Sfic after TYL : The New President (X27) ตอนที่ 1
posted on 08 Mar 2009 21:01 by ruk21us in REBORN-FANFICTIONSficแบบง่วงๆ งานบานท่วมหัว สองตองจบเจ้าค่ะ มันสั้นมากๆดังนั้นมันคือ Sfic
แต่....
มันเป็น Sfic ที่ผู้อ่านจะได้อรรถรสต่างกัน ทำไมนั้น ลองอ่านดูนะเจ้าคะ ( ขออภัยกับภาษา ณเวลานี้แต่งมาแก้ง่วงเท่าขัดตาทัพทำรายงานเจ้าค่ะ )
The New President
ณ ห้องรับรองชั้นบนสุดของโรงแรมหรูในเมืองบาเล็ตต้าทางตอนใต้ของอิตาลีคนกลุ่มหนึ่งนั่งรออยู่ภายในห้องพักรับรองขนาดใหญ่นานหลายชั่วโมงแล้ว จากภายนอกพวกเขาล้วนแต่งกายด้วยเสื้อสูทสีดำประณีตและหากดูด้วยสายตาแม้จะเพียงผิวเผินก็ทราบได้ว่าต่างก็มีวัยวุฒิที่สูงพอตัวด้วยกันทั้งสิ้นทั้งหมดนั้นกำลังนั่งตีสีหน้าคร่ำเคร่งและแม้จะพยายามควบคุมตนเองอย่างไรก็อดไม่ได้ที่คิ้วจะขมวดมุ่นและความวิตกกังวลนั้นทับถม
" นี่เลยเวลามาหลายชั่วโมงแล้ว ทางนั้นคิดอะไรอยู่กันแน่!" ชายผู้หนึ่งพูดขึ้นอย่างหงุดหงิดใจ พวกเขาเสียเวลาเดินทางมาจากกรุงโรมไม่ใช่เพื่อจะมาพบกับความไร้มารยาทเช่นนี้
" เลขาส่วนตัวของทางนั้นติดต่อมาว่า มีปัญหาเครื่องดีเลย์ที่ซิซิลีเลยอาจจะช้าหน่อยน่ะ " ชายอีกคนตอบ แม้จะคิดว่าทางนั้นเองก็ควรจะโทรมาบอกกล่าวกันอีกครั้งก็ตามที " คงได้แต่รอล่ะ" ทว่าเมื่อพูดไปเช่นนั้น กลับก่อปฏิกิริยาไม่สบอารมณ์ให้กับบรรดาเพื่อนร่วมงานอย่างยิ่งดูเหมือนว่าต่างฝ่ายต่างก็ประเมินว่าการประชุมนอกรอบครั้งนี้นั้นไม่มีประโยชน์เอาเสียเลย ไม่สิ...เสียผลประโยชน์ต่างหาก
" ผมขอเสนอให้เรากลับโรม ประเพณีบ้าบอนี่ก็ควรเลิกได้เสียที ท่านประธานาธิบดีไม่จำเป็นจะต้องเสียเวลามาพบคนเพียงคนเดียวหรอกนะครับ!" ความกล้าที่จะพูดออกมานั่นนับว่าเป็นที่พอใจทุกคนอย่างมากพวกเขาหันกลับไปมองที่ท่านประธานาธิบดีที่นั่งอยู่บนโซฟาเป็นตาเดียว บรรยากาศนิ่งไปเพียงชั่วลมหายใจชายวัยกลางคนก็กระแอมเล็กน้อยก่อนจะถอนใจออกมาเบาๆกับบรรดาว่าที่สมาชิกในคณะรัฐมนตรีของตน
" พวกคุณไม่รู้จักความน่ากลัวของพวกเขาน่ะสิ ถึงได้พูดออกมาแบบนั้น" ว่าพลางผสานมือขึ้นพร้อมกับนิ่วใบหน้า " คิดว่าทำไมพวกนั้นถึงเลือกเมืองนี้ล่ะบาเล็ตต้าเป็นเมืองท่องเที่ยวไม่ใช่เมืองสำคัญอะไรนักโรงแรมนี้ก็ไม่ใช่โรงแรมที่นักการเมืองหรือบุคคลสำคัญมาพักบ่อยๆเสียด้วย"
" เพราะพวกนั้นไม่ต้องการออกหน้าทางการเมืองสินะครับ"ว่าที่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีบอก
" ถูกต้อง และเราก็กำลังมาพบกับผู้นำของพวกนั้นยังไงล่ะ พวกเขาคือเงา เงาที่ปกครองอิตาลีมาตลอดสี่ร้อยกว่าปีนั่นน่ะ......"ไม่ทันสิ้นคำอธิบายนั่นเสียงกริ่งที่ประตูกลับดังขึ้น ผู้ติดตามคนหนึ่งลุกขึ้นและทำท่าจะเปิดประตูออกถามหาผู้มาเยือนทว่าทันใดนั้นเอง เร็วยิ่งกว่าความคิดกระจกใสทางด้านหลังพลันแตกกระจายเสียงดังลั่นอาวุธบินถูกขว้างเข้ามาขวางที่ลูกบิดประตูก่อนที่ผู้เป็นเจ้าของจะพุ่งทะยานตามเข้ามาติดๆ
"หลบขอรับ!" ชายหนุ่มผมสีทองตะโกนเตือน แต่สายเกินไปในเมื่อฉับพลันนั้นเองที่ประตูถูกพังออกและตามมาด้วยเสียงระเบิดกึกก้องพร้อมชายในชุดสูทสีดำมีอาวุธครบมือชายหนุ่มผู้มาเยือนพุ่งตัวเข้าประชิดศัตรูขาซ้ายซัดเตะเข้าที่ก้านคอคู่ต่อสู้อย่างไม่ให้ทันตั้งตัวก่อนจะคว้าเอาบูมเมอแรงคู่ใจกระชับมั่นในมือมือขวานั้นกระชากร่างของผู้ติดตามประธานาธิบดีออกและโยนเข้าไปอีกทางให้พ้นจากวิถีกระสุน ฉับพลันที่ดวงตาสีฟ้าของเขาวาวโลดขึ้นอย่างคนที่เตรียมใจเป็นฆาตกรอย่างไม่มีลังเล " เอาล่ะนะขอรับ "ก่อนจะพูดพร่ำทำเพลงอะไรอีกต่อไป อาวุธบินคู่ใจถูกขว้างเข้าใส่ศัตรูปาดตัดลำคอเหล่านั้นจนโลหิตพุ่งทะลักลงกราดห้อง
" แกเป็นใครกัน!" ผู้บุกรุกตะโกนถามก่อนจะชายตาแลชายหนุ่มที่น่าจะมีอายุอานามไม่ถึงสามสิบ ชายหนุ่มผู้นี้สวมสูทสีดำสนิทเปื้อนเลือดตัดกับเส้นผมสีทองและดวงตาสีฟ้าสว่างไสว
" ขออนุญาตนะขอรับ ท่านประธานาธิบดี"เสียงนั้นบอกเตือนกลุ่มแขกของผู้เป็นนายที่ยังยืนอยู่เบื้องหลัง เป็นเชิงบอกให้ถอยร่นลงไป ประธานาธิบดีวัยกลางคนที่กำลังหน้าซีดนั้นพอจะเข้าใจในเรื่องนั้นจึงเร่งลากคนของตนที่กำลังตัวสั่นงันงกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปจนติดกำแพงอีกฝั่งพวกเขาไม่เข้าใจสถานการณ์นี้นัก แต่อย่างน้อยก็รู้ว่าชายหนุ่มผู้นี้....เป็นมิตร
" ขอบคุณนะขอรับ เมื่อเป็นเช่นนั้นกระผม บาจิล จะขอพิทักษ์พวกท่านตามภารกิจล่ะนะขอรับ!"สิ้นคำพูดร่างนั้นก็พุ่งเข้าหาศัตรูอีกครา คราวนี้ฝ่ายตรงข้ามขึ้นลำกล้องปืนเตรียมกราดกระสุนเข้าใส่แต่นั่นก็ดูเชื่องช้าเกินไปในสายตาของบาจิล บูมเมอแรงถูกขว้างออกอย่างแม่นยำชายหนุ่มรู้ดีว่าต่อให้อาวุธปืนนั้นจะร้ายกาจเพียงใด แต่หาก...เชื่องช้ามันก็ไม่มีสิ่งใดต้องให้หวาดหวั่น เพียงพริบตาที่อาวุธคู่ใจนั้นพุ่งปาดตัดเส้นเลือดและลำคอของศัตรูนับสิบในคราเดียวร่างเหล่านั้นกระอักโลหิต เส้นเลือดถูกตัดสะบั้นจนสีชาดนั้นพวยพุ่งฉีดขึ้นบนเพดานและล้มลงบนพื้นพรมสีแดง มัจจุราชสีดำย้อมแดงฉานไปด้วยโลหิตนั้นหรี่สายตาลงแน่นอนว่า..เขาไม่ได้นึกปิติกับการเข่นฆ่าเช่นนี้ แต่ว่า...นี่คือหน้าที่
" จะ...จบแล้วใช่มั้ย" ท่านประธานาธิบดีดูจะถามไปเช่นนั้นแต่ไม่ทันจะได้ถอนหายใจโล่งอก เสียงระเบิดกลับพลันดังสนั่นหวั่นไหวมาจากด้านนอก กลิ่นเนื้อไหม้ลอยโชยผ่านเข้ามาจนได้กลิ่นอย่างชัดเจน
