*Axis power hetalia เป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้นโดยมีประเทศเป็นต้นแบบตัวละคร

ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์หรือบุคคลจริงแต่ประการใด ( ???? )

 

คำเตือนข้างบนนั่นก็เรื่องหนึ่งค่ะ  แต่อย่างที่รู้กันว่าฟิคเรื่องนี้......

 

"มันเป็นฟิคแอบวาย แฝงประวัติศาสตร์"  

"ประชด เสียดสี  แต่ปราศจากเจตนาลบหลู่ค่ะ"  

 

รับทุกข้อที่ว่ามานั่นไม่ได้ปิดโลดค่ะ   หากอ่านแล้วบ่นถือว่าอ่านหนังสือไม่ออกนะเออ

 

 

ตอนที่ 4

แตกร้าว

 

                มันเป็นเช้าวันที่สายฝนนั้นตกพรำลงมาไม่ขาดสาย และเมฆหมอกนั้นปกคลุมแผ่นฟ้าแห่งนครนั้นเสียสิ้น  ราวกับสัญญาณบ่งบอกถึงพายุร้ายภยันตรายที่เยื้องกรายเข้ามาอย่างแช่มช้านัก  เด็กหนุ่มผู้หนึ่งนั่งชันเข่าเอนหลังอยู่ข้างหมอนอิงข้างหน้าต่าง  ดวงตาสีนิลกาฬนั้นเหม่อมองสายอัสนีบาตฟาดลงมาครั้งแล้วครั้งเล่า  ก่อนที่จะแลหันกลับไปมองหนังสือที่ตนอ่านค้างทิ้งไว้ตั้งแต่เมื่อคืนวาน  ดวงหน้างดงามนั้นฉีกรอยยิ้มเล็กน้อย  ความรู้สึกมากมายนั้นหลั่งไหลปะปนกันจนแม้แต่ตนนั้นก็ไม่อาจแยกแยะได้กระจ่าง

" นี่คือวิธีที่ถูกต้อง " ว่าพลางเอื้อมมือไปหยิบหนังสือออกเปิดอ่านอีกอย่างแช่มช้า แต่ละบรรทัด แต่ละวรรค แต่ละบทประพันธ์  ด้วยหนังสือเล่มนี้ที่จะช่วยแก้วิกฤตทั้งมวลที่ผู้คนที่นี่กำลังประสบพบเจอ  ด้วยหนังสือเล่มนี้ที่ช่วยให้กิจการของบริษัทนี้  พนักงาน ลูกค้า  และทุกคนที่เกี่ยวข้องกับที่นี่อยู่กันต่อไปได้อย่างสงบยาวนาน  เพื่อการนั้นแล้วล่ะก็ แม้จะต้องเป็นปีศาจร้ายอย่างไรก็จะไม่ร้องขอความเมตตาเห็นใจ

" นายท่านขอรับ" คนสนิทคลานเข้ามาและเอ่ยปากถามอย่างสุภาพนอบน้อมตามวิสัย  เจ้านายของเขาพยักหน้ารับช้าๆ ก่อนจะหันมาสบตาและยิ้มน้อยๆอย่างเข้าใจ

" ท่านฮอลันดายอมรับข้อตกลงของข้าแล้วสินะ" เอ่ยถามเนื่องจากรู้ว่าอีกฝ่ายนั้นเข้ามาหาด้วยกิจธุระอันใด  และก็เป็นอย่างที่คิดเมื่อฝ่ายตรงข้ามนั้นค่อยคลี่ม้วนกระดาษออกมา  ลายมือที่แลเห็นนั้นทำให้สยามแน่ใจว่าทุกอย่างเป็นไปโดยเรียบร้อยดังเช่นที่เขาคาดการณ์

" เซ็นเรียบร้อยแล้วขอรับ  ท่านฮอลันดาดูจะพอใจกับข้อตกลงนี้มาก"

"ข้อตกลงที่ตัวเขาได้เปรียบ ยังจะมีอะไรไม่น่าพอใจอีกกันล่ะ" ปรายตามองหนังสือสัญญาสันติภาพอย่างเหนื่อยอ่อน  ท้ายที่สุดก็ต้องยอมให้ฝ่ายนั้นเหยียบหัวเอาจนได้ทั้งที่ทางฝ่ายอาเหยาท่านนั้นต่างหากที่เป็นฝ่ายผิด   แต่ทางฮอลันดาก็หาได้ใส่ใจในเรื่องนั้นไม่   รังแต่จะก้าวร้าวโวยวายเอาว่าทางนี้ต่างหากที่เป็นคนเจ้ากี้เจ้าการอยู่เบื้องหลัง 

" ทางนั้นจะถอนเรือออกจากอ่าวขอรับ เท่านี้ก็หมดปัญหากับทางฮอลันดาแล้ว" คนสนิทพูดต่อ  และทันใดนั้นที่เจ้านายของเขาพลันลุกขึ้นยืน  มือขวานั้นฉวยเอาหนังสือที่วางอยู่ขึ้นกอดไว้แนบอกก่อนจะจุมพิตเล็กน้อยและพร่ำบ่นกับตน 

" ถึงเวลาแล้ว" สูดหายใจเข้าลึกก่อนจะหายใจออกอย่างมั่นคง  ดวงตาสีดำนั้นฉายแววประกายมาดมั่นขึ้นมาในที  เพื่อปกป้องทุกสิ่งที่ตนเองรับมอบมาจากอดีต  และจะต้องสืบสานสู่อนาคต  ไม่ว่าจะต้องกระทำเช่นไร  หยาบช้าปานไหน  เนรคุณอย่างไร   ก็จะ.....ไม่ลังเลเลย    " ประกาศออกไปว่านับแต่บัดนี้คนในถิ่นที่นี้ ลูกหลานญาติพี่น้องก็ขอให้ร่ำเรียนจาก ‘จินดามณี' เล่มนี้  จงป่าวประกาศให้ผู้คนลูกค้าของเราได้ทราบว่าบัดนี้อยุธยาเรามีตำราศิลปวิทยาเป็นของตนเองแล้ว!"

