( APH ) Finding Siam : ความทรงจำที่ 1 ตอนที่ 4 (จบ)
posted on 04 Jul 2009 22:34 by ruk21us in ETC-FANFICTION
*Axis power hetalia เป็นเพียงเรื่องที่แต่งขึ้นโดยมีประเทศเป็นต้นแบบตัวละคร
ไม่มีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์หรือบุคคลจริงแต่ประการใด ( ???? )
คำเตือนข้างบนนั่นก็เรื่องหนึ่งค่ะ แต่อย่างที่รู้กันว่าฟิคเรื่องนี้......
"มันเป็นฟิคแอบวาย แฝงประวัติศาสตร์"
"ประชด เสียดสี แต่ปราศจากเจตนาลบหลู่ค่ะ"
รับทุกข้อที่ว่ามานั่นไม่ได้ปิดโลดค่ะ หากอ่านแล้วบ่นถือว่าอ่านหนังสือไม่ออกนะเออ
ตอนที่ 4
แตกร้าว
มันเป็นเช้าวันที่สายฝนนั้นตกพรำลงมาไม่ขาดสาย และเมฆหมอกนั้นปกคลุมแผ่นฟ้าแห่งนครนั้นเสียสิ้น ราวกับสัญญาณบ่งบอกถึงพายุร้ายภยันตรายที่เยื้องกรายเข้ามาอย่างแช่มช้านัก เด็กหนุ่มผู้หนึ่งนั่งชันเข่าเอนหลังอยู่ข้างหมอนอิงข้างหน้าต่าง ดวงตาสีนิลกาฬนั้นเหม่อมองสายอัสนีบาตฟาดลงมาครั้งแล้วครั้งเล่า ก่อนที่จะแลหันกลับไปมองหนังสือที่ตนอ่านค้างทิ้งไว้ตั้งแต่เมื่อคืนวาน ดวงหน้างดงามนั้นฉีกรอยยิ้มเล็กน้อย ความรู้สึกมากมายนั้นหลั่งไหลปะปนกันจนแม้แต่ตนนั้นก็ไม่อาจแยกแยะได้กระจ่าง
" นี่คือวิธีที่ถูกต้อง " ว่าพลางเอื้อมมือไปหยิบหนังสือออกเปิดอ่านอีกอย่างแช่มช้า แต่ละบรรทัด แต่ละวรรค แต่ละบทประพันธ์ ด้วยหนังสือเล่มนี้ที่จะช่วยแก้วิกฤตทั้งมวลที่ผู้คนที่นี่กำลังประสบพบเจอ ด้วยหนังสือเล่มนี้ที่ช่วยให้กิจการของบริษัทนี้ พนักงาน ลูกค้า และทุกคนที่เกี่ยวข้องกับที่นี่อยู่กันต่อไปได้อย่างสงบยาวนาน เพื่อการนั้นแล้วล่ะก็ แม้จะต้องเป็นปีศาจร้ายอย่างไรก็จะไม่ร้องขอความเมตตาเห็นใจ
" นายท่านขอรับ" คนสนิทคลานเข้ามาและเอ่ยปากถามอย่างสุภาพนอบน้อมตามวิสัย เจ้านายของเขาพยักหน้ารับช้าๆ ก่อนจะหันมาสบตาและยิ้มน้อยๆอย่างเข้าใจ
" ท่านฮอลันดายอมรับข้อตกลงของข้าแล้วสินะ" เอ่ยถามเนื่องจากรู้ว่าอีกฝ่ายนั้นเข้ามาหาด้วยกิจธุระอันใด และก็เป็นอย่างที่คิดเมื่อฝ่ายตรงข้ามนั้นค่อยคลี่ม้วนกระดาษออกมา ลายมือที่แลเห็นนั้นทำให้สยามแน่ใจว่าทุกอย่างเป็นไปโดยเรียบร้อยดังเช่นที่เขาคาดการณ์
" เซ็นเรียบร้อยแล้วขอรับ ท่านฮอลันดาดูจะพอใจกับข้อตกลงนี้มาก"