" นะ ... นี่มันอะไรกัน!" ใครคนหนึ่งตะโกนออกมา ไม่เว้นแม้แต่ท่านประธานาธิบดีที่ใบหน้าซีดเผือดอย่างเห็นได้ชัด ดูเหมือนพวกเขากำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ได้คาดฝันเสียแล้ว แทนคำตอบ ชายอีกคนในชุดสูทสีดำก้าวเดินเข้ามาพร้อมใบหน้าขมวดมุ่นในมือนั้นถือไดนาไมท์ที่ยังไม่ได้ติดชนวนไว้มั่น
" ขออภัยที่ทางเราไม่ได้แจ้งเหตุขัดข้องให้ทางท่านประธานาธิบดีทราบเสียก่อน"ชายหนุ่มผมสีเงินเก็บไดนาไมท์เข้าที่ชายแขนเสื้อก่อนจะเอ่ยขอโทษตามมารยาท
" และขอโทษที่ทำกระจกแตกนะขอรับ " ชายหนุ่มผมสีบลอนด์ยิ้มเล็กน้อยก่อนจะโค้งให้ตามมารยาทที่เคยได้รับการอบรมมาแต่วัยเยาว์เช่นกัน ท่าทีของคนสองคนกลับยิ่งทำให้บรรดาแขกจากโรมต้องชะงักงันทว่าไม่ทันที่จะได้รับคำอธิบายอะไรเสียงไซเรนกลับลั่นดังขึ้นทั่วโรงแรมตามมาด้วยเสียงระเบิดดังกัมปนาท ชายหนุ่มสองคนสบสายตากันเล็กน้อยพวกเขาแม้ไม่มีรอยยิ้ม แต่ก็ไม่มีเสียงถอนหายใจเช่นกัน
" เอายังไงดีครับ คุณโกคุเดระ" บาจิลเอ่ยถาม
" ฉันจัดการเอง นายดูแลพวกเขาละกัน" โกคุเดระฮายาโตะบอก ก่อนจะหันไปหาแขกของผู้เป็นนายอีกครั้ง " ต้องขอโทษด้วยแต่เราจะต้องย้ายที่ประชุมกันเสียแล้วล่ะ" พร้อมกันนั้นเองเขาหันหลังวิ่งออกไปไปอีกทางไดนาไมต์คู่ใจถูกขว้างออกไประเบิดผนังตึกจนเป็นโพลงกว้าง "เจ้าของโรงแรมจะต้องบ่นอีกแน่ๆ"แสยะยิ้มเล็กน้อยก่อนจะพุ่งตัวออกไปจากชั้นยี่สิบห้าของโรงแรม ที่ด้านล่างนั่นยามที่เหล่าแขกคนสำคัญจากโรมมองลงไป ชายในชุดสีดำนับร้อยนั้นรออยู่แล้ว
" ยินดีที่ได้รู้จักนะ คนสนิทของโกเล่รุ่นที่สิบ!" คำทักทายที่มาพร้อมกับเสียงกระสุนก่อนที่โกคุเดระจะเท้าเหยียบถึงพื้น หากแต่โกคุเดะนั้นไวกว่าเขาบิดตัวหลบก่อนจะจุดชนวนขว้างไดนาไมต์ขนาดเล็กระเบิดร่างคนที่บังอาจกราดกระสุนใส่เขาจนแหลกเป็นผงในพริบตาเช่นกัน บุหรี่ตัวใหม่ถูกจุดขึ้นอีกยามที่ยืนอยู่บนพื้นดินเจ้าตัวนั้นเอียงคอเล็กน้อย พยักหน้า และจ้องไปทางศัตรูอย่างไม่สบอารมณ์นัก
" ใช้ว่าคำว่ามือขวาสิวะ พวกแกมันแตกฉานภาษาอิตาลีรึเปล่านั่นน่ะ!" หากจะบอกว่ารู้สึกอย่างไร...นั่นคงจะเป็นความหมั่นไส้ระคนหงุดหงิด
" หุบปากของแกซะ วันนี้คือวันตายของพวกแกทุกคน! ชื่อเสียงของวองโกเล่จะต้องจบลงที่นี่!" แผดเสียงประกาศก้องกลางใจเมืองบาเล็ตต้ายามเย็น เมื่อโกคุเดระเหลียวมองก็พบเพียงศัตรูที่ยืนล้อมอยู่เบื้องหน้าพร้อมกับบ้านเรือนที่ถูกคุมเข้มกักขังประชาชนของบาเล็ตต้า
" พวกแกนี่มัน...." ไม่สบอารมณ์มากยิ่งขึ้นแต่แน่นอนว่าก็ยังไม่ได้เคลื่อนไหว
" ตอนนี้คนของฉันล้อมเมืองนี้ไว้หมดแล้วประชาชนทุกคนในบาเล็ตต้าก็คือตัวประกันในการต่อรองกับวองโกเล่รุ่นที่สิบ!"