" ขอรับ!"  รับคำเจ้านายและคลานออกไปอย่างสุภาพกระตือรือร้น  ในขณะที่ฝ่ายผู้สั่งการนั้นทรุดลงกับพื้นทันทีที่อีกฝ่ายคล้อยหลัง  เขายังคงจ้องหนังสือเล่มนั้น  จ้องด้วยความภาคภูมิระคนเศร้าสร้อย  ฝ่ามือนั้นลูบหน้าปกซ้ำก่อนจะทอดถอนใจ  หนังสือที่บรรจุถูมิความรู้ทั้งหมดไว้  ด้วยเนื้อหาที่ใกล้ตัว  และออกแบบมาให้สะดวกศึกษาเช่นนี้ย่อมจะจูงใจให้คนหันกลับมาร่ำเรียนภาษาไทยอีก  สิ่งที่ควรจะมีอยู่ก็จะยั่งยืนต่อไป   และ.....

" เรือของฮอลันดา....ออกไปแล้ว" ทอดสายตามองไปยังผืนน้ำ  ศัตรูทางการค้าคนสำคัญนั้นรามือไปแล้ว  ตอนนี้ที่ผู้คนกำลังกังวลคือปัญหาอื่นที่ตามมาจากนโยบายคานอำนาจของตัวเขาต่างหาก  ดังนั้นแล้ว......จึงทำได้เพียงเดินหน้าต่อไป

" แล้วทำไม...ข้าถึงรู้สึกเจ็บปวด" สักแห่งในหัวใจนั้นปวดแปลบขึ้นมา

 

                ทางฝ่ายฟรานซิสนั้นกำลังอยู่ในอารมณ์หงุดหงิดเล็กน้อย  เพราะตั้งแต่กลับมาจากฝรั่งเศสมา  สยามคนนั้นก็เอาแต่ขลุกตัวอยู่ในบ้าน กำลังทำอะไรบางอย่างที่เขาก็ไม่แน่ใจว่าอะไร  พอซักเข้าก็บอกแต่ว่าเขียนโคลงแต่งกาพย์ไปเรื่อย  ซึ่งนั่นก็ไม่แปลก  แต่มันถึงขนาดที่จะต้องเก็บเนื้อเก็บตัวทำงานหามรุ่งหามค่ำกันเลยทีเดียวหรืออย่างไรกัน  ครั้นจะบุกเข้าไปคะยั้นคะยอให้เลิกก็ดูจะไร้มารยาทมากไปเสียอีก

" เอาเถอะ....อีกไม่นานหรอกน่า" หัวเราะเบาๆพลางมองไปที่ลูกศิษย์ลูกหาที่กำลังเดินเข้าห้องเรียนตามปกติ  แน่นอนว่าหน้าที่ของเขาในตอนนี้ก็คือการสอนหนังสือ  นอกจากจะขายแบบเรียนแล้ว  ก็ต้องสอนภาษาวัฒนธรรมฝรั่งเศสไปด้วย  อีกไม่นานคนในสยามก็จะพูดภาษาฝรั่งเศสคล่อง  แต่งคำประพันธ์แบบฝรั่งเศส  ก่อสร้าง  กินนอน  ทุกอย่างแบบฝรั่งเศส  หากว่าเป็นแบบนี้อีกหน่อยเขาก็จะอยู่ที่นี่สบาย  และถ้าสยามไปอยู่บ้านเขาก็จะได้ไม่ต้องปรับตัวอะไรมาก  คิดแบบนี้แล้วก็ทำให้มีกำลังใจที่จะสอนอะไรต่อมิอะไรให้ผู้คนที่นี่มากยิ่งขึ้น  

" วันนี้จะสอนการกระจาย Verb Avoir นะทุกคน" ฟรานซิสบอกพลางใช้ชอล์คเขียนรูปประธานของการกระจาย Verb ลงบนกระดาน  ก่อนจะนึกเอะใจว่าวันนี้ห้องเรียนดูจะโล่งไปผิดปกติ  " วันนี้หลายคนขาดเรียนนี่นา " เขาเอ่ยถามขึ้น

 " วันนี้ท่านประธานนำเสนอสินค้าใหม่น่ะขอรับ  บรรดาลูกบ้าน ชาวบ้านร้านตลาด  ก็เลยพากันไปดูเสียหมด  พวกข้าเองก็ว่าจะไปหลังเลิกเรียนน่ะขอรับ" นักเรียนคนหนึ่งตอบ  ในขณะที่ฟรานซิสพยักหน้ารับ  สงสัยไปว่าอาจจะเป็นนิยายอะไรสักอย่างพวกโคลงฉันท์กาพย์ลิลิตที่สยามนั่งเขียนมาเป็นเดือนนั่นกระมัง  เพราะว่าคิดเอาเองแบบนั้นก็เลยไม่ได้ฉุกใจคิดในแง่ร้ายแม้แต่น้อย 

" ขาดเรียนกันง่ายๆแบบนี้แล้วจะเก่งได้ยังไงกัน" บ่นต่อและก้มหน้าก้มตาสอนหนังสือไปตลอดครึ่งวันเช้า

 

                หลังจากจบชั่วโมงเรียนก็ปาเข้าไปเกือบเที่ยง  ใจหนึ่งก็อยากจะตรงไปทานข้าวกลางวัน  แต่อีกใจก็อดเสียดายว่าน่าจะไปชวนใครบางคนที่ตอนนี้น่าจะว่างจากการเขียนนิยายประโลมโลกแล้วทานด้วยกัน  หากจะว่าไปก็ไม่ได้ทานอาหารด้วยกันมาตั้งพักใหญ่แล้ว  นี่น่าจะเป็นโอกาสดีทีเดียว  เมื่อคิดดังนั้นชายหนุ่มก็ส่องกระจก ล้างมือยิ้มอย่างอารมณ์ดี  ทว่าทันใดนั้นเองที่พ่อบ้านคนสำคัญนั้นกระหืดกระหอบวิ่งเข้ามาหา  ท่าทีแบบนั้นทำเอาชายหนุ่มสะดุ้งเล็กน้อย

" อะไรกันล่ะเนี่ยตกใจหมด!" ฟรานซิสว่า  แต่ทางนั้นก็ไม่รอช้า รีบรายงานทันทีก่อนที่เจ้านายนั้นจะเอ็ดตะโรหนักขึ้น

"ท่าน   ท่าน  ท่าน......ท่านอาเธอร์ เคิร์กแลนด์มาขอรับ!"