"ข้อตกลงที่ตัวเขาได้เปรียบ ยังจะมีอะไรไม่น่าพอใจอีกกันล่ะ" ปรายตามองหนังสือสัญญาสันติภาพอย่างเหนื่อยอ่อน ท้ายที่สุดก็ต้องยอมให้ฝ่ายนั้นเหยียบหัวเอาจนได้ทั้งที่ทางฝ่ายอาเหยาท่านนั้นต่างหากที่เป็นฝ่ายผิด แต่ทางฮอลันดาก็หาได้ใส่ใจในเรื่องนั้นไม่ รังแต่จะก้าวร้าวโวยวายเอาว่าทางนี้ต่างหากที่เป็นคนเจ้ากี้เจ้าการอยู่เบื้องหลัง
" ทางนั้นจะถอนเรือออกจากอ่าวขอรับ เท่านี้ก็หมดปัญหากับทางฮอลันดาแล้ว" คนสนิทพูดต่อ และทันใดนั้นที่เจ้านายของเขาพลันลุกขึ้นยืน มือขวานั้นฉวยเอาหนังสือที่วางอยู่ขึ้นกอดไว้แนบอกก่อนจะจุมพิตเล็กน้อยและพร่ำบ่นกับตน
" ถึงเวลาแล้ว" สูดหายใจเข้าลึกก่อนจะหายใจออกอย่างมั่นคง ดวงตาสีดำนั้นฉายแววประกายมาดมั่นขึ้นมาในที เพื่อปกป้องทุกสิ่งที่ตนเองรับมอบมาจากอดีต และจะต้องสืบสานสู่อนาคต ไม่ว่าจะต้องกระทำเช่นไร หยาบช้าปานไหน เนรคุณอย่างไร ก็จะ.....ไม่ลังเลเลย " ประกาศออกไปว่านับแต่บัดนี้คนในถิ่นที่นี้ ลูกหลานญาติพี่น้องก็ขอให้ร่ำเรียนจาก ‘จินดามณี' เล่มนี้ จงป่าวประกาศให้ผู้คนลูกค้าของเราได้ทราบว่าบัดนี้อยุธยาเรามีตำราศิลปวิทยาเป็นของตนเองแล้ว!"
" ขอรับ!" รับคำเจ้านายและคลานออกไปอย่างสุภาพกระตือรือร้น ในขณะที่ฝ่ายผู้สั่งการนั้นทรุดลงกับพื้นทันทีที่อีกฝ่ายคล้อยหลัง เขายังคงจ้องหนังสือเล่มนั้น จ้องด้วยความภาคภูมิระคนเศร้าสร้อย ฝ่ามือนั้นลูบหน้าปกซ้ำก่อนจะทอดถอนใจ หนังสือที่บรรจุถูมิความรู้ทั้งหมดไว้ ด้วยเนื้อหาที่ใกล้ตัว และออกแบบมาให้สะดวกศึกษาเช่นนี้ย่อมจะจูงใจให้คนหันกลับมาร่ำเรียนภาษาไทยอีก สิ่งที่ควรจะมีอยู่ก็จะยั่งยืนต่อไป และ.....
" เรือของฮอลันดา....ออกไปแล้ว" ทอดสายตามองไปยังผืนน้ำ ศัตรูทางการค้าคนสำคัญนั้นรามือไปแล้ว ตอนนี้ที่ผู้คนกำลังกังวลคือปัญหาอื่นที่ตามมาจากนโยบายคานอำนาจของตัวเขาต่างหาก ดังนั้นแล้ว......จึงทำได้เพียงเดินหน้าต่อไป
" แล้วทำไม...ข้าถึงรู้สึกเจ็บปวด" สักแห่งในหัวใจนั้นปวดแปลบขึ้นมา
ทางฝ่ายฟรานซิสนั้นกำลังอยู่ในอารมณ์หงุดหงิดเล็กน้อย เพราะตั้งแต่กลับมาจากฝรั่งเศสมา สยามคนนั้นก็เอาแต่ขลุกตัวอยู่ในบ้าน กำลังทำอะไรบางอย่างที่เขาก็ไม่แน่ใจว่าอะไร พอซักเข้าก็บอกแต่ว่าเขียนโคลงแต่งกาพย์ไปเรื่อย ซึ่งนั่นก็ไม่แปลก แต่มันถึงขนาดที่จะต้องเก็บเนื้อเก็บตัวทำงานหามรุ่งหามค่ำกันเลยทีเดียวหรืออย่างไรกัน ครั้นจะบุกเข้าไปคะยั้นคะยอให้เลิกก็ดูจะไร้มารยาทมากไปเสียอีก
