fanfic reborn " Don't love me" Part 3 (XS )
posted on 12 Jul 2008 00:39 by ruk21us in FanfictionPart 3
แม้อาจย้อนเวลาหวนคืนกลับ
แต่ใจฉันนั้นมิอาจผันแปร
ไร้กระแสเสียงให้สดับตรับฟัง ไร้อากาศเคลื่อนไหวกรายใกล้ มีเพียงความอึดอัด ความกดดัน หัวใจเต้นราวกลองระรัว มือซ้ายที่ควรจะกำดาบมั่นกลับสั่นไหวน้อยๆอย่างไม่ได้ตั้งใจ หากแต่แม้จะเป็นเช่นนั้น....ก็มิอาจล่าถอยหนี
" ใครกัน ! แกเป็นใครกัน!" คนที่สามารถแผ่รังสีอำมหิตที่ไม่ปิดบังการฆ่าฟันเอาชีวิตออกมาแบบนี้ คนที่มอบความความร้อนรุ่มสุมอกจนแทบกระอักโลหิตให้เช่นนี้.....
นี่ฉัน
กำลัง
.............
........
ตื่นเต้น
" ไอ้สวะหน้าโง่....." เสียงทุ้มดังออกมาจากความมืดมิด เย็นชา เดียดฉันท์ เหิมเกริม เสียงที่แม้เพียงได้ยินก็ราวกับโลกทั้งโลกหยุดหมุน ความรู้สึกร้อนในอกที่ไม่อาจเอื้อนเอ่ยบรรยาย เหงื่อกาฬพาลไหลซึมออกมาทั่วร่าง ทั้งที่ไม่เคยหวาดกลัว ทั้งที่ไม่เคยขลาดเกรง แต่...กับแค่เสียง ก็แค่เสียงเสียงหนึ่ง เหตุใด......จึงหวั่นไหว
" เฮ้ย! แกด่าใครว่าเป็นสวะวะ! ไอ้ขี้ขลาด!" เด็กหนุ่มผมเงินตะคอกกลับ แม้จะหวั่นเกรง แต่ก็ไม่อาจยอมให้ตัวตนของตนถูกข่มลงไปกับเพราะคำพูดประโยคเดียวของคนที่ยังไม่อาจแลเห็นแม้เพียงหน้าตา
" หึ " ราวกับได้ยินเสียงหัวเราะเย้ยเยาะออกมาจากอีกฝ่าย หากแต่ขณะที่สควอโล่คิดจะขยับตัวสาวเท้าเข้าไปใกล้ ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าจำนวนมากกลับเร่งวิ่งเข้ามา ณ ที่นั้น ไม่ต้องคิดก็คาดเดาได้ว่าคงเป็นคนของบิดาตนที่ได้รับคำสั่งให้มาตามตนกลับไป
" แก! แกเป็นพวกวาเรียอย่างนั้นเรอะ!" สควอโล่ตะโกนถาม อย่างน้อยก็อยากรู้ อยากรู้จนเต็มตื้นในอก ใครกัน...ใครที่เปล่งรังสีสังหารราวฆาตกรเยือกเย็นเช่นนี้ออกมา
" อย่าเอาฉันไปรวมกับพวกกากเดนแบบนั้น ไอ้สวะ!" เสียงเย็นชาเอ่ยปฏิเสธก่อนที่สควอโล่จะได้ยินเสียงฝีเท้าของอีกฝ่ายที่ค่อยๆขยับถอยห่าง เขาอยากก้าวเดิน อยากวิ่งตาม อยากตะครุบไว้ ใครกัน ใคร.......
