ASCENDING OF THE SKY : PART 4.1 ( X27/10027/D18 )
posted on 10 Jul 2008 23:50 by ruk21us in Fanfictionตอนที่ 4 เพียงเธอ
ในความเงียบงันและความหนาวเหน็บนอกฤดูกาลในยามค่ำคืน เด็กหนุ่มร่างสูงในชุดไปรเวทผู้หนึ่งกำลังเดินขึ้นไปบนดาดฟ้าของโรงเรียนมัธยมปลาย ทั้งที่เคยคิดว่าอีกนานกว่าจะได้กลับมาเยี่ยมเยียนกันอีก แต่ทุกสิ่งมันก็มักไม่เหมือนอย่างที่ได้คาดหวังไว้เสมอ เฉกเช่นคืนนี้ .........
" มาตรงเวลาดีนี่นา คุซาคาเบะคุง" เสียงทักทายดังขึ้นทันทีที่เปิดประตูดาดฟ้าออก ภาพที่ปรากฏคือแสงจันทร์ครึ่งเสี้ยวที่สาดทอพื้นคอนกรีต ร่างของคนสองคน คนหนึ่งยืนห่างออกไปติดกำแพง ส่วนอีกคน..ก้าวออกมา ร่างของชายหนุ่มผมสีทองในชุดสูทสีดำสนิทที่ไม่ว่าเมื่อใดก็สะดุดตานัก อาจเพราะไม่คุ้นชินกับภาพลักษณ์เช่นนี้ ยามที่ชายหนุ่มผู้นี้ปรากฏตัวต่อหน้าผู้เป็นหัวหน้าตน เขามักจะมาพร้อมรอยยิ้มกระจ่าง และเครื่องแต่งกายแสนธรรมดาราวเด็กหนุ่มวัยรุ่นคนหนึ่งเท่านั้น ทว่า....ในค่ำคืนนี้ ชายผู้นี้กลับแตกต่าง
" ผมได้รับจดหมายนี่เมื่อเช้า ไม่นึกว่าคุณจะมีเรื่องที่ต้องการพูดกับผมด้วย" เด็กหนุ่มหยิบเอาจดหมายฉบับหนึ่งออกมา จดหมายที่เขียนด้วยภาษาอังกฤษล้วน ลงชื่อของชายหนุ่มผู้นี้
" ฉันวานให้พวกลูกน้องไปส่งให้น่ะ เชื่อว่านายจะต้องมาหาแน่ ก็....." ชายหนุ่มก้าวเดินเข้ามาใกล้ร่างสูงของอีกฝ่าย ชายหางตาแลเพียงนิด แต่แฝงความเยียบเย็น และนิ่งสงบ " ก็นี่..เป็นเรื่องของเคียวยะนี่นะ"
" ! " คำพูดสุดท้ายที่เอ่ยชื่อนั้นระคนความรู้สึกหลากหลายจนผู้ฟังขนลุกซู่ ไม่กล้าแม้แต่จะสบตา หรือเอ่ยโต้ตอบ อะไรบางอย่าง มีอะไรบางอย่าง......
" ฉันจะไม่พูดให้มากความหรอกนะ คุซาคาเบะคุง แต่ว่าเธอน่ะ...พร้อมจะรักษาสัญญารึเปล่า"
" สัญญา...."
" สัญญาที่จะติดตามเคียวยะ เธอน่ะ จะติดตามเคียวยะไปชั่วชีวิตรึเปล่า" คำถามนิ่งเย็นเชิงคาดคั้นนั่นทำให้คำตอบที่ควรจะเปล่งออกมาอย่าง่ายดายกลับกลายเป็นฝืดคอไปถนัด
" แน่นอนครับ ผมสาบานจะติดตามคุณเคียวไปชั่วชีวิต เพราะฉะนั้น...คุณต้องการให้ผมทำอะไรกันแน่" รู้อยู่ว่าชายต่างชาติตรงหน้าเป็นคนที่ยุ่งเกี่ยวด้วยลำบาก แต่คำตอบนี่ก็ไม่ใช่เพราะคิดเอาใจแต่อย่างใด สำหรับเขา ไม่ว่าเมื่อไหร่ เวลาไหน ฮิบาริ เคียวยะ คือสัจธรรมที่แน่นอนไม่แปรผัน
" ดี งั้นก็...ทำตามที่ฉันบอกซะ" ไม่รู้ว่านั่นคือคำแนะนำ หรือ คาดคั้น
" ทำไมผมต้องทำตามที่คุณสั่งกันล่ะ คุณอาจเป็นอาจารย์ของคุณเคียว แต่ก็ไม่ใช่ว่า...." ก่อนจะได้ทันพูดจบปลายแส้กลับเหวี่ยงฟาดตรงมาทางใบหน้า เคราะห์ดีที่เด็กหนุ่มเบี่ยงตัวหลบได้อย่างฉิวเฉียด ไม่สิ....ฝ่ายโจมตีน่ะเจตนาที่จะพลาดต่างหาก
" ไม่มีใครจะทำเพื่อเคียวยะได้มากไปกว่าฉันหรอกนะ ดังนั้น...จงเชื่อซะ" สายลมแรงโหมกรรโชกพัดเส้นผมสีทองให้ปลิวไสว ดวงตาสีมรกตที่แลเห็นนั้นนิ่งสงัด และยิ่งสะท้านจับขั้วหัวใจ ดวงตาที่ราวกับสุมไฟจนร้อน แต่ก็เย็นเยียบจนหนาวสั่น .........ดีโน่ คาบัคโรเน่
ในเวลาไม่ห่างกันนั้นชายอีกผู้หนึ่งกำลังเดินวนไปมาอยู่ภายในห้องของตนเอง ทั้งที่ใกล้รุ่งสาง แต่ก็ไม่อาจข่มตาให้หลับลงได้ ไม่ใช่เพราะนอนไม่หลับเพราะหงุดหงิดว้าวุ่นใจ หากแต่เพราะความรู้สึก " ตื่นเต้น" นั้นค้ำคอ หัวใจเต้นระทึกกับการท้าทาย ที่น่าสนุกสนาน คืนก่อนนั่น....
" ทำได้ไม่เลวเลยน้า วองโกเล่รุ่นที่สิบ" นั่นคือคำชม ชมเชยที่สามารถหักด่านกับดักไปได้ ชื่นชมที่สามารถหนีหลุดรอดไปได้ จากคำบอกเล่าของลูกน้อง วองโกเล่รุ่นที่สิบเป็นเพียงเด็กหนุ่มอายุอานามแค่สิบเจ็ดถึงสิบแปดปี ซ้ำยังท่าทางแบบบางจนไม่น่าเชื่อ แต่คนแบบนั้นก็รู้ตัวทันทีที่โดนหลอกเรื่องผู้พิทักษ์แหวนแห่งวายุ แม้จะโง่ที่เกือบเสียท่าให้กับเรื่องตัวประกัน แต่ก็ยังได้รับความช่วยเหลือจากพวกผู้พิทักษ์ และยังทำให้หัวหน้าวาเรียที่ขึ้นชื่อลือชาเรื่องความเหี้ยมโหดที่สุดในแฟมีลี่มาให้การช่วยเหลือถึงที่..
" แบบนี้รึเปล่าที่เขาเรียกว่า "โชคดี" น่ะ" ว่าพลางก็เอื้อมหยิบขนมมาชเมลโล่เข้าปากพร้อมยิ้มอย่างอารมณ์ดี นึกอยากเห็นหน้าเจ้าหนุ่มผู้โชคดีให้ถนัด แต่ก็ไม่มีโอกาสเสียที ไม่มีรูปถ่าย ภาพจากกล้องวงจรปิดก็พร่าเลือน และแม้จะมีเสียงเซ็งแซ่ข่าวลือเรื่องการขึ้นครองอำนาจมากมาย แต่ก็ไม่เคยปรากฏตัวในงานสังสรรค์ใด เพราะแบบนี้จวบจนปัจจุบัน เฉพาะคนในวงการมาเฟียที่เคยได้พบปะกับเจ้าตัวตรงๆเท่านั้นจึงจะได้เห็นหน้าค่าตา ทางวองโกเล่แฟมีลี่เองก็ดูเหมือนจะเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับสุดยอดชนิดไม่มีรูปหลุดออกมาเลยแม้แต่ภาพเดียว แม้แต่พวกผู้พิทักษ์ ถ้าไม่ใช่ว่าบางคนมีชื่อเสียงอยู่ในวงการพอตัวอยู่ก่อน คงจะจู่โจมตรงๆไม่ได้แน่ๆ