" หา!" ร้องขึ้นอีกรอบเพราะนึกไม่ถึงกับข่าวสารที่ได้รับ  ก็ได้ข่าวอยู่หรอกว่าฝ่ายนั้นเข้ามาคบหากับสยามแล้ว  แต่ก็เลี่ยงจะเจอกันมาตลอด  นี่นึกยังไงเป็นฝ่ายบุกเข้ามาหากันล่ะ " มาคนเดียวหรือ"

" ไม่ขอรับ  ท่านเฮราเครส แห่งกรีซก็มาด้วยขอรับ!"

"หา!!!!!" ร้องลั่นอีกรอบ  นี่มันวันอะไรกัน  แขกประหลาดๆมาเยี่ยมเยือนถึงสองคน  คุณชายอาเธอร์ที่บังอาจปฏิเสธหนังสือเรียนของเขา  กับคนดึกดำบรรพ์อย่างเฮราเครสที่ปกติไม่ค่อยจะมีธุระมากมายอะไรกัน  สองคนนั่นคิดอะไรอยู่  แต่ลองมาแบบนี้แล้วก็คงจะไล่กลับไปไม่ได้ ได้แต่ต้องให้การรับรองตามมารยาทเท่านั้น  " เชิญไปที่ห้องนั่งเล่นละกัน  คิดอะไรของเขากันนะ"  บ่นกระปิดประปอดและเดินไปทางห้องนั่งเล่นอย่างเสียไม่ได้

 

                อาเธอร์ กับ เฮราเครสนั้นเดินคุยกันมาตลอดทาง  ทั้งคู่มีสีหน้าเคร่งเครียดเล็กน้อย  แต่ก็ยังไม่ถึงกับหน้าซีดคอขาดบาดตายอย่างที่ฟรานซิสนึกจินตนาการไว้  แต่จะว่าไปที่นี่จะมีอะไรให้คอขาดบาดตายกันล่ะ  แผ่นดินสงบสุข  ผู้คนใจดี  สยามน่ะไม่มีอะไรน่ากลัวให้ต้องร้อนใจนักหรอก

" ให้ตายเถอะมาเยี่ยมกันถึงนี่  นี่ยังคิดจะมาขัดธุรกิจการค้าของข้าหรืออย่างไรกันนะ...คุณชายอาเธอร์" แกล้งเรียกอีกฝ่ายแบบนั้น  แต่ทางผู้ถูกเอ่ยถึงกลับไม่ใส่ใจมากความ ชายหนุ่มตาสีมรกตเลื่อนเก้าอี้เชิญตนเองนั่งเป็นที่เรียบร้อย  ต่างกับเฮราเครสที่รีรอเล็กน้อย  แต่พอเห็นท่าทีเช่นนั้นของอาเธอร์แล้วก็ตัดสินใจปฏิบัติตาม

" นี่เจ้าคงไม่ได้ลืมหรอกนะว่าข้าเองก็มีบริษัทใหญ่อยู่แถวนี้ด้วยน่ะ" อาเธอร์ตอบ  พลางชำเลืองมองเพื่อนบ้านที่ห่างกันแค่ทะเลกั้นอย่างเอือมระอานัก  หากไม่ติดว่าเป็นผลประโยชน์ของทางนี้ด้วยก็จะไม่ถ่อมาให้ระคายลูกตาหรอก  แน่นอน   หากฟรานซิสเป็นอะไรไปแม้เพียงเล็กน้อยเสียแต่ตอนนี้ ปัญหาของเขากับเพื่อนบ้านทางนั้นก็จะมากขึ้นอีกเป็นเงาตามตัว " พักนี้ท่าทีของสยามเป็นอย่างไรบ้าง  เจ้าสังเกตหรือไม่"

" สยาม....เฮอะ นี่คิดจะนินทาคนในบ้านเพื่อนของเขาหรืออย่างไร   เจ้านี่มัน...ไร้ยางอายเสียจริง " ย้อนอย่างเล่นลิ้น  แต่อีกฝ่ายนั้นจ้องกลับเขม็งอย่างไม่นึกสนุกด้วยเลย

" นินทากับโง่เขลา  ข้านั้นขอเลือกอย่างหลังเสียจะดีกว่า"

" เจ้าว่าใครโง้เขลา!" สติขาดผึงทันทีที่เจอถ้อยคำโอหังแบบนั้นเข้าไป  แต่ชายหนุ่มแห่งอังกฤษนั้นยังนิ่งเฉย เขารินน้ำชาที่เจ้าบ้านเตรียมไว้ใส่ถ้วยตนเองก่อนจะจิบเล็กน้อยโดยไม่สนใจสายตาที่จ้องมาอย่างเอาเรื่อง

" หากไม่เห็นแก่ว่าเจ้าเคยช่วยข้าจัดการกับฮอลแลนด์มาก่อน  ข้าก็จะไม่มาเตือนเจ้าหรอกนะ  สำหรับข้าไม่ได้มาลงหลักปักฐานที่นี่เหมือนกับเจ้า  เจ้าบ้านเขาเลยยังไม่อยากไล่เท่าไหร่  แต่ว่า....." ว่าพลางชำเลืองมองไปทางเฮราเครสที่ตอนนี้สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมเล็กน้อย  และรอที่จะกล่าวเสริมต่อไป

" ถึงจะทำประโยชน์ให้มากแค่ไหน  แต่นี่ก็คือ...การค้า " ชายหนุ่มแห่งกรีซเสริม  "ท่านฟรานซิสทราบข่าวเรื่องสัญญาฉบับใหม่ที่สยามคนนั้นทำกับฮอลแลนด์หรือเปล่า"