" เอาเถอะ....อีกไม่นานหรอกน่า" หัวเราะเบาๆพลางมองไปที่ลูกศิษย์ลูกหาที่กำลังเดินเข้าห้องเรียนตามปกติ แน่นอนว่าหน้าที่ของเขาในตอนนี้ก็คือการสอนหนังสือ นอกจากจะขายแบบเรียนแล้ว ก็ต้องสอนภาษาวัฒนธรรมฝรั่งเศสไปด้วย อีกไม่นานคนในสยามก็จะพูดภาษาฝรั่งเศสคล่อง แต่งคำประพันธ์แบบฝรั่งเศส ก่อสร้าง กินนอน ทุกอย่างแบบฝรั่งเศส หากว่าเป็นแบบนี้อีกหน่อยเขาก็จะอยู่ที่นี่สบาย และถ้าสยามไปอยู่บ้านเขาก็จะได้ไม่ต้องปรับตัวอะไรมาก คิดแบบนี้แล้วก็ทำให้มีกำลังใจที่จะสอนอะไรต่อมิอะไรให้ผู้คนที่นี่มากยิ่งขึ้น
" วันนี้จะสอนการกระจาย Verb Avoir นะทุกคน" ฟรานซิสบอกพลางใช้ชอล์คเขียนรูปประธานของการกระจาย Verb ลงบนกระดาน ก่อนจะนึกเอะใจว่าวันนี้ห้องเรียนดูจะโล่งไปผิดปกติ " วันนี้หลายคนขาดเรียนนี่นา " เขาเอ่ยถามขึ้น
" วันนี้ท่านประธานนำเสนอสินค้าใหม่น่ะขอรับ บรรดาลูกบ้าน ชาวบ้านร้านตลาด ก็เลยพากันไปดูเสียหมด พวกข้าเองก็ว่าจะไปหลังเลิกเรียนน่ะขอรับ" นักเรียนคนหนึ่งตอบ ในขณะที่ฟรานซิสพยักหน้ารับ สงสัยไปว่าอาจจะเป็นนิยายอะไรสักอย่างพวกโคลงฉันท์กาพย์ลิลิตที่สยามนั่งเขียนมาเป็นเดือนนั่นกระมัง เพราะว่าคิดเอาเองแบบนั้นก็เลยไม่ได้ฉุกใจคิดในแง่ร้ายแม้แต่น้อย
" ขาดเรียนกันง่ายๆแบบนี้แล้วจะเก่งได้ยังไงกัน" บ่นต่อและก้มหน้าก้มตาสอนหนังสือไปตลอดครึ่งวันเช้า
หลังจากจบชั่วโมงเรียนก็ปาเข้าไปเกือบเที่ยง ใจหนึ่งก็อยากจะตรงไปทานข้าวกลางวัน แต่อีกใจก็อดเสียดายว่าน่าจะไปชวนใครบางคนที่ตอนนี้น่าจะว่างจากการเขียนนิยายประโลมโลกแล้วทานด้วยกัน หากจะว่าไปก็ไม่ได้ทานอาหารด้วยกันมาตั้งพักใหญ่แล้ว นี่น่าจะเป็นโอกาสดีทีเดียว เมื่อคิดดังนั้นชายหนุ่มก็ส่องกระจก ล้างมือยิ้มอย่างอารมณ์ดี ทว่าทันใดนั้นเองที่พ่อบ้านคนสำคัญนั้นกระหืดกระหอบวิ่งเข้ามาหา ท่าทีแบบนั้นทำเอาชายหนุ่มสะดุ้งเล็กน้อย
" อะไรกันล่ะเนี่ยตกใจหมด!" ฟรานซิสว่า แต่ทางนั้นก็ไม่รอช้า รีบรายงานทันทีก่อนที่เจ้านายนั้นจะเอ็ดตะโรหนักขึ้น
"ท่าน ท่าน ท่าน......ท่านอาเธอร์ เคิร์กแลนด์มาขอรับ!"
" หา!" ร้องขึ้นอีกรอบเพราะนึกไม่ถึงกับข่าวสารที่ได้รับ ก็ได้ข่าวอยู่หรอกว่าฝ่ายนั้นเข้ามาคบหากับสยามแล้ว แต่ก็เลี่ยงจะเจอกันมาตลอด นี่นึกยังไงเป็นฝ่ายบุกเข้ามาหากันล่ะ " มาคนเดียวหรือ"
" ไม่ขอรับ ท่านเฮราเครส แห่งกรีซก็มาด้วยขอรับ!"