" ซาวาดะ สึนะโยชิ....." ชื่อ ก็แค่ชื่อๆหนึ่ง ชื่อของเหยื่อไม่ก็คู่ต่อสู้ที่อาจพอสูสี " อยากเจอจริงๆน้า" น้ำเสียงนั้นเล่นลิ้นและมีแววสนุกสนาน ชายหนุ่มเมียงมองอกไปนอกหน้าต่างบานใหญ่ของห้องทำงาน
" สึนะ งั้นรึ......เด็กนั่น ก็ชื่อนี้นี่นะ" เด็กหนุ่มที่บังเอิญเจอเมื่อสองวันก่อน เด็กหนุ่มชาวญี่ปุ่นที่ดูแปลกตาและแปลกความรู้สึกมากที่สุดคนหนึ่งเท่าที่เคยพบเจอ ถึงจะน่างงงวยไปสักนิด แต่ก็ต้องยอมรับว่า.....อยากจะเจออีกสักครั้ง
" งั้น...ไปหาดีมั้ย" รอยยิ้มกรุ้มกริ่ม ความรู้สึกน่าพิศวง เหมือนตอนลิ้มรสมาชเมลโล่ครั้งแรกไม่มีผิด นุ่มลิ้น เชิญชวน น่าลิ้มลอง หวานแต่ก็..อันตราย
" ตื๊ด!" เสียงเรียกจากโทรทัศน์วงจรปิดดังขึ้นพร้อมกับสัญญาณเรียกเข้า น่าแปลกที่มีคนมาเยี่ยมเยือนในยามนี้ แม้จะนึกตำหนิความไร้มารยาท แต่ก็นึกสนุกอยู่เช่นกัน
" ขออภัยค่ะท่านเบียคุรัน แต่ท่านมัทซิโม นโปลีอาโน่ ติดต่อมาว่าอยากขอเข้าพบท่านเป็นการส่วนตัวค่ะ" หญิงสาวโอเปอร์เรเตอร์รายงาน
" ป่านนี้เนี่ยนะ ช่างไม่รู้กาลเทศะเลยสิ" ว่าพลางยิ้มกริ่ม " เรื่องอะไรน้า"
" เห็นว่าเป็นเรื่องผู้พิทักษ์แหวนแห่งเมฆาของวองโกเล่ ที่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวไว้ค่ะ"
" อ้อๆ" ชายหนุ่มผมขาวพยักหน้ารับ จากข้อมูลเมื่อคืนก่อน ผู้พิทักษ์เกือบทั้งหมดพร้อมกับวองโกเล่รุ่นที่สิบตีฝ่าวงล้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจหนีไปได้ แต่มีเพียงหนึ่งเดียวที่รั้งท้ายและเป็นฝ่ายถูกควบคุมตัวเอาไว้ได้
" จะให้เข้าพบมั้ยคะท่าน"
" เมฆางั้นรึ.......ดูท่าจะมีเรื่องสนุกๆเกิดขึ้นอีกแล้วสินะ" เบียคุรันฉีกยิ้มเย็น ผู้พิทักษ์รายนี้เป็นหนึ่งในผู้พิทักษ์ที่ไม่มีชื่อเสียงจารึกในวงการมาเฟียอิตาลีอยู่ก่อน พวกนโปลีอาโน่ถึงได้ไม่เข้าโจมตีเจ้าตัวแต่แรก แต่พอค้นประวัติอย่างถี่ถ้วนกลับพบว่า ผู้พิทักษ์แหวนแห่งเมฆาของวองโกเล่เองก็หาใช้เด็กหนุ่มสามัญ แต่เป็นผู้นำรุ่นเยาว์ที่ทรงอิทธิพลคนหนึ่งในเมืองนามิโมริ และยังขึ้นชื่อเรื่องความแข็งแกร่ง คนแบบนั้น....ถูกจับได้ยังไงกันนะ
" บอกไปว่าฉันง่วงมากน่ะ"
" เอ๋!" หญิงสาวอุทานขึ้น ด้วยไม่คาดคิดว่าผู้เป็นนายจะพูดออกมาแบบนั้น
" แต่ก็ฝากเตือนด้วยว่า ให้ระวัง.....ฟ้าถล่ม น่ะ"
" ฟ้า...ถล่ม....." ทวนคำพูดนั้นแบบไม่ค่อยเชื่อหูตนเอง เจตนาของเจ้านาย ยากแท้หยั่งถึง....