"สัญญา?!" ฟรานซิสอุทานขึ้นมา  เขาไม่รู้ว่าเฮราเครสนั้นกำลังกล่าวถึงอะไร  ไม่ใช่ว่าสยามกำลังขัดเคืองมีปัญหาอยู่กับทางฮอลแลนด์หรอกรึ

" แสดงว่าไม่รู้" อาเธอร์ขัดขึ้นก่อนจะถอนใจอย่างเหนื่อยอ่อนปนระอาเล็กน้อย  ดูท่าการเอาแต่สนใจขายแบบเรียนจะทำให้ปัญญาความคิดทื่อลงไปจริงๆนั่นล่ะ  " ว่าต่อสิ เฮราเครส"

" ท่านอาเธอร์นี่กินแรงนะขอรับ" เฮราเครสแสร้งว่าแต่ก็ยอมเล่าต่อแต่โดยดี  " คนของข้าไปช่วยเป็นธุระเรื่องแปลภาษาเล็กน้อย  เลยได้ข่าวมาว่าท่านสยามคนนั้นลงมือเซ็นสัญญาสันติภาพเป็นไมตรีกับฮอลแลนด์แล้ว  และทางนั้นก็เตรียมจะถอนเรือรบที่ปิดปากอ่าวออกแล้ว  และ....."

" และ...." ฟรานซิสถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะกลืนน้ำลายอย่างยากเย็น  ทำไมเขาถึงไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน  ทำไมสยามถึงไม่บอกเขากันเล่า

" มีข่าวว่า.......อยุธยาไม่ปลอดภัยอีกต่อไปแล้ว"

" อะไรนะ!" โวยวายขึ้นมาอีกรอบ  ก่อนจะตบโต๊ะผุดลุกขึ้นยืนในทันที  ฟรานซิสนั้นแทบไม่เชื่อหู  อยุธยาไม่ปลอดภัย  " อย่ามาโมเมกันง่ายๆอย่างนี้สิเจ้าน่ะ! ก็เห็นอยู่ว่าสยามน่ะต้อนรับขับสู้พวกเราดีแค่ไหนไม่ใช่หรอกหรือ !" กระชากคอเสื้อฝ่ายตรงข้าม แต่ก็กลับถูกจ้องหน้ากลับเช่นกัน

" ข้ามาเตือนท่านเพราะเห็นว่าท่านอาจจะเดือดร้อนมากที่สุดในการนี้หรอกนะ  แต่หากไม่เชื่อเสียแล้วล่ะก็....ข้าก็จนใจ" เฮราเครสตอบเสียงเรียบ  ในจังหวะเดียวกับที่ผู้ถูกเตือนผ่อนแรงลง   อาเธอร์ที่นั่งนิ่งอยู่นานก็ลุกขึ้นยืนบ้าง  ได้เวลาที่เขาจะต้องกลับไปสะสางปัญหาของตนเองต่อแล้ว  ลองได้เตือนแล้ว หากไม่เชื่อฟังเหตุผลกันก็คงเสียทีที่ได้ชื่อว่าเป็นคนใหญ่คนโตของยุโรป

" ข้าขอพูดสั้นๆ"

" เจ้าอยากพูดอะไรก็พูดมาอย่าอมพะนำ อาเธอร์!"

" ใช่ว่าทุกรอยยิ้ม  จะหวานละมุนเสนอไปหรอกนะ " กล่าวเพียงสั้นๆ ก่อนจะบอกสหายที่มาด้วยกันให้ปลีกตัวออกไปกันได้แล้ว   " ข้าลาล่ะ  หวังว่าจะพบเจ้าที่บ้าน "

 

                คล้อยหลังของผู้มาเยือน ฟรานซิสถึงกับทำอะไรไม่ถูก  เขาไม่รู้ว่าควรจะเชื่อใจใครหรืออะไรดี ในเมื่อทางอาเธอร์นั้นรู้เรื่องในแถบนี้เชี่ยวชาญดีกว่าเขาด้วยว่าทำธุรกิจอยู่อย่างเป็นล่ำเป็นสัน  ในขณะที่เฮราเครสก็เป็นคนสนิทที่คบหาอยู่กับสยาม  แต่ว่า...จะให้เชื่อว่าสยามคนนั้นกำลังคิดเรื่องร้ายต่อเขา  และต่อทุกคนที่ตนเองเป็นฝ่ายเปิดบ้านต้อนรับน่ะหรือ  ก็อุตส่าห์ให้เข้ามาสอนหนังสือ  ขายแบบเรียน  และยังช่วยเหลือกันและกันมากมายขนาดนี้   ไม่ได้  เขาจะต้องไปถามคนๆนั้นด้วยตนเอง  ไปดูให้เห็นกับตา  จะเชื่อคำพูดของบุคคลที่สามได้อย่างไรกันเล่า

" ข้าเชื่อเจ้านะสยาม ข้าเชื่อว่าเจ้าไม่ได้หลอกลวงข้า" ทันใดนั้นที่ฟรานซิสออกวิ่งไปจากบ้านในทันใด  เขาตรงไปทางตลาดเพื่อจะลัดเลาะตัดไปทางแม่น้ำและรุดไปถึงบ้านของเด็กหนุ่มคนนั้นได้   หากแต่ทว่าเมื่อวิ่งมาถึงตลาดก็พบว่าบรรดาชาวบ้านกำลังจับกลุ่มมุงอะไรสักอย่างอยู่  ดูเหมือนกำลังซื้อขาย  ไม่ก็กำลังอธิบายอะไรกันให้ยืดยาว

" หรือจะเป็นนิยายที่สยามเขียน" คิดแบบนั้นแล้วก็เดินเข้าไปใกล้   เขาจำได้ว่าในบรรดาคนที่มุงอยู่นั้นมีลูกศิษย์ที่ไปเรียนภาษาฝรั่งเศสกับเขาปะปนอยู่ด้วย   งั้นก็ไม่ผิด  นี่คือ "สินค้า" ชิ้นใหม่ของสยามคนนั้นแน่ๆ    หนังสือใบลานสมุดไทย  ผู้คนที่ตั้งหน้าตั้งตาอ่านกันอย่างสนุกสนาน  บ้างท่องโคลง  บ้างอ่านทำนองเสนาะ  น่าสนุกจน ฟรานซิสนั้นอดชื่นชมไม่ได้  โดยเฉพาะบทที่ว่า.....