"หา!!!!!" ร้องลั่นอีกรอบ นี่มันวันอะไรกัน แขกประหลาดๆมาเยี่ยมเยือนถึงสองคน คุณชายอาเธอร์ที่บังอาจปฏิเสธหนังสือเรียนของเขา กับคนดึกดำบรรพ์อย่างเฮราเครสที่ปกติไม่ค่อยจะมีธุระมากมายอะไรกัน สองคนนั่นคิดอะไรอยู่ แต่ลองมาแบบนี้แล้วก็คงจะไล่กลับไปไม่ได้ ได้แต่ต้องให้การรับรองตามมารยาทเท่านั้น " เชิญไปที่ห้องนั่งเล่นละกัน คิดอะไรของเขากันนะ" บ่นกระปิดประปอดและเดินไปทางห้องนั่งเล่นอย่างเสียไม่ได้
อาเธอร์ กับ เฮราเครสนั้นเดินคุยกันมาตลอดทาง ทั้งคู่มีสีหน้าเคร่งเครียดเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่ถึงกับหน้าซีดคอขาดบาดตายอย่างที่ฟรานซิสนึกจินตนาการไว้ แต่จะว่าไปที่นี่จะมีอะไรให้คอขาดบาดตายกันล่ะ แผ่นดินสงบสุข ผู้คนใจดี สยามน่ะไม่มีอะไรน่ากลัวให้ต้องร้อนใจนักหรอก
" ให้ตายเถอะมาเยี่ยมกันถึงนี่ นี่ยังคิดจะมาขัดธุรกิจการค้าของข้าหรืออย่างไรกันนะ...คุณชายอาเธอร์" แกล้งเรียกอีกฝ่ายแบบนั้น แต่ทางผู้ถูกเอ่ยถึงกลับไม่ใส่ใจมากความ ชายหนุ่มตาสีมรกตเลื่อนเก้าอี้เชิญตนเองนั่งเป็นที่เรียบร้อย ต่างกับเฮราเครสที่รีรอเล็กน้อย แต่พอเห็นท่าทีเช่นนั้นของอาเธอร์แล้วก็ตัดสินใจปฏิบัติตาม
" นี่เจ้าคงไม่ได้ลืมหรอกนะว่าข้าเองก็มีบริษัทใหญ่อยู่แถวนี้ด้วยน่ะ" อาเธอร์ตอบ พลางชำเลืองมองเพื่อนบ้านที่ห่างกันแค่ทะเลกั้นอย่างเอือมระอานัก หากไม่ติดว่าเป็นผลประโยชน์ของทางนี้ด้วยก็จะไม่ถ่อมาให้ระคายลูกตาหรอก แน่นอน หากฟรานซิสเป็นอะไรไปแม้เพียงเล็กน้อยเสียแต่ตอนนี้ ปัญหาของเขากับเพื่อนบ้านทางนั้นก็จะมากขึ้นอีกเป็นเงาตามตัว " พักนี้ท่าทีของสยามเป็นอย่างไรบ้าง เจ้าสังเกตหรือไม่"
" สยาม....เฮอะ นี่คิดจะนินทาคนในบ้านเพื่อนของเขาหรืออย่างไร เจ้านี่มัน...ไร้ยางอายเสียจริง " ย้อนอย่างเล่นลิ้น แต่อีกฝ่ายนั้นจ้องกลับเขม็งอย่างไม่นึกสนุกด้วยเลย
" นินทากับโง่เขลา ข้านั้นขอเลือกอย่างหลังเสียจะดีกว่า"
" เจ้าว่าใครโง้เขลา!" สติขาดผึงทันทีที่เจอถ้อยคำโอหังแบบนั้นเข้าไป แต่ชายหนุ่มแห่งอังกฤษนั้นยังนิ่งเฉย เขารินน้ำชาที่เจ้าบ้านเตรียมไว้ใส่ถ้วยตนเองก่อนจะจิบเล็กน้อยโดยไม่สนใจสายตาที่จ้องมาอย่างเอาเรื่อง
" หากไม่เห็นแก่ว่าเจ้าเคยช่วยข้าจัดการกับฮอลแลนด์มาก่อน ข้าก็จะไม่มาเตือนเจ้าหรอกนะ สำหรับข้าไม่ได้มาลงหลักปักฐานที่นี่เหมือนกับเจ้า เจ้าบ้านเขาเลยยังไม่อยากไล่เท่าไหร่ แต่ว่า....." ว่าพลางชำเลืองมองไปทางเฮราเครสที่ตอนนี้สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมเล็กน้อย และรอที่จะกล่าวเสริมต่อไป
" ถึงจะทำประโยชน์ให้มากแค่ไหน แต่นี่ก็คือ...การค้า " ชายหนุ่มแห่งกรีซเสริม "ท่านฟรานซิสทราบข่าวเรื่องสัญญาฉบับใหม่ที่สยามคนนั้นทำกับฮอลแลนด์หรือเปล่า"
"สัญญา?!" ฟรานซิสอุทานขึ้นมา เขาไม่รู้ว่าเฮราเครสนั้นกำลังกล่าวถึงอะไร ไม่ใช่ว่าสยามกำลังขัดเคืองมีปัญหาอยู่กับทางฮอลแลนด์หรอกรึ
" แสดงว่าไม่รู้" อาเธอร์ขัดขึ้นก่อนจะถอนใจอย่างเหนื่อยอ่อนปนระอาเล็กน้อย ดูท่าการเอาแต่สนใจขายแบบเรียนจะทำให้ปัญญาความคิดทื่อลงไปจริงๆนั่นล่ะ " ว่าต่อสิ เฮราเครส"
" ท่านอาเธอร์นี่กินแรงนะขอรับ" เฮราเครสแสร้งว่าแต่ก็ยอมเล่าต่อแต่โดยดี " คนของข้าไปช่วยเป็นธุระเรื่องแปลภาษาเล็กน้อย เลยได้ข่าวมาว่าท่านสยามคนนั้นลงมือเซ็นสัญญาสันติภาพเป็นไมตรีกับฮอลแลนด์แล้ว และทางนั้นก็เตรียมจะถอนเรือรบที่ปิดปากอ่าวออกแล้ว และ....."
" และ...." ฟรานซิสถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะกลืนน้ำลายอย่างยากเย็น ทำไมเขาถึงไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน ทำไมสยามถึงไม่บอกเขากันเล่า
" มีข่าวว่า.......อยุธยาไม่ปลอดภัยอีกต่อไปแล้ว"
" อะไรนะ!" โวยวายขึ้นมาอีกรอบ ก่อนจะตบโต๊ะผุดลุกขึ้นยืนในทันที ฟรานซิสนั้นแทบไม่เชื่อหู อยุธยาไม่ปลอดภัย " อย่ามาโมเมกันง่ายๆอย่างนี้สิเจ้าน่ะ! ก็เห็นอยู่ว่าสยามน่ะต้อนรับขับสู้พวกเราดีแค่ไหนไม่ใช่หรอกหรือ !" กระชากคอเสื้อฝ่ายตรงข้าม แต่ก็กลับถูกจ้องหน้ากลับเช่นกัน
" ข้ามาเตือนท่านเพราะเห็นว่าท่านอาจจะเดือดร้อนมากที่สุดในการนี้หรอกนะ แต่หากไม่เชื่อเสียแล้วล่ะก็....ข้าก็จนใจ" เฮราเครสตอบเสียงเรียบ ในจังหวะเดียวกับที่ผู้ถูกเตือนผ่อนแรงลง อาเธอร์ที่นั่งนิ่งอยู่นานก็ลุกขึ้นยืนบ้าง ได้เวลาที่เขาจะต้องกลับไปสะสางปัญหาของตนเองต่อแล้ว ลองได้เตือนแล้ว หากไม่เชื่อฟังเหตุผลกันก็คงเสียทีที่ได้ชื่อว่าเป็นคนใหญ่คนโตของยุโรป
" ข้าขอพูดสั้นๆ"
" เจ้าอยากพูดอะไรก็พูดมาอย่าอมพะนำ อาเธอร์!"
" ใช่ว่าทุกรอยยิ้ม จะหวานละมุนเสนอไปหรอกนะ " กล่าวเพียงสั้นๆ ก่อนจะบอกสหายที่มาด้วยกันให้ปลีกตัวออกไปกันได้แล้ว " ข้าลาล่ะ หวังว่าจะพบเจ้าที่บ้าน "
คล้อยหลังของผู้มาเยือน ฟรานซิสถึงกับทำอะไรไม่ถูก เขาไม่รู้ว่าควรจะเชื่อใจใครหรืออะไรดี ในเมื่อทางอาเธอร์นั้นรู้เรื่องในแถบนี้เชี่ยวชาญดีกว่าเขาด้วยว่าทำธุรกิจอยู่อย่างเป็นล่ำเป็นสัน ในขณะที่เฮราเครสก็เป็นคนสนิทที่คบหาอยู่กับสยาม แต่ว่า...จะให้เชื่อว่าสยามคนนั้นกำลังคิดเรื่องร้ายต่อเขา และต่อทุกคนที่ตนเองเป็นฝ่ายเปิดบ้านต้อนรับน่ะหรือ ก็อุตส่าห์ให้เข้ามาสอนหนังสือ ขายแบบเรียน และยังช่วยเหลือกันและกันมากมายขนาดนี้ ไม่ได้ เขาจะต้องไปถามคนๆนั้นด้วยตนเอง ไปดูให้เห็นกับตา จะเชื่อคำพูดของบุคคลที่สามได้อย่างไรกันเล่า
" ข้าเชื่อเจ้านะสยาม ข้าเชื่อว่าเจ้าไม่ได้หลอกลวงข้า" ทันใดนั้นที่ฟรานซิสออกวิ่งไปจากบ้านในทันใด เขาตรงไปทางตลาดเพื่อจะลัดเลาะตัดไปทางแม่น้ำและรุดไปถึงบ้านของเด็กหนุ่มคนนั้นได้ หากแต่ทว่าเมื่อวิ่งมาถึงตลาดก็พบว่าบรรดาชาวบ้านกำลังจับกลุ่มมุงอะไรสักอย่างอยู่ ดูเหมือนกำลังซื้อขาย ไม่ก็กำลังอธิบายอะไรกันให้ยืดยาว
" หรือจะเป็นนิยายที่สยามเขียน" คิดแบบนั้นแล้วก็เดินเข้าไปใกล้ เขาจำได้ว่าในบรรดาคนที่มุงอยู่นั้นมีลูกศิษย์ที่ไปเรียนภาษาฝรั่งเศสกับเขาปะปนอยู่ด้วย งั้นก็ไม่ผิด นี่คือ "สินค้า" ชิ้นใหม่ของสยามคนนั้นแน่ๆ หนังสือใบลานสมุดไทย ผู้คนที่ตั้งหน้าตั้งตาอ่านกันอย่างสนุกสนาน บ้างท่องโคลง บ้างอ่านทำนองเสนาะ น่าสนุกจน ฟรานซิสนั้นอดชื่นชมไม่ได้ โดยเฉพาะบทที่ว่า.....
ลิขิตวิจิตรสร้อย ศุภอรรถ
ด่งงมณีจินดารัตน์ เลอศแล้ว
อันมีสิริสวัสดิ์ โสภาคย์
ใครรู้คือได้แก้ว ค่าแท้ควรเมือง
" นี่พี่ชาย นี่มันนิยายเรื่องอะไรกันหรือ" เอ่ยถามไปด้วยเพราะรู้สึกว่ายามที่ผู้คนอ่านท่องนั้นช่างรืนหู และในทันใดนั้นเองที่ชายผู้นั้นชูหนังสือกลับมา เสียงนั้นตอบชัดถ้อยชัดคำ
" ไม่ใช่นิยายประโลมโลกหรอก นี่คือ "จินดามณี" ต่างหากเล่า!"
" เอ๋! จิน...จินดา....." ฟรานซิสนั้นอ้ำๆอึ้งๆอย่างไม่ค่อยเข้าใจ ก่อนที่เสียงของใครบางคนจะดังตอบต่อมาให้ได้ยินถนัดหู
" แบบเรียนเล่มแรกของอยุธยาเราอย่างไรเล่า....ท่านฟรานซิส" และแน่นอนว่าเจ้าของเสียงนั้นหาใช่ใครอื่น แต่เป็นเด็กหนุ่มเจ้าของความคิดที่ก้าวออกมาจากกลุ่มชน ท่ามกลางผู้คนมากมายที่รายล้อม ชายหนุ่มแห่งฝรั่งเศสนั้นได้ยินเสียงทุกสิ่งอย่างถนัดชัดเจน เสียงโห่ร้องยินดี เสียงสรรเสริญชื่นชม เสียงแห่งความสโมสรโสภาคย์ ที่ราวกับจะก้องกังวานอยู่เป็นนิจนิรันดร์ สรรพเสียงเสียงทั้งมวลที่ย้ำเตือนบอกกับเขาราวกระซิบข้างหูถึงความฝัน...ที่ไม่อาจเป็นจริง
" คุยกันหน่อยไหมขอรับ ท่านฟรานซิส" นั่นคือคำเชื้อเชิญของเด็กหนุ่ม
ท้ายที่สุดฟรานซิสก็ตามมาจนถึงบ้านของสยาม แน่นอนว่าเด็กหนุ่มนั้นยังคงชวนคุยและยิ้มแย้มให้เช่นเคย พวกเขานั่งอยู่กลางลานบ้านโดยมีข้าวปลาอาหารที่คนรับใช้ยกขึ้นมาให้วางอยู่คั่นกลางบนโต๊ะตัวเตี้ย ส่วนพวกเขานั้นนั่งอยู่บนพื้นตามปกติ
" ลงไปข้างล่าง หากข้าไม่เรียกก็ไม่ต้องขึ้นมาหรอก" เจ้าบ้านนั้นสั่งกับคนรับใช้ ดังนั้นไม่นานจึงเหลือพียงพวกเขาสองคนที่นั่งจ้องหน้ากันอยู่แบบนั้น เวลาที่หากเป็นเมื่อวันวานคงยินดี หากแต่เพลานั้นช่างเศร้ามองโศกา " มีสิ่งใดจะถามข้าหรือไม่ขอรับ" สยามเอ่ยขึ้น เขายังไม่แตะต้องข้าวปลาอาหารเช่นเดียวกับที่ฝ่ายตรงข้ามก็ไม่รู้สึกหิวเลยแม้สักนิด
" ถ้าไม่ถามก็จะไม่เล่าอย่างนั้นน่ะหรือ" ฟรานซิสย้อนถาม และก็อย่างที่คิดเด็กหนุ่มหาได้หลบสายตาเขา กลับยังคงจ้องมาอย่างซื่อตรงพร้อมกับรอยยิ้ม รอยยิ้มงามที่ควรจะตราตรึงและชวนฝัน หากแต่เวลานั้นกลับมีคำพูดของใครบางคนเสียดแทงขึ้นกลางใจ
ใช่ว่าทุกรอยยิ้ม
จะหวานละมุนเสมอไป
" กำลังยิ้มอยู่....จริงๆหรือเปล่ากันน่ะ"
" เอ๋!" คำถามที่ไม่คาดคิดนั้นทำเอาเด็กหนุ่มสะดุ้ง เขาเตรียมที่จะถูกซักไซ้ไล่เรียงเป็นจำเลยตอบคำถาม แต่ไม่ได้นึกว่าจะเป็นคำถามที่ไร้เหตุผลเฉกเช่นนี้
" ทุกคราที่เจ้ายิ้มให้ข้า....ออกมาจากหัวใจเจ้าหรือไม่" ว่าต่อพลางกระเถิบเข้าชิดใกล้ มือขวานั้นอาจเอื้อมมาจนถึงข้างแก้มของอีกฝ่าย และฟรานซิสหาได้หยุดแค่นั้น เขาเพียรเขยื้อนปลายนิ้วลูบสัมผัสข้างแก้มนวลบางเบา ในขณะที่เด็กหนุ่มผู้ตกเป็นจำเลยนั้นเอาแต่นิ่งเฉยไม่โต้ตอบ
" แล้วท่านคิด....ว่าอย่างไรกันเล่า" สยามเอ่ยขึ้นพลางส่ายศีรษะเชื่องช้า เขาพอจะเข้าใจแล้วว่าเหตุใดจึงถูกถามมาเช่นนี้ ดูท่าว่าการยิ้มนั้นจะหาใช่ทางแก้ปัญหาเสมอไป อย่างน้อยสำหรับครานี้ เขาก็ไม่อาจที่จะอาศัยเพียงเท่านั้นเพื่อเสวนากับอีกฝ่ายได้
" นี่สินะ....คำตอบของเจ้า" หัวเราะอย่างขมขื่นด้วยเพราะรู้แน่แก่ใจแล้วว่าฝ่ายตรงข้ามนั้นคาดหวังสิ่งใดตั้งแต่ต้น ไม่ต้องมีคำตอบ หาได้ต้องมีคำรับสารภาพ เพียงแค่มองก็เข้าใจทุกสิ่งได้โดยพลัน รอยยิ้มที่มอบให้มานั้น....ช่างหลากความนัยนัก ใช้เขาคานอำนาจฮอลแลนด์ ให้เข้ามาสอนหนังสือ เข้ามาฝึกทหาร เข้ามาช่วยสร้างบ้านเรือน ตลอดจนถึงไปเยี่ยมเยียนถึงบ้านและให้ความหวังเสียมากมาย แล้วเวลานี้ นี่ก็คือคำตอบของทุกสิ่งที่ควรมีอยู่
ล้ำเลิศ
ปราดเปรื่อง
" เพื่อเป้าหมาย...ข้าจำเป็น" สยามเอ่ยตอบ เขานั้นไร้สิ้นซึ้งคำแก้ตัวใดๆ ไม่สิ จนใจที่จะแก้ตัวต่างหากเล่า ได้ทำไปแล้ว และหมายมุ่งไปเช่นนั้นโดยหวังผล หากว่าดิ้นรนแก้ต่างก็คงเป็นได้เพียงแค่คนบาปที่ไร้สามัญสำนึกเท่านั้น
" จำเป็นที่จะต้องหลอกใช้ข้าแล้วเฉดหัวทิ้งสินะ!"แม้จะเข้าใจแต่ก็พลั้งเผลอตวาดใส่ก่อนจะกระชากข้อมืออีกฝ่ายอย่างแรง เด็กหนุ่มนั้นแข็งขืนและยังคงจ้องตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน
" ข้าหาได้ทำเช่นที่ท่านว่า จริงอยู่ว่ากำลังทหารของฝรั่งเศสหามีความจำเป็นต่อข้าอีกแล้ว และข้าหวังด้วยดีให้ท่านถอนกำลังไป ทว่า....พวกท่านจะยังสามารถสอนหนังสืออยู่ที่นี่ได้ตามแต่ต้องการ....." ทันทีที่พูดไปแบบนั้น ชายหนุ่มก็ถึงกับพลั้งมือกระชากลำแขนอีกฝ่ายจนเด็กหนุ่มเซถลาลงไปกองอยู่บนพื้นบ้าน ฟรานซิสไม่รอช้าที่จะใช้ฝ่ามือตะปบลำคอระหงของอีกฝ่ายยึดร่างนั้นให้ต้องนอนแนบอยู่บนผืนไม้เย็นเฉียบ
" เจ้าพูดได้ดีนี่นะ ลองว่าเจ้ามีหนังสือนั่นขึ้นมา นี่คิดจริงๆหรือว่าข้าจะยังหาคนมาร่ำเรียนได้เหมือนเดิมน่ะ! ชื่ออะไรนะ จินดามณีบ้าบออะไรกัน!!!" อยากจะออกแรงบีบนัก อยากดูเสียเหลือเกินว่าหากว่าทำเช่นนั้นแล้วเจ้าจะยังยิ้มได้งามเหมือนเดิมอีกหรือไม่
" นั่นหาได้บ้าบอ!" เป็นครั้งแรกที่เด็กหนุ่มตวาดกลับบ้าง เขาจ้องหน้าฝ่ายนั้นกลับอย่างเอาเรื่อง และพร้อมที่จะปกป้องในสิ่งที่ตนภาคภูมิอย่างเต็มกำลัง " จินดาคือความรู้ มณีคือแก้วสูงส่ง นั่นคือตำราอันล้ำค่าที่คนของข้าใช้ประสบการณ์ทั้งหมดบรรจงเขียนขึ้น!"
" ตอบข้าสิ ภาษาฝรั่งเศสไม่ดีตรงไหน ตำราวาติกันข้าเสียหายต่อผู้คนที่นี่มากนักหรืออย่างไร!" ไม่อาจเข้าใจได้เลยสักนิด ดินแดนห่างไกลความเจริญ อุตส่าห์นำพามาให้ อุตส่าห์วาดหวังว่าจะได้แน่นแฟ้นเป็นหนึ่งเดียว ทั้งๆที่ปรารถนาดีถึงเพียงนั้นแท้ๆ ทำไม....
" เพราะ...ข้าคือสยาม"
"!" คำสั้นๆที่ฟรานซิสถึงกับต้องก้มลงพินิจอีกฝ่ายให้ถนัดอีกครา ดวงตาสีนิลแสนงามนั้นช่างเจิดจรัส มุ่งมