรู้สึกว่า...ช่างยากเข็ญ " ข้าเห็นว่า....เจ้ากำลังเล่นลิ้นกับข้า พ่อหนุ่มน้อย" เมื่ออีกฝ่ายคิดเล่นแง่ ก็ตอบกลับด้วยอาการละม้ายคล้ายกัน ชายหนุ่มเอนกายพิงลำต้นของต้นไม้ใหญ่ อยู่ในมุมที่อาจเพ่งพินิจอากัปกิริยาของอีกฝ่ายได้อย่างถนัด ชายหนุ่มนักดาบที่กำลังมองตรงมายังเขา ดวงตาที่สบประสานกัน จังหวะการเคี้ยวของกระพุ้งแก้ม รอยยิ้มแสนบริสุทธิ์และงดงาม
" อ้ำ...." ยามาโมโตะพูดขึ้นพลางส่งขนมปังชิ้นหนึ่งไปแตะริมฝีปากของอีกฝ่าย
" เอ๋!"
" จ้องกันแบบนี้ ผมก็ทานต่อไม่ได้สิครับ" ชายหนุ่มฉีกยิ้มกว้าง
" ............................."
" อ้าปากสิครับ" คำขอร้องที่ไม่อาจปฏิเสธ ราชันย์แห่งซิซิลีเผยอริมฝีปากขึ้นรับขนมปังในมือของชายหนุ่ม รสชาติที่จืดชืดและแข็งกระด้างของขนมปังค้างคืน เหตุใด....จึงหวานล้ำเพียงนี้
สายลมพัดแพ้วผ่าน
ดั่งประสานในดวงใจ
ฝากเสียงสำเนียงให้
คืออาลัยอารมณ์พา
" คุณจ๊อตโต........" ยามาโมโตะ ทาเคชิ เผลอรำพึงชื่อนั้นออกมา ภาพจุมพิตในค่ำคืนก่อนที่ผ่านเลยเลือนลาราวหวนกลับมา ค่ำคืนที่ลาจากโดยปราศจากคำพูด ยามเช้าที่ผันมาราวไร้สิ่งใดเอื้อนเอ่ย แล้ว....ยามนี้
" ทาเคชิ......." ดวงใจ....ปวดแปลบ
นี่คือ
ความรู้สึกใด
ใบหน้าของทั้งคู่ค่อยเคลื่อนเข้าหา ระยะห่างที่กั้นขวางราวระย่นย่อ ค่อยกรายใกล้ ค่อยแนบชิด ลมหายใจรดรินไหล และ...ริมฝีปากแนบสนิท
สองครั้งสองครา
สองจิตสองใจ
สองห้วงคำนึงถึง.......
เนิ่นนาน และนิ่งเงียบอยู่เช่นนั้น ไม่รู้ว่าเมื่อใดที่ต่างตกอยู่ในอ้อมแขนของกันและกัน เมามายไปกับธรรมชาติและรสหวานล้ำของจุมพิต ห้วงคะนึงคิดจมจ่อมในท่ามกลางกลิ่นเลือดและไฟสงคราม
" คุณจ๊อตโต...ผม...." ยามาโมโตะพยายามเค้นเสียงตนเองเอ่ยปาก ยามที่ตนเอื้อมประคองกอดอีกฝ่าย แผ่นหลังที่แบบบาง สองบ่าที่อ่อนล้า ทั้งที่เคยคิดว่าคุณเข้มแข็งเสมอมา แต่เมื่อใดกันที่คิดได้ว่า...
คุณนั้น
ช่างอ่อนแอ.....
ทว่า ไม่ทันที่จะได้ถามสิ่งใดต่อไป จู่ๆเสียงเดินขบวนทางเท้าของผู้คนและรถม้าก็กลับดังเลื่อนลั่นขึ้นเสียก่อน ชายหนุ่มทั้งคู่ผละร่างออกจากกันโดยอัตโนมัติ และแฝงกายหมอบอยู่ใต้เงาไม้และพงหญ้าเพื่อรอดูสถานการณ์ เสียงหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะยังคงระทึกไหว หากแต่ต้องควบคุมสติให้ตั้งมั่น....
" ไหนคุณบอกว่าเที่ยงวัน" ยามาโมโตะถาม รู้สึกแปลกใจหากจะมีขบวนผู้คนเดินทางมาก่อนกำหนดกว่าชั่วยาม
" ............................" จ๊อตโตไม่ตอบ แม้ใบหน้ามิได้แสดงอาการวิตกกังวล แต่กลับยิ่งครุ่นคิดมากขึ้น เหตุผลนั้นมีสองประการ ประการแรกคือการคาดการณ์ที่ผิดพลาด อีกประการคือคนที่ต้องเผชิญหน้า
ยิ่งใกล้ ยิ่งอันตราย
ยิ่งห่างเหิน ยิ่งต้องระวังภัย
" ............................. " ชายหนุ่มนักดาบลอบมองใบหน้าด้านข้างของคนที่นอนคว่ำหลบอยู่ในพงหญ้าเคียงคู่กัน ความรู้สึกเมื่อครู่ยังคงเต็มตื้น จากที่ได้พบพานกันมา จากที่ได้แลเห็นความเป็นไป คนๆนี้ต่างจากคนที่เขาเคยรู้จัก แตกต่างจากท้องฟ้าที่เขาปวารณาตัวรับใช้ ซาวาดะ สึนะโยชิ นภาที่เขาขอฝากใจไว้นั้นใสกระจ่าง แสดงอารมณ์และความรู้สึกออกมาเสมอ เมื่อปวดร้าว เมื่อทุกข์ทรมาน จึงรู้ว่าควรปลอบ จึงรู้ว่าควรกรายใกล้ แต่กับคนผู้นี้.....ฟากฟ้าแห่งอดีตกาล ทั้งเก็บงำซ่อนเร้น ทั้งหลบซ่อนหนีหาย ไม่อาจอ่านใจ ไม่อาจหยั่งถึง ยิ่งกว่าเมฆหมอก ยิ่งกว่าควันบาง ราวภาพลวงตาที่มิอาจจับต้อง......
จะช่วยคุณ
ได้อย่างไรกัน
" มานั่นแล้ว" ผู้ที่กำลังถูกคิดคำนึงบอก สัญชาตญาณของผู้ล่าและนับรบตื่นขึ้นเต็มที่ ไม่อาจพลาดพลั้ง ไม่อาจหลงทาง บนบ่านี้ เบื้องหลังนี้ .....หาใช่เพื่อตนเองเพียงลำพัง