 

                                ลิขิตวิจิตรสร้อย                                                    ศุภอรรถ

                ด่งงมณีจินดารัตน์                                                                เลอศแล้ว

                อันมีสิริสวัสดิ์                                                                       โสภาคย์

                ใครรู้คือได้แก้ว                                                                    ค่าแท้ควรเมือง

 

 " นี่พี่ชาย  นี่มันนิยายเรื่องอะไรกันหรือ" เอ่ยถามไปด้วยเพราะรู้สึกว่ายามที่ผู้คนอ่านท่องนั้นช่างรืนหู  และในทันใดนั้นเองที่ชายผู้นั้นชูหนังสือกลับมา  เสียงนั้นตอบชัดถ้อยชัดคำ

" ไม่ใช่นิยายประโลมโลกหรอก  นี่คือ "จินดามณี" ต่างหากเล่า!"

" เอ๋! จิน...จินดา....." ฟรานซิสนั้นอ้ำๆอึ้งๆอย่างไม่ค่อยเข้าใจ  ก่อนที่เสียงของใครบางคนจะดังตอบต่อมาให้ได้ยินถนัดหู

" แบบเรียนเล่มแรกของอยุธยาเราอย่างไรเล่า....ท่านฟรานซิส" และแน่นอนว่าเจ้าของเสียงนั้นหาใช่ใครอื่น  แต่เป็นเด็กหนุ่มเจ้าของความคิดที่ก้าวออกมาจากกลุ่มชน  ท่ามกลางผู้คนมากมายที่รายล้อม  ชายหนุ่มแห่งฝรั่งเศสนั้นได้ยินเสียงทุกสิ่งอย่างถนัดชัดเจน  เสียงโห่ร้องยินดี  เสียงสรรเสริญชื่นชม  เสียงแห่งความสโมสรโสภาคย์  ที่ราวกับจะก้องกังวานอยู่เป็นนิจนิรันดร์   สรรพเสียงเสียงทั้งมวลที่ย้ำเตือนบอกกับเขาราวกระซิบข้างหูถึงความฝัน...ที่ไม่อาจเป็นจริง

" คุยกันหน่อยไหมขอรับ  ท่านฟรานซิส"  นั่นคือคำเชื้อเชิญของเด็กหนุ่ม

 

                ท้ายที่สุดฟรานซิสก็ตามมาจนถึงบ้านของสยาม  แน่นอนว่าเด็กหนุ่มนั้นยังคงชวนคุยและยิ้มแย้มให้เช่นเคย  พวกเขานั่งอยู่กลางลานบ้านโดยมีข้าวปลาอาหารที่คนรับใช้ยกขึ้นมาให้วางอยู่คั่นกลางบนโต๊ะตัวเตี้ย  ส่วนพวกเขานั้นนั่งอยู่บนพื้นตามปกติ  

" ลงไปข้างล่าง  หากข้าไม่เรียกก็ไม่ต้องขึ้นมาหรอก" เจ้าบ้านนั้นสั่งกับคนรับใช้  ดังนั้นไม่นานจึงเหลือพียงพวกเขาสองคนที่นั่งจ้องหน้ากันอยู่แบบนั้น เวลาที่หากเป็นเมื่อวันวานคงยินดี หากแต่เพลานั้นช่างเศร้ามองโศกา " มีสิ่งใดจะถามข้าหรือไม่ขอรับ"  สยามเอ่ยขึ้น  เขายังไม่แตะต้องข้าวปลาอาหารเช่นเดียวกับที่ฝ่ายตรงข้ามก็ไม่รู้สึกหิวเลยแม้สักนิด

" ถ้าไม่ถามก็จะไม่เล่าอย่างนั้นน่ะหรือ" ฟรานซิสย้อนถาม  และก็อย่างที่คิดเด็กหนุ่มหาได้หลบสายตาเขา  กลับยังคงจ้องมาอย่างซื่อตรงพร้อมกับรอยยิ้ม  รอยยิ้มงามที่ควรจะตราตรึงและชวนฝัน  หากแต่เวลานั้นกลับมีคำพูดของใครบางคนเสียดแทงขึ้นกลางใจ   

 

ใช่ว่าทุกรอยยิ้ม

 

จะหวานละมุนเสมอไป

 

" กำลังยิ้มอยู่....จริงๆหรือเปล่ากันน่ะ"

" เอ๋!" คำถามที่ไม่คาดคิดนั้นทำเอาเด็กหนุ่มสะดุ้ง  เขาเตรียมที่จะถูกซักไซ้ไล่เรียงเป็นจำเลยตอบคำถาม  แต่ไม่ได้นึกว่าจะเป็นคำถามที่ไร้เหตุผลเฉกเช่นนี้

" ทุกคราที่เจ้ายิ้มให้ข้า....ออกมาจากหัวใจเจ้าหรือไม่" ว่าต่อพลางกระเถิบเข้าชิดใกล้  มือขวานั้นอาจเอื้อมมาจนถึงข้างแก้มของอีกฝ่าย    และฟรานซิสหาได้หยุดแค่นั้น เขาเพียรเขยื้อนปลายนิ้วลูบสัมผัสข้างแก้มนวลบางเบา  ในขณะที่เด็กหนุ่มผู้ตกเป็นจำเลยนั้นเอาแต่นิ่งเฉยไม่โต้ตอบ

" แล้วท่านคิด....ว่าอย่างไรกันเล่า" สยามเอ่ยขึ้นพลางส่ายศีรษะเชื่องช้า  เขาพอจะเข้าใจแล้วว่าเหตุใดจึงถูกถามมาเช่นนี้ ดูท่าว่าการยิ้มนั้นจะหาใช่ทางแก้ปัญหาเสมอไป  อย่างน้อยสำหรับครานี้  เขาก็ไม่อาจที่จะอาศัยเพียงเท่านั้นเพื่อเสวนากับอีกฝ่ายได้