" แค่นี้นะ ราตรีสวัสดิ์" ว่าแล้วก็กดปิดสัญญาณ ลอบยิ้มกับตนเองอย่างสนุกสนาน ข่าวลือนั้นเป็นเรื่องน่าสนุก และหากข่าวลือที่ได้รับมาเป็นจริง การเสียเบี้ยสักตาเพื่อมองภาพสถานการณ์ให้กระจ่างขึ้นก็นับว่าไม่เลว และยิ่งหากเป็นดังข่าวที่คาดไว้ วองโกเล่รุ่นที่สิบก็ดูจะเป็นคู่ต่อสู้ที่น่าสนใจไม่หยอก
" อยากเจอเธอนะ ซาวาดะ สึนะโยชิ "
แสงตะวันค่อยๆสาดส่องทีละน้อย ความอบอุ่นและส่องสว่างของวันใหม่กำลังเข้ามาแทนที่ หากแต่สำหรับเด็กหนุ่มที่กำลังยืนมองอาทิตย์ขึ้นอยู่ภายในตึกร้างใจกลางเมืองนี่แล้ว วันใหม่....ไม่ปรารถนาให้มาเยี่ยมเยือน
" วันที่สอง......." ถูกแล้ว เช้าวันที่สอง และเช้าวันพรุ่งนี้.......คือวันตัดสิน สำหรับตัวเขา ไม่อาจบอกได้ว่าข่าวที่ได้รับมาเมื่อคืนจัดว่าเป็นข่าวดีหรือข่าวร้าย เรื่องดีคือรู้ว่าเพื่อนสนิทของตน โกคุเดระ ฮายาโตะ ปลอดภัยดี และอยู่กับคนที่วางใจได้อย่างยิ่ง แต่เรื่องร้ายที่แน่แท้ก็คือ ผู้พิทักษ์แหวนแห่งวายุของเขา จะไม่มีโอกาสรักษาสัญญาที่ให้ไว้ได้ โกคุเดระ จะไม่มีวันมาตามนัดในเย็นวันพรุ่งนี้ แล้ว....คนอื่นๆล่ะ
" จะทำยังไงดี....." จะทำอย่างไร..... ยามาโมโตะ คุณฮิบาริ มุคุโร......สามคนนั่น จะเป็นยังไงบ้าง แล้วยังมีเรื่องของ คุณพี่กับแรมโบ้ที่หายไปไร้ร่องรอย รีบอร์นที่ไม่มีการติดต่อกลับมา พวกคุณแม่ที่แม้แซนซัสจะรับรองว่าพวกนั้นจะปลอดภัย แต่....จะเชื่อได้แค่ไหนกันเชียว
" แกข้องใจเรื่องอะไร" เสียงกรรโชกดังมาจากทางเบื้องหลัง
" จะเรื่องอะไร มันก็ไม่ใช่ธุระของนายไม่ใช่รึ " เด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลตอบพลางหันกลับมามองอีกฝ่าย ชายหนุ่มอีกคนนั่งอยู่ที่พื้นชันเข่าขึ้นข้างหนึ่ง และจ้องมองมาทางเขาด้วยสายตาเย็นชาเช่นเคย สำหรับ ซาวาดะ สึนะโยชิ เขา....เหนื่อยอ่อนเหลือเกินกับ....สายตาเช่นนี้
" ดูท่าแกจะรังเกียจที่ต้องอยู่กับฉันมากสินะ ไอ้สวะอ่อนโลก" แซนซัสว่า เป็นการเปิดฉากบทสนทนาที่แย่ที่สุดในยามเช้า แต่เขาก็รำคาญใบหน้าที่ทำทีเซ็งเหมือนปลาตาย กับท่าทีที่เอาแต่ครุ่นคิดหวาดวิตกของอีกฝ่าย หัวหน้าต้องมาหนักใจกับชีวิตของลูกน้อง โง่เง่า!
" ก็ไม่เชิง" สึนะตอบ ไม่รู้ว่าควรจะตอบยังไงให้ดีไปกว่านี้ ทั้งที่เวลาอยู่กับเพื่อนฝูงหรือใครก็ตามเขามักจะรู้สึกเสมอว่าตนเองนั้นสุภาพ และมักจะเป็นฝ่ายอ่อนให้อยู่เสมอ แต่...กับคนๆนี้ กับผู้ชายตรงหน้านี่ ไม่ว่าเมื่อไหร่ ก็ไม่อาจถอยให้ได้เลยสักก้าว
" เฮอะ! " ชายหนุ่มสบถ ไม่รู้ว่าทำไมถึงรู้สึกหงุดหงิดกับวาจาท่าทางของอีกฝ่ายขนาดนี้
" ฉันจะออกไปข้างนอก อย่างน้อยก็น่าจะรู้ข่าวของคนอื่นๆ" เด็กหนุ่มบอกพลางเดินไปที่ทางออก หากแต่ฉับพลันก็ถูกกระชากแขนดึงรั้งไว้เต็มแรง แน่นอนว่าคนที่ทำเช่นนี้ก็คือชายหนุ่มอีกคนนั่นเอง
" แกจะออกไปรนหาที่ตายรึ ไอ้สวะหน้าโง่!" แซนซัสตะคอกใส่หน้าอย่างไม่มีลังเลปิดบังความหงุดหงิด นี่ไอ้สวะนี่มันรู้ตัวหรือเปล่าว่ากำลังถูกไล่ล่า เมื่อคืนก็เพราะเรื่องของผู้พิทักษ์วายุของมัน มาเช้านี้ นี่กะจะรนหาที่ตายอีกแล้วงั้นรึ!
" ฉันไม่ได้ขอให้นายไปด้วยสักนิด ดังนั้นนายก็ไม่มีสิทธิจะมาว่าฉัน ปล่อย!" สึนะบอกด้วยน้ำเสียงรำคาญใจ
" อย่ามาสั่ง!"
" แล้วถ้าขอร้องนายจะยอมฟังรึไง!" สึนะตอบพลางเงยหน้าสบตาสีแดงดั่งหยาดเลือดของอีกฝ่าย
" นี่แกโง่จริงๆ หรือว่าแกล้งโง่! หน้าที่ของแกคือไปสนามบินเย็นพรุ่งนี้ จำใส่กะโหลกไว้แค่นี้เป็นพอ!" น้ำเสียงนั่นยิ่งตะคอก กรรโชก และแรงบีบที่ลำแขนก็ยิ่งหนักหน่วงรุนแรงยิ่งขึ้น หากแต่แม้จะทำถึงขนาดนั้น ดวงตาคู่โตสีน้ำตาลที่จ้องกลับมาก็หาได้ลดราวาศอกลงเลย ตรงกันข้าม กลับยิ่งกร้าว ดุดัน และไม่มีวี่แววถอยหนี
" ใครกันแน่ที่เป็นผู้สืบทอดของวองโกเล่ ตัวฉัน หรือว่านาย......" เด็กหนุ่มถาม.......คำถามที่ไม่อยากถาม และแน่นอนว่าเป็นคำถามที่ทำให้อีกฝ่ายนิ่งงันไปด้วยไม่คาดฝันว่าจะมีวันที่ถูกย้อนด้วยคำพูดเช่นนี้
" แน่มากนะ" คำถาม ....จากคนที่ครั้งหนึ่งเคยคิดทอดทิ้งแหวนแห่งอำนาจ มันจะยโสโอหังเกินไปแล้ว
" ฉันยอมรับว่าเหตุผลของนายสมเหตุสมผล แต่ว่า.....ฉันจะไม่ฟังนายหรอกนะ...." สึนะบอกด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ดวงตาสองคู่สบประสานด้วยความรู้สึกที่ยากแก่การเอื้อนเอ่ย " นายไม่ใช่เพื่อนฉัน ไม่ใช่คนที่ฉันเชื่อใจ...แซนซัส"
นั่นคือ
..สิ่งที่ฉันคิด
" ฉันก็ไม่ใช่ขี้ข้าแก ถึงจะต้องฟังที่แกสั่ง" แซนซัสว่าพลางขมวดคิ้ว น่าแปลกที่รู้สึกอึดอัดและ....ไม่อยากแม้แต่จะร้องตวาด ความรู้สึกบางอย่างแทงลงกลางใจให้ชาวาบไปชั่วขณะ
" นั่นสินะ..." เด็กหนุ่มแค่นยิ้มก่อนจะสะบัดลำแขนและเดินจากไป โดยที่อีกฝ่ายเองนั้นก็....ไม่คิดรั้ง
" เจ้าโง่......" คำพูดสั้นๆถูกเอื้อนเอ่ยขึ้นยามอยู่เพียงลำพัง หงุดหงิด ไม่พอใจ ว้าวุ่นใจ นี่คือความรู้สึกอะไรกัน การฆ่าคน หรือการทำร้ายใครนั้นง่าย และไม่ว่าผลสนองกลับจะดีหรือร้ายก็ไม่ใช่ปัญหาที่น่าหนักใจ แต่......การที่รู้สึกแบบนี้...ช่างน่ารำคาญนัก " เป็นไอ้สวะที่น่าหงุดหงิดจริงๆ...." แค่นเสียงไม่พอใจ หากแต่....