" ไม่เจียมเงาหัว อย่างพวกแกเนี่ยนะ กล้าเผยอมาต่อกรกับท่านรุ่นที่สิบ" หัวเราะเบาๆ และทันใดนั้นเองที่ศัตรูพุ่งเข้ามาหวังล้อมกราดกระสุนใส่อีกครา โกคุเดระเหลือบสายตาแลเล็กน้อยก่อนจะกระโดดขึ้น แต่กลับไม่ได้ขว้างอาวุธโต้กลับไป เขารู้ดีว่าไม่มีความจำเป็นต้องทำแบบนั้นในเมื่อวินาทีนั้นเองที่มีดบินนับร้อยเล่มนั้นถูกขว้างมาในระยะประชิดคมมีดปลายแหลมกรีดร่างของเหยื่อจนวิ่นก่อนจะฉีกร่างนั้นเป็นเศษเนื้อนับร้อยนับพันชิ้นให้ปลิวว่อนตามสายลมแรงปลายฤดูเหมันต์
" แกมาช้านะ เจ้าเจ้าชายวิปลาส" คำทักทายดังนั้นก่อนที่มีดเล่มหนึ่งจะประชิดเข้ากลางใบหน้าแต่แน่นอนว่ามือขวาของวองโกเล่รุ่นที่สิบหลบมันได้อย่างง่ายดาย เขารู้ว่ามีดนี่...มันก็แค่การทักทายเท่านั้นล่ะ
"ชิๆๆๆ เจ้าชายว่าไดนาไมท์น่าจะช่วยกันออกแรงสักหน่อยนะ" เจ้าชายทมิฬหัวเราะร่าในยามที่กรีดร่างของศัตรูเป็นสองเสี่ยงและเดินออกมาจากใจกลางของกลุ่มศัตรูภารกิจปลอมปนลุล่วงแล้ว
"แก! เบลเฟกอล!!!!!" เสียงโวยวายแผดลั่นฝ่ายศัตรูถึงกับหน้าซีดเผือดไม่นึกไม่ฝันว่ากับแค่คนเพียงสองคน หากแต่ความรู้สึกตึงเครียดนั้นกลับลั่นไปทั่วกายแม้จะเคยได้ยินกิติศัพท์มาบ้างแต่ก็ไม่ได้คาดคิดว่ารังสีสังหารจะแผ่ซ่านจนเขย่าขวัญไปทั่วสรรพรางกายถึงเพียงนี้ เบื้องหน้าคือมือขวาของนายใหญ่ตระกูลมาเฟียผู้ทรงอำนาจที่ปรากฏมาข้างหลังคือมือสังหารอัจฉริยะแห่งองค์กรนักฆ่าอาชีพ ใครกันที่บอกว่าวองโกเล่คนปัจจุบันกับหัวหน้าของวาเรียคนปัจจุบันนั้นเข้าหน้ากันไม่ติด
" เจ้าชายว่า หมดเวลาเล่นแล้วล่ะ" สิ้นคำพูดนั้นเสียงระเบิดกลับดังขึ้นทั่วเมือง แต่ที่ต้องตัวสั่นกลับไม่ใช่ฝ่ายที่ควรจะตึงเครียดเพราะมีตัวประกันอยู่เป็นหมื่นคนแต่กลับเป็นศัตรูที่ตาเบิกโพลงด้วยอารมณ์ตกใจสุดชีวิตด้วยเพราะสัญญาณติดต่อจากบรรดาลูกน้องขาดหายไปทันทีที่เสียงระเบิดนั้นกึกก้องขึ้น
" ช้าชะมัด " โกคุเดระย้ำก่อนจะจุดบุหรี่ตัวใหม่ขึ้นสูบอย่างไม่ยี่หระจังหวะนั้นเองที่เสียงฝีเท้าขึงขังก้าวกระชั้นเข้ามาจากอีกด้านหนึ่ง บุคคลผู้หนึ่งในชุดเสื้อโค้ดหนังสีดำยาวปรากฏกายขึ้นพร้อมกับผู้ติดตามสามคนหนึ่งคือชายร่างสูงผู้ใช้ร่มพาราโบล่าต่างอาวุธนามเลวี่ อาเทน ผู้เชี่ยวชาญการต่อสู้ด้วยมือเปล่าลุซซูเรีย และชายหนุ่มผู้อ่อนวัยที่สุด ณที่นั้น ฟราน