" นี่สินะ....คำตอบของเจ้า" หัวเราะอย่างขมขื่นด้วยเพราะรู้แน่แก่ใจแล้วว่าฝ่ายตรงข้ามนั้นคาดหวังสิ่งใดตั้งแต่ต้น  ไม่ต้องมีคำตอบ  หาได้ต้องมีคำรับสารภาพ   เพียงแค่มองก็เข้าใจทุกสิ่งได้โดยพลัน  รอยยิ้มที่มอบให้มานั้น....ช่างหลากความนัยนัก  ใช้เขาคานอำนาจฮอลแลนด์  ให้เข้ามาสอนหนังสือ  เข้ามาฝึกทหาร  เข้ามาช่วยสร้างบ้านเรือน  ตลอดจนถึงไปเยี่ยมเยียนถึงบ้านและให้ความหวังเสียมากมาย  แล้วเวลานี้  นี่ก็คือคำตอบของทุกสิ่งที่ควรมีอยู่

 

ล้ำเลิศ

 

ปราดเปรื่อง

 

" เพื่อเป้าหมาย...ข้าจำเป็น" สยามเอ่ยตอบ  เขานั้นไร้สิ้นซึ้งคำแก้ตัวใดๆ  ไม่สิ จนใจที่จะแก้ตัวต่างหากเล่า  ได้ทำไปแล้ว  และหมายมุ่งไปเช่นนั้นโดยหวังผล  หากว่าดิ้นรนแก้ต่างก็คงเป็นได้เพียงแค่คนบาปที่ไร้สามัญสำนึกเท่านั้น

" จำเป็นที่จะต้องหลอกใช้ข้าแล้วเฉดหัวทิ้งสินะ!"แม้จะเข้าใจแต่ก็พลั้งเผลอตวาดใส่ก่อนจะกระชากข้อมืออีกฝ่ายอย่างแรง  เด็กหนุ่มนั้นแข็งขืนและยังคงจ้องตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน

" ข้าหาได้ทำเช่นที่ท่านว่า  จริงอยู่ว่ากำลังทหารของฝรั่งเศสหามีความจำเป็นต่อข้าอีกแล้ว  และข้าหวังด้วยดีให้ท่านถอนกำลังไป  ทว่า....พวกท่านจะยังสามารถสอนหนังสืออยู่ที่นี่ได้ตามแต่ต้องการ....." ทันทีที่พูดไปแบบนั้น ชายหนุ่มก็ถึงกับพลั้งมือกระชากลำแขนอีกฝ่ายจนเด็กหนุ่มเซถลาลงไปกองอยู่บนพื้นบ้าน  ฟรานซิสไม่รอช้าที่จะใช้ฝ่ามือตะปบลำคอระหงของอีกฝ่ายยึดร่างนั้นให้ต้องนอนแนบอยู่บนผืนไม้เย็นเฉียบ 

 " เจ้าพูดได้ดีนี่นะ   ลองว่าเจ้ามีหนังสือนั่นขึ้นมา  นี่คิดจริงๆหรือว่าข้าจะยังหาคนมาร่ำเรียนได้เหมือนเดิมน่ะ! ชื่ออะไรนะ จินดามณีบ้าบออะไรกัน!!!"  อยากจะออกแรงบีบนัก  อยากดูเสียเหลือเกินว่าหากว่าทำเช่นนั้นแล้วเจ้าจะยังยิ้มได้งามเหมือนเดิมอีกหรือไม่

" นั่นหาได้บ้าบอ!" เป็นครั้งแรกที่เด็กหนุ่มตวาดกลับบ้าง  เขาจ้องหน้าฝ่ายนั้นกลับอย่างเอาเรื่อง  และพร้อมที่จะปกป้องในสิ่งที่ตนภาคภูมิอย่างเต็มกำลัง " จินดาคือความรู้  มณีคือแก้วสูงส่ง  นั่นคือตำราอันล้ำค่าที่คนของข้าใช้ประสบการณ์ทั้งหมดบรรจงเขียนขึ้น!"

" ตอบข้าสิ  ภาษาฝรั่งเศสไม่ดีตรงไหน  ตำราวาติกันข้าเสียหายต่อผู้คนที่นี่มากนักหรืออย่างไร!"  ไม่อาจเข้าใจได้เลยสักนิด   ดินแดนห่างไกลความเจริญ  อุตส่าห์นำพามาให้  อุตส่าห์วาดหวังว่าจะได้แน่นแฟ้นเป็นหนึ่งเดียว  ทั้งๆที่ปรารถนาดีถึงเพียงนั้นแท้ๆ ทำไม....

" เพราะ...ข้าคือสยาม"

"!" คำสั้นๆที่ฟรานซิสถึงกับต้องก้มลงพินิจอีกฝ่ายให้ถนัดอีกครา  ดวงตาสีนิลแสนงามนั้นช่างเจิดจรัส  มุ่งมั่น  หาญกล้า  ระคนปนเปมากมายจนไม่อาจคาดฝัน   อะไรที่ทำให้คนๆหนึ่งมุ่งมาดมากมายได้ถึงเพียงนี้กันเล่า  " ภาษาของเจ้า ไปพูดที่ยุโรปจะมีใครฟังรู้เรื่อง"

" ท่านพูดภาษาของท่าน ชื่นชมบ้านเรือนของท่าน ภูมิใจในความเป็นตัวท่าน  เพียงเพราะมีคนชื่นชมเท่านั้นน่ะหรือ....ท่านฟรานซิส" คำถามย้อนที่ทำให้ชายหนุ่มต้องเบิกตาขึ้นกว้าง  ข้อความจริงที่ตนเองหลงลืมไปนานช้า  ไม่สิ ไม่เคยคิดเลยต่างหาก  รักสิ่งหนึ่งเพราะเป็นที่พึงใจของผู้อื่น  หลงสิ่งหนึ่งเพียงเพราะมีประโยนชน์ให้ใช้สอยตักตวง