ระหว่างแกกับฉัน
มันคืออะไรกันล่ะ
" ขอโทษที่มาขัดจังหวะนะ" เสียงที่คุ้นเคยมากอีกเสียง ดังมาจากทิศตรงข้ามกับที่คู่สนทนาเจ้าปัญหาเพิ่งออกไป ประตูอีกฝั่งเปิดออกพร้อมกับชายหนุ่มผมสีทองที่ตามมาด้วยผู้ติดตามในชุดสูทสีดำหนึ่งคน
" แกแอบฟังอยู่รึไง เจ้าม้าพยศหน้าโง่!" แซนซัสตวาดใส่ หากแต่อีกฝ่ายก็เอาแต่ยิ้มเย็น
" น่า ฉันไม่มีเจตนาหรอก ก็แค่บังเอิญมาผิดจังหวะ ไม่คิดว่านายกับสึนะจะไม่หงุดหงิดกันตั้งแต่เช้าขนาดนี้" ผู้นำแห่งคาบัคโรเน่แฟมีลี่บอก จริงอยู่ว่าเขาเป็นหนึ่งในผู้ที่คอยให้ความช่วยเหลือสึนะอยู่ห่างๆ และรับรู้การเคลื่อนไหวภายในของวองโกเล่ด้วยเช่นกัน แต่ก็นึกไม่ถึงว่าจะมีวันที่ตนต้องมาพบกับอดีตศัตรูที่เป็นคนรู้จักแต่เก่าก่อนตัวต่อตัวอีกครั้งแบบนี้
" สวะอย่างแกมาหาถึงที่ แสดงว่ามีเรื่องสินะ เฮอะ! ดูท่าแกจะว่างมากถึงขนาดต้องมาคอยตามเช็ดตามล้างเรื่องของเจ้าสวะอ่อนโลกนั่น" แซนซัสถากถาง คิดเอาเองว่าคนที่อีกฝ่ายต้องการให้การสนับสนุนช่วยเหลือน่าจะเป็นคนที่เพิ่งจะออกไปนั่น
" ว่ากันตามตรงมันก็เป็นเรื่องที่ฉันต้องยุ่งเกี่ยวในฐานะ แฟมีลี่พันธมิตร แต่ว่า....ครั้งนี้ไม่ใช่แค่เพื่อสึนะ ฉันมีคนที่อยากช่วย และต้องช่วยให้ได้ แค่การส่งสึนะไปอิตาลีอย่างปลอดภัย ไม่ใช่เป้าหมายของฉัน...." ชายหนุ่มผู้ได้รับฉายาว่าม้าพยศแห่งอิตาลีบอก ดวงตามาดมั่นจ้องมองไปเบื้องหน้า ไร้ความขุ่นมัว แปลกประหลาดจนแซนซัสเป็นฝ่ายที่รู้สึกหงุดหงิด
" อย่าบอกนะว่า คนที่แกต้องการช่วยคือผู้พิทักษ์คนใดคนหนึ่งของเจ้าสวะนั่น " แซนซัสนิ่วหน้าอย่างไม่สบอารมณ์ และยิ่งรู้สึกไม่พอใจที่อีกฝ่ายเพียงแต่ยิ้มรับอย่างไม่มีวี่แวววิตกกังวล
" ฉันต้องการช่วยหมอนั่นจากมือศัตรู แม้ว่าอาจจะถูกโมโหก็เถอะ และฉัน....ต้องการความช่วยเหลือบางอย่างจากนาย ....แซนซัส"
" แล้วแกคิดว่าฉันจะยอมช่วยเหลือแกอย่างนั้นรึ" ว่าพลางแสยะยิ้ม
" นายอาจจะไม่ช่วย แต่ก็เป็นเรื่องที่นายได้ประโยชน์แน่ๆ" ดีโน่บอก แต่ไหนแต่ไรเขาก็ไม่คิดว่าแบบแซนซัสจะทำเรื่องที่ตัวเองเป็นฝ่ายเสียผลประโยชน์เพื่อผู้อื่นหรอก
" น่าสนใจนี่ ไหนแกลองว่ามาซิ เจ้าม้าพยศ" ว่าพลางแสยะยิ้ม
" ฉันจะรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับท่านรุ่นที่เก้าพ่อของนาย กับรีบอร์น จะส่งสึนะไปสู่สมรภูมิที่อิตาลี และแน่นอน....วองโกเล่รุ่นที่สิบจะต้องมีผู้พิทักษ์ทั้งหกอยู่ข้างกายในวันขึ้นครองบัลลังก์แห่งวองโกเล่! " ชายหนุ่มให้คำมั่น ดวงตานิ่งสนิทสมภาคภูมิแห่งแผ่นฟ้า
" แล้วสิ่งที่แกต้องการ......"