" นี่พวกแกยังเก็บกวาดกันไม่เสร็จอีกอย่างนั้นน่ะรึ " ผู้เป็นหัวหน้าทักขึ้นโดยปราศจากรอยยิ้ม ทั้งร่างกายสูงใหญ่เส้นผมสีดำสนิทประกอบกับดวงตาสีแดงก่ำที่ขับให้รู้สึกว่าทั้งทรงอำนาจและน่าหวาดกลัวระคนกัน ตอนนั้นเองที่ท่านประธานาธิบดีที่เพิ่งจะเดินตามบาจิลลงจากอาคารมาพลันรู้สึกตกตะลึง ความรู้สึกหวาดกลัวนั้นแล่นปลาบจับขั้วหัวใจจนสั่นไหวหรือว่า...คนผู้นี้คือ
"วองโกเล่รุ่นที่สิบ...." นั่นคือคำอุทานที่คิดเห็นเอาเองหากเป็นชายที่ยืนอยู่ตรงหน้านี้ก็ไม่น่าแปลกใจเลยที่จะได้รับสมญานามเป็นนายใหญ่แห่งวงการมาเฟียผู้สืบทอดเงาแห่งอิตาลีที่ปกครองดินแดนนี้สี่ร้อยกว่าปี ชายคนนี้น่ะคือ.... แต่แล้วทันในนั้นเองหัวหน้ามาเฟียฝ่ายตรงข้ามกลับสั่งการกราดกระสุนส่วนตนเองนั้นพุ่งเข้ามาประชิดทางคณะรัฐมนตรีอย่างรวดเร็ว และเพราะบาจิลนั้นสนใจเพียงแต่ตัวท่านประธานาธิบดีจนปล่อยให้นายกรัฐมนตรีถูกรวบจับเข้าไปเป็นตัวประกันอย่างง่ายดาย
" ถ้าไม่อยากให้เจ้านี่ตายล่ะก็ ส่งตัววองโกเล่รุ่นที่สิบมา!" เสียงตวาดดังลั่นพร้อมกับขึ้นนกปืนจ่อเข้าข้างขมับตัวประกันสมาชิกที่เหลือของแกงค์นั้นยังคงรักษาขวัญกำลังใจไว้ได้ อย่างน้อยพวกเขาก็ใช่ว่าจะกล้ามาท้าทายราชสีห์โดยไม่ได้เตรียมใจหรอกนะ
" ช่วยด้วย!!!!!!!!" เสียงของตัวประกันนั้นโอดร้องหากแต่แซนซัสกลับมีทีท่าเฉยเมยอย่างเป็นปกติวิสัย ชายหนุ่มปรายตามองประธานาธิบดีคนใหม่ที่กำลังเลิกลั่กขอความช่วยเหลือให้กับลูกน้องของตน
" อย่างมากก็แค่หานายกรัฐมนตรีคนใหม่เท่านั้นล่ะนะ เจ้าสวะ" ชายหนุ่มฉีกยิ้มเย็น เรียกเอาความยะเยือกเย็นสันหลังให้กับทุกคน ณที่นั้น ไม่สิ ให้กับศัตรู...และแขกเท่านั้นต่างหาก
" อะ...อะไรกัน ทำไมถึงเป็นแบบนี้ วองโกเล่รุ่นที่สิบ!" ประธานาธิบดีคนปัจจุบันโพล่งขึ้นมา ท่าทางไม่พอใจอย่างออกนอกหน้า นี่น่ะหรือคนที่เป็นผู้กุมอำนาจของประเทศคนปัจจุบันน่ะ!