        พวกเขาทั้งสองคนต่างนิ่งไป ภายใต้ฟ้าที่สายฝนเริ่มโปรยปรายลงมาข้างแก้ม  ชายหนุ่มก้มตัวลงและจ้องมองใบหน้านั้นอยู่  เขาอาจก้มลงสัมผัสจุมพิตข้างแก้มหรือบนริมฝีปากนั้นได้  ใช้กำลังหักหาญทำร้ายก็ย่อมได้ตามแต่ใจ  แต่หากทำไปแล้วได้อะไร  เด็กหนุ่มผู้นี้หาได้ชื่นชมยินดี  ปรีดาพร้อมใจ  ก็เห็นกันอยู่แล้วว่า

 

ช่างงามสง่า

 

ดื้อรั้นเกินประมาณ

 

"  ท่านฟรานซิส...." สยามเอ่ยเรียก  เขาอยากเตือนว่าสายพิรุณนั้นโปรยปรายลงมาแล้ว  และอาจจะทำให้ชายหนุ่มไม่สบายเอาเสียได้  หากแต่ก่อนจะได้เอ่ยอะไรต่อไปนั้นฟรานซิสกลับคลายมือออก ก่อนจะหันหลังให้ในทันที ชายหนุ่มหัวเราะขึ้นเบาๆ  หากแต่เสียงนั้นกลับพลันค่อยดังขึ้นๆ ดังจนเด็กหนุ่มนั้นถึงกับสะดุ้งไหว

" วันนี้ข้าพ่ายเจ้าเพียงเพราะตำราหนึ่งเล่ม  แต่วันหน้าข้าจะสอนให้เจ้ารู้ว่า.....ช่างน่าเสียดายเพียงใดที่ไม่ผูกไมตรีกับข้า...สยาม!" กล่าวเช่นนั้นก่อนจะก้าวเดินลงจากเรือนไปโดยไม่หันหลังกลับมามอง  ทิ้งไว้ให้เด็กหนุ่มนั้นมองตามอย่างปวดใจมากมายเหลือคณา  บางสิ่งบางอย่างถาโถมในจิตใจ  และพาลให้ขอบตานั้นร้อนผ่าว แม้จะไม่มีแม้นน้ำตาสักหยดไหลริน  แต่ความรู้สึกผิดบาปนั้นหาได้เจือจางไปกับสายฝนไม่   มือนั้นคว้าเอาเลาขลุ่ยที่วางอยู่ข้างตัวขึ้น  ริมฝีปากจรดและเสียงโหยไห้จากคีตบรรเลงนั้นก็พร่ำรำพันตัดกับสายฝนแห่งการจากลา

 

                ฝนตกอีกแล้ว  เสียงสายฝนที่ทำให้คนตื่นจากภวังค์  ชายหนุ่มชาวฝรั่งเศสมองตรงไปเบื้องหน้าอีกครั้ง ไม่มีเรือนไม้หลังนั้น  ไม่มีเสียงขลุ่ยเพียงออที่ลั่นกังวานสั่งลา  ทุกสิ่งนั้นผ่านผันจากเลย   คนที่อยู่ต่อหน้าเขากำลังยิ้มให้  รอยยิ้มที่คลับคล้ายของใครคนนั้น  เด็กหนุ่มแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผู้ชาญฉลาดอาจหาญ  พ่อค้า และนักปราชญ์ผู้รู้ลู่ทาง  เด็กคนนั้น......ไม่ได้อยู่ที่นี่อีกต่อไป

" นิทานน่าเบื้อมั้ย ไท" เขาถามคู่ค้าคนสำคัญที่นั่งฟังอยู่อย่างสงบ  เด็กหนุ่มผู้มีใบหน้าละม้ายคล้ายสยามคนนั้นพยักหน้ารับ  ก่อนจะชำเลืองมอง ‘จินดามณี' ด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก  ความรู้สึกบางอย่างแล่นปลาบแม้จะไม่ชัดเจน แต่ก็ลึกซึ้งกว่าที่เคยเป็นมา

" คุณก็เลยลาจากคุณสยามมาทั้งอย่างนั้นสินะครับ"

" ก็มีปัญหากันอีกหลายเรื่อง  แต่ก็อย่างที่เธอสรุป  เจ้าบ้านเขาไล่แล้ว  จะหน้าด้านอยู่ได้ยังไงกันล่ะ" ยังจำได้ถึงเหตุการณ์เหล่านั้น  ใบหน้าของเด็กหนุ่มผู้ยืนอยู่ในท่ามกลางฝูงชนมากมายที่มาขับไล่คนต่างชาติที่ถูกกล่าวหาว่าจะมายึดอำนาจการบริหารบริษัท  เด็กหนุ่มที่เพียงแต่นิ่งเงียบพยักหน้า  แต่ก็เป็นคนเดียวกับที่ออกคำสั่งกวาดล้างขับไล่คนฝรั่งเศสอย่างไม่ไยดี   แม้จะเข้าใจเจตนาของฝ่ายนั้นว่าหวาดกลัวการถูกกลืนกินเพียงใด  แต่ว่า.... 

" โกรธมั้ยครับ  ญาติของผมคนนั้นดูจะทำเกินไปสินะครับ" ถ้อยความของไทที่ทำให้ฟรานซิสต้องส่ายศีรษะช้าๆ   เป็นอย่างที่เขาคิด  คนที่อยู่ตรงหน้าเขาเพียงแต่แค่ละม้ายคล้ายคลึง

" เธอก็แค่หน้าตาเหมือนเขา  แต่ไม่ใช่เขา....." ย้ำกับตนเอง และจิบไวน์อีกครา   " ฉันกลับล่ะ" บอกเช่นนั้นก่อนจะลุกขึ้นยืนโดยมีเจ้าของบ้านตามมาส่งที่โรงรถ  ฟรานซิสนั้นขับรถออกไปตามลำพังในขณะที่ไทได้แต่เพียงมองส่ง  เขาหันกลับเข้าตัวบ้านก่อนจะมองหนังสือเล่มนั้นที่วางอยู่บนโต๊ะให้ถนัดอีกครา  มือนั้นเปิดไปจนถึงหน้าสุดท้าย  เสียงของเด็กหนุ่มค่อยๆอ่านบทโคลงนั้นอย่างแช่มช้าตัดกับเสียงสายฝน