" ช่วยปิดเรื่องที่ฉันจะเข้าไปช่วยหมอนั่นเป็นความลับ อย่าให้สึนะรู้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในคืนนี้...อย่าให้หมอนั่นไปจากนายโดยเด็ดขาด" ดีโน่บอก เขาต้องทำแบบนี้ ต้องยอมหักหลังรุ่นน้องที่ตนรักที่สุด เพื่อคำมั่น เพื่อสัญญา และเพื่อการนั้น คนที่เขาต้องการช่วยเหลือมากที่สุดนั่น...เขาจะขอยื่นมือเข้าปกปักษ์ด้วยตนเอง
แม้ว่าต้อง
แลกด้วยชีวิต
" โง่เง่า! มีแต่พวกโง่เง่าทั้งนั้น! " ชายหนุ่มสบถ พลางหันหลังให้อีกฝ่าย
" มีแต่นายเท่านั้นที่จะหยุดหมอนั่นได้ และบางทีคงมีแต่นายเท่านั้นที่หมอนั่นจะยอมรับฟัง...ในเวลานี้" ดีโน่พูด แม้จะไม่แน่ใจในหลายๆเรื่อง หากแต่เมื่อย้อนคิดถึงหลายๆเรื่องที่ผ่านมาตั้งแต่คืนวันที่ตึกสำนักงานมัตสึยาม่าถล่มลงมา เรื่องของคนสองคน .....ใครเล่าจะคาดเดาได้ถูก
" หน้าที่ของฉันคือการลากหัวไอ้สวะน่ารำคาญนั่นกลับไปหาตาแก่นั่น! เรื่องของแก มันไม่เกี่ยวอะไรกับฉัน!" แซนซัสกรรโชกบอก อารมณ์เสียและยิ่งมีแต่ความไม่พอใจคุกรุ่น
" ........................." ดีโน่ลอบยิ้ม พอใจกับคำพูดของนายใหญ่แห่งวาเรีย " เท่านั้นก็พอแล้ว" ดีโน่บอก ตั้งใจจะเดินย้อนกลับไปทางเดิม แต่แล้วก็ถูกเรียกให้หันกลับมา
" เดี๋ยวก่อน"
" มีอะไรรึ"
" คนอย่างแก ทำไมถึงจะต้องลงทุนถึงขนาดนั้น" ทำไมคนที่ได้ชื่อว่าเป็นนายใหญ่แห่งตระกูลมาเฟียที่ควบคุมสมาชิกกว่าห้าพันคน ถึง.......
" ก็เพราะ......เป็นหมอนั่นน่ะสิ นั่นล่ะคือคำตอบ" ดีโน่ยิ้มที่มุมริมฝีปากเล็กน้อยก่อนจะหันหลังโบกมือลา ทิ้งไว้เพียงความขุ่นใจที่รังแต่จะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นๆในหัวใจของอีกฝ่าย
ทำไมไม่ว่าใคร
ต่างก็โง่เง่าเสียเหลือเกิน
จบครึ่งแรก พรุ่งนี้มาต่อครึ่งหลังค่ะ