" แซน...ซัส...." ชื่อนั้นเปล่งออกจากริมฝีปากโดยไม่เจตนา ชื่อที่พวกวาเรียนั่นร้องเรียกก่อนหมดลม ใครกัน ใครกัน เจ้าของชื่อนี่...คือใครกัน
สควอโล่ยืนนิ่งอยู่เช่นนั้นเพียงชั่วครู่เขาก็ถูกตามพบโดยบรรดาผู้ติดตามที่บิดาของตนส่งมาตามหา อาจเพราะอารมณ์เย็นขึ้น บันเทิงเริงใจกับการฟาดฟันดาบ หรือ อาจเพราะ... แต่นั่นก็ทำให้เขายอมตามกลับไปยังรถที่จอดรอเขาอยู่ บิดาของเขายืนกระวนกระวายรออยู่ครู่หนึ่งแล้ว และก็ยิ่งนิ่วหน้าเมื่อแลเห็นคราบกระเซ็นของโลหิตที่ติดอยู่ตามเสื้อสูทของเด็กหนุ่มผู้เป็นบุตรชาย แม้จะรู้กิติศัพท์ในความกระหายเลือดของสควอโล่ หากแต่ก็ไม่ได้นึกมาก่อนว่าเพียงคลาดสายตาได้ไม่นานก็กลับก่อเรื่องก่อราวขึ้นได้ทันใจดีนัก
" ถ้าไม่พอใจก็ปล่อยฉันทิ้งไว้แถวนี้ก็ได้" เด็กหนุ่มบอกกับผู้เป็นบิดา หากแต่ฝ่ายนั้นกลับส่ายศีรษะช้าๆ พร้อมกับหยิบเอาเสื้อสูทสีดำตัวใหม่ออกมาจากเบาะหลังของรถ
" คนที่จะอยู่กับลูกไปชั่วชีวิตน่ะ ต้องใช้ความอดทนสูงมากรู้มั้ย ไอ้ลูกชาย " ว่าพลางส่งเสื้อสูทให้ ก่อนจะลอบยิ้มที่มุมปาก จริงอยู่ว่าเขาไม่พอใจในความบ้าบิ่นและดื้อรั้นของลูกชายตนเอง แต่ว่า..
" คิดอะไรอยู่น่ะ" สควอโล่ถาม
" ชนะรึเปล่า " คำถามนั้นแสนสั้นหากแต่ถูกใจผู้ถูกถามยิ่งนัก เด็กหนุ่มแสยะยิ้มกว้าง พลางกระชากเนคไทที่คอออก ก่อนจะสะบัดฝักดาบออกให้แลเห็นคราบเลือดแดงฉานที่เกาะติด
" นั่นใช่คำถามที่พูดกับลูกชายตัวเองรึเปล่าน่ะ คุณพ่อ " ว่าแล้วก็ใช้เนคไทต่างผ้าเช็ดหน้าเช็ดโลหิตที่แปดป้ายตัวคมดาบสีเงิน
มาดมั่น
หยิ่งผยอง
" งั้นก็ไปกันเถอะ" ชายวัยกลางคนยิ้มให้ ก่อนจะเดินไปขึ้นรถก่อน ทิ้งให้บุตรชายได้เปลี่ยนเสื้อสูทตัวใหม่อยู่ตามลำพัง สายลมพัดผ่านตามมาด้วยกลิ่นสาบสางของความตายและโลหิต ความรู้สึกชาวาบ หัวใจที่เต้นระทึกไม่เป็นจังหวะ ความคิดคำนึงที่ชะงักมึนงง
" แกน่ะ เป็นตัวอะไรกันแน่ " คำถามสุดท้ายเอื้อนเอ่ย พร้อมกับดวงตาสีเงินที่ทอดมองไปยังที่เพิ่งจากมา หรือว่าบางที สิ่งที่เคยหยุดนิ่ง...จะกลับเคลื่อนไหว
สำหรับสเปลฮี สควอโล่ หนึ่งในสิ่งที่เขาเกลียดชังก็คืองานเลี้ยงและผู้คน หากแต่มันก็เหมือนกับสิ่งที่ขาดไม่ได้ในทุกวงการ ไม่ว่าพ่อค้า นักธุรกิจ ข้าราชการ หรือกระทั่ง..มาเฟีย งานเลี้ยงคือการพบปะสังสรรค์ ฝากเนื้อฝากตัวและแนะนำคนให้รู้จักมักคุ้น หากว่าทายาทตระกูลใดคิดเข้าสู่วงการ การเปิดตัวด้วยการพามายังงานเช่นนี้นับเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งยวด ดังนั้น...การที่บิดาของเขาตัดสินใจพาตัวเขามาให้เป็นที่รับรู้จดจำของคนเหล่านี้ เพลานี้ คงเพราะการตัดสินใจนั้น....ลุล่วงแล้ว
" วองโกเล่...." นามที่ได้รับการเชิดชูยกย่องไม่ขาดปาก ตระกูลมาเฟียอันดับหนึ่งแห่งอิตาลีที่มีประวัติยืนยงกว่า 400 ปี ภายใต้อำนาจของนายใหญ่ทุกรุ่นผู้ซึ่งทรงอำนาจทั้งสติปัญญา ความกล้า กำลังฝีมือ ไร้ซึ่งข้อขาดตกบกพร่อง งดงามไร้รอยด่างพร้อย ไร้ผู้หาญกล้าท้าทายศักดา แทบไม่น่าเชื่อกับเรื่องเช่นนี้ ไม่น่าเชื่อจนอดคิดไม่ได้ว่า สักวัน....อาจมีคนบ้าทะเยอทะยานคิดล้มล้างเข้าสักครั้ง
มันคง
น่าสนุกเป็นบ้า
" ฉัน ลอเรนโซ เดอ ปิเอโร ยินดีที่ได้รู้จักนะ" เสียงทักทายดังขึ้นมาทางด้านหลังขณะที่เด็กหนุ่มกำลังยืนจิบไวน์อยู่ตามลำพัง ผู้ที่ทักมาคือเด็กหนุ่มอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน ใบหน้ายิ้มกริ่มสุขุม หากแต่แม้จะฉาบรอยยิ้มไว้ทั่ว สำหรับสควอโล่ คนแบบนี้....มันก็งูพิษทั้งนั้น
" เออ " สควอโล่ว่า เจตนาแสดงท่าทีเย็นชาเพื่อให้อีกฝ่ายรีบรามือ แต่ผิดคาด ลอเรนโซตัดสินใจยืนจิบไวน์พิงกำแพงอยู่ข้างเขา
" ฉันได้ยินมาจากเพื่อนที่โรงเรียนว่า นายฝีมือดีมาก ไม่นึกว่าจะเป็นคนของตระกูลสเปลฮี ที่มีชื่อเสียงด้านการคุ้มกันน่ะนะ"
" แล้วไงวะ " ดวงตาสีเงินเหยียดมองฝ่ายตรงข้าม ปราศจากความไว้เนื้อเชื่อใจโดยสิ้นเชิง
" นายคิดจะรับใช้นายท่านวองโกเล่สินะ ถ้าท่านพ่อของนายพามางานนี้ล่ะก็ เป้าหมายของนายก็คงเป็นการได้เข้าเป็นสมาชิกของวาเรียใช่รึเปล่า " คำถามนั่นทั้งหมดล้วนผ่านเลย หากแต่สิ่งที่หยุดความคิดทั้งหมดไว้กลับเป็นคำเพียงคำเดียว.....
" แกว่าไงนะ!"
" ฉันถามว่านายคงสนใจจะรับใช้นายท่านวองโกเล่.." ลอเรนโซพยายามอธิบายความให้กระจ่าง หารู้ไม่ว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่สควอโล่ต้องการแม้แต่น้อย เด็กหนุ่มเลือดร้อนพลันกระชากคอเสื้ออีกฝ่ายขึ้น ดวงตาจ้องเขม็งอย่างคาดคั้นเอาเรื่อง
" ไอ้สมาชิกบ้าบอของแกน่ะ! มันสมาชิกอะไรวะ!" ไม่เพียงตะคอกหากแต่ยิ่งเพิ่มแรง ความรู้สึกลุกโชน สิ่งที่ติดค้างในใจเมื่อครู่ กำลังจะถูกไข
" อะ...ฉันบอกว่า นายอาจสนใจเป็นสมาชิกของ วาเรีย....." สิ้นคำนั้น สควอโล่ทิ้งร่างอีกฝ่ายลงกับพื้น พึมพำคำสั้นๆสองพยางค์อย่างชั่งใจ
" วาเรีย เกี่ยวอะไรกับวองโกเล่ !"
" อะ..แค่กๆ" เด็กหนุ่มกระแอมไอเล็กน้อย รู้สึกผวากับท่าทีอันธพาลเลือดร้อนที่แย่ยิ่งกว่าที่เคยคาดคิดไว้ ต่อให้พ่อของตนบอกให้พยายามผูกมิตรกับคนตระกูลสเปลฮีเพื่อหวังฝีมือในอนาคต แต่แบบนี้มันแย่เกินไปแล้ว
" ฉันถามแกว่า ไอ้วาเรียนี่มันเกี่ยวอะไรกับ วองโกเล่!" สควอโล่ยิ่งตะคอกใส่หนักขึ้น " ถ้าแกไม่รีบบอกมาล่ะก็ เตรียมตัวถูกผ่าเป็นสองซีกได้เลย!"
"อะ!" แม้จะเป็นคนในวงการเดียวกัน หากแต่คนที่ถูกเลี้ยงมาอย่างทนุถนอม มีรึจะอดไม่ครั่นคร้ามไปกับอาการาวปีศาจคลั่งของสควอโล่ได้ ลอเรนโซถอยกรูด ก่อนจะรีบตะโกนลั่นเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่โชคร้ายที่พวกเขาดูจะปลีกตัวออกมาไกลวงสนทนาไปสักนิด บรรดาพวกผู้ใหญ่จึงหาได้สนใจเรื่องราวที่เกิดขึ้นนัก
" ว่าไงวะ!" คมดาบสีเงินพราวจ่อคอหอยฝ่ายตรงข้าม อะไรที่มาดหมายต้องการรู้ ก็ต้องรู้เสียให้ได้
" อ บอกแล้ว! บอกแล้ว! ฉันก็รู้ไม่มากหรอกนะ แต่พ่อบอกว่า วาเรียก็คือ นักฆ่าในเงามืดของวองโกเล่! ที่พวกวองโกเล่รุ่งเรืองมาจนถึงตอนนี้ก็เพราะพวกวาเรีย!" อารามตกใจกลัวนั่นทำให้ข้อมูลคายออกมาโดยง่าย แม้ว่าจะไม่ใช่ข้อมูลลับอะไร หากแต่สำหรับคนที่ไม่เคยจะได้ใส่ใจอะไรเลยนอกจากวิถีดาบอย่างสควอโล่ เรื่องที่ได้ยินได้ฟัง.....เปลี่ยนแปลงโลกของเขา
โลกที่เคยมีอยู่
กลับพังทลาย
" ท่านวองโกเล่รุ่นที่ 9 !!" เสียงตะโกนโหวกเหวกดังมาจากกลุ่มคน เรียกให้เด็กหนุ่มเผลอหันกลับไปมอง ชายผู้ได้รับการเรียกขานเป็นนายใหญ่แห่งโลกมืดของอิตาลี
" นั่นน่ะรึ....." ชายสูงวัยคนหนึ่งที่มีรอยยิ้มพิมใจ และดวงตาที่อ่อนโยนเหลือคณา ดั่งน้ำในทะเลสาบที่ไร้คลื่นลม กระจ่างใส แน่วแน่ มั่นคง ไม่สิ.....ความรู้สึกที่ท่วมท้นขึ้นมาจนจุกอกนี่
สีทองอันเจิดจ้า
ของ
ฟากฟ้า
" วองโกเล่......" สควอโล่เอ่ยคำนั้นราวต้องมนต์ และเขาก็เกือบจะเดินตามแสงสีทองอันงามงดนั้นไป ทว่า...สันหลังกลับยะเยือกชาวาบ ดวงตาพลันเหลียวมองรอบกายอย่างระวาดระแวง ความกลัว ความตระหนก ความชิงชัง........
" นั่น....." วินาทีนั้น...ดวงตาสีเงินพลันได้พบเจอ เด็กหนุ่มผมสีดำที่กำลังยืนมองภาพนภาอันเจิดจรัสอยู่ห่างๆ ดวงตาสีแดงก่ำราวหยาดเลือดที่แลเห็นนั่น....ดั่งเปลวเพลิง .....จากโลกันต์
และฉันก็
ไม่อาจหันหลังกลับ
ชั่วชีวิต
จบตอนนนนนนนน
โฮะๆๆๆๆ ออกแล้วงไงคะ ออกแล้ว แต่ออกแค่นี้ล่ะ อย่าว่ากันเลยเน่อ ยินดีน้อมรับคำติชมเช่นเคยเจ้าค่ะ บอกแล้วว่ามือใหม่สำหรับคู่นี้ หากมันออกมาพิลึกก็....ทำใจซะเถอะนะเจ้าคะ!!!!!!!!
รออ่านตอนต่ออย่างใจจดใจจ่อค่า
#1 By ~WhiteChoc!~ on 2008-07-12 12:29