 

            

                อักษรไทยอย่างนี้                                เดิมพราหมณ์

                จรจากแต่เมืองราม                               ราฐโพ้น

                ต่อตั้งอยู่ยังสยาม                                ประเทศ  นี้แล

                แปลงรูปยักอย่างโน้น                          จึงให้ไทยเรียน

 

 

 

จบความทรงจำที่หนึ่ง

 

เครดิตค่ะ

 

http://www.pantip.com/cafe/library/topic/K7996434/K7996434.html  ขอบคุณคุณแสนอักษร  และ คุณฟินค่ะ

http://www.abhakara.com/webboard/index.php?topic=63.0

และ Wikipedia ค่ะ 

 

ประวัติศาสตร์ในตอนนี้เป็นเรื่องของ หนังสือจินดามณีซึ่งแต่งโดยพระโหราธิบดี  ซึ่งเป็นกวีเอกสมัยสมเด็จพระนารายณ์ค่ะ  โคลงสี่สุภาพที่ยกมาในตอนนี้เป็นโคลงในหนังสือทั้งสองบทค่ะ  สมัยนั้นโคลงรุ่งเรือง  ในขณะที่"กลอน"  ยังไม่เกิดค่ะ 

 

สมัยนั้นไทยนั้นยุติข้อพิพาทกับฮอลันดาได้โดยการทำสนธิสัญญา ซึ่งต้นเหตุของปัญหาคือจีน  แต่ฮอลันดาเข้าใจว่าคืออยุธยา   สมเด็จพระนารายณ์จึงทรงต้องทำสัญญที่เราเป็นฝ่ายเสียเปรียบค่ะ

 

ในตอนท้ายของรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์นั้น  สมเด็จพระเพทราชากำลังจะขึ้นมามีอำนาจ  ท่านระแวงคนต่างชาติ  และวงสัยว่าฟอลคอล ( คนกรีก ) คิดจะยึดอำนาจ  จึงตัดสินประหารชีวิตฟอลคอล  ในขณะที่ต่อมาก็ขับไล่คนฝรั่งเศสออกจนหมด เว้นแต่พวกพระค่ะ   ซึ่งทั้งหมดนั่นเป็นเพราะกลัวการเข้ามามีอิทธิพลของต่างชาติ

 

 

สาเหตุที่ "จินดามณี"  เป็นหนังสือสำคัญของชาตินั้น  ไม่ใช่แต่เป็นเพราะเป็นแบบเรียนเล่มแรกหรอกนะคะ  แต่เป็นเพราะนี่คือ  "อาวุธ"  ที่ใช้ในการตอบโต้และกู้ชาติค่ะ  สมัยนั้นเราไม่มีโรงเรียน  ไม่มีหนังสือ   สมเด็จพระนารายณ์ท่านทรงทราบดีว่าหากเป็นเช่นนี้เราจะตกเป็นเมืองขึ้นฝรั่งเศสทางวัฒนธรรม  ท่านจึงทรงมีพระราชดำริให้พระโหราธิบดีแต่งจินดามณี ให้ลูกหลานไทยได้เรียนกัน  ดังในคำประพันธ์ค่ะ 

 

ทราบกันดีว่า หากไม่มีหนังสือเล่มนี้  ไม่เพียงภาษาไทยที่จะต้องตายเท่านั้น  แต่เราก็คงจะเป็นเมืองขึ้นฝรั่งเศสไปโดยปริยายมานานหลายร้อยปีแล้ว  นี่คือภูมิปัญญาของบรรพบุรุษเราที่ใช้หนังสือเพียงหนึ่งเล่มรักษาชาติบ้านเมืองไว้

 

 

ฟิคนี้จบ ความทรงจำที่หนึ่งแล้วค่ะ    อย่างที่ทราบกัน  ในความทรงจำหน้า บรรดาโจทก์จะกลับมาแก้แค้น.....  สยามเราก็จะต้องผ่านวิกฤตไปให้ได้เจ้าค่ะ

 

edit @ 4 Jul 2009 22:59:07 by ruk21us

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ท่านสยามมมม

อ่านแล้วน้ำตาพาลจะไหลค่ะ จริงๆอยากจะคอมเม้นต์โดยพรรณราออกมาเป็นโคลงเลยนะคะเนี่ย (ช่วงนี้้ยิ่งบ้าร้องกรองอยู่ด้วย)

อา... ตอนหน้านี่.. ร.ศ. 112 หรือเปล่านะ? รออ่านอย่างใจจดใจจ่อเชียวค่ะ


คุณสยามคะ... ไม่ว่าเมื่อไหร่ อิฉันก็รักคุณในที่แห่งนั้น สภาพแวดล้อมแห่งนั้นเสมอค่ะ...

#1 By Rayrorst Har. Sigfried on 2009-07-05 01:30

เกือบจะร้องแล้วค่ะ

สุดยอดมาๆเลยค่ะ ไม่เคยคิดรื่องจินดามณีมาก่อนเลยนะค่ะเนี่ย(รู้แค่ว่าเป็นแบบเรียนเล่มแรก)

บรรพบุรุษของไทยสมัยก่อนดิ้นรนอย่างที่สุดจริงๆ มองปัจจุบันแล้วเศร้าที่สุดค่ะ

#2 By Judus_Shan on 2009-07-05 13:34

ยังไม่ได้อ่านตอนที่ 1-3 เลยงงนิดๆ

ขอไปอ่านอีกทีตั้งแต่แรก แล้วจะกลับมาเมนต์อีกรอบนะคะ

sad smile

#3 By เพลงดวงดาว on 2009-07-08 00:48

ทำถูกแล้วแหละค่ะ

อ่านแล้วมันจะร้องไห้ ไม่ใช่เพราะเศร้า แต่ซึ้งเพราะความเป็นรักชาติของสยาม

รักสยามและไทยยิ่งชีพ^^

#4 By +Ayame+ on 2009-07-09 20:53