" ไม่ว่าจะช่วยแกหรือเจ้านั่น ก็ไม่ใช่ธุระของวาเรีย " แสยะยิ้มอย่างไม่สนใจใครในขณะที่ผู้พิทักษ์ของวองโกเล่รุ่นที่สิบนั้นตีสีหน้าที่ไม่อาจประมาณความหมาย
" ถึงได้บอกยังไงล่ะว่า ไม่อยากทำงานกับพวกแก"โกคุเดระพูดขึ้น ถูกต้อง งานนี้ภารกิจของวาเรียไม่ใช่การช่วยเหล่าแขกบ้านแขกเมืองพวกนี้แม้แต่น้อย ทว่าก่อนที่เขาจะเตรียมปฏิบัติการช่วยเหลือตัวประกันทันในนั้นเองที่โสตประสาทกลับได้ยินเสียงเครื่องยนต์ลูกสูบวิ่งมาเต็มสปีด เพียงพริบตาที่เห็นได้ชัดถนัดสายตามอเตอร์ไซด์สีดำคันหนึ่งพุ่งทะยานขึ้นฟ้าตัดกับแสงสีส้มของดวงตะวันยามเย็นเรียกเอาความสนใจไปจากคนทุกคนณ ที่นั้น
มอเตอร์ไซด์วิ่งสวนเข้ามากลางวงของมาเฟียผู้บุกรุกและรุกไล่ต้อนศัตรูจนอลหม่าน ในยามที่ศัตรูเล็งลำกล้องปืนและกราดยิงเข้ามาผู้ขับขี่กลับบิดคันเร่งจนเครื่องยนต์ส่งเสียงลั่นดังก่อนจะหลบการโจมตีได้อย่างแม่นยำจนน่าฉงนเชื่อได้เลยว่าผู้ขับขี่นั้นจัดได้ว่าทั้งเชี่ยวชาญ โลดโผนและเป็นมืออาชีพอย่างแท้จริง
" จริงๆเลยสิน่า" เสียงของผู้ขับขี่ลอดออกมาจากภายในหมวกนิรภัย" พวกคุณน่ะ ไม่รู้จักมารยาทในวงการสินะครับ " ร่างในชุดสูทสีดำเปื้อนฝุ่นนั้นถามไถ่ก่อนจะเบรกรถอย่างกะทันหันและพุ่งตัวเข้าหาศัตรูในระยะประชิดเพียงสองมือเปล่าแต่กลับสับเข้าที่ก้านคอของลูกน้องของฝ่ายตรงข้ามคนแล้วคนเล่ายืนเด่นประจันหน้าอยู่กับศัตรูที่มีตัวประกันอยู่ในกำมืออย่างไม่มีทีท่าหวาดหวั่น
" กะ..แกเป็นใคร!" ศัตรูที่ตัวสั่นงันงกเอ่ยถามก่อนที่หมวกนิรภัยจะถูกถอดออก เส้นผมสีน้ำตาลตัดสั้นกับดวงตาเฉดสีเดียวกันนั้นจับจ้องไปเบื้องหน้าพร้อมรอยยิ้มน้อยๆที่มุมริมฝีปาก สายลมแห่งนครบาเล็ตต้ายามเย็นพัดพากลิ่นคาวเลือดมาจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของเหล่ามาเฟียแห่งซิซิลีณ เพลานั้นเอง
" ต้องขอโทษที่ผมมาสายนะครับ ทุกท่าน " แย้มยิ้มและปราดสายตาเฉียบคมทักทายคนทุกผู้ ณ ที่นั้น
วองโกเล่
รุ่นที่สิบ
จบตอน
เ จออะไรผิดปกติบ้างเจ้าคะ

ที่พูดเนี่ย..สรุปว่ามาทำอะไรกัน...orz"" แต่พูดไปอย่างนั้นเองใช่ไหม
อ๊ายยยยยย
ซือคุงเท่ห์มากเลยค่ะท่านรัก!
โผล่มาขโมยซีนทุกคนในฉากเลย โฮะๆๆๆ
เห็นลูกชายเติบโตมาแมนขนาดนี้แล้วภูมิใจ
#1 By ต้นปาล์ม on 2009-03-08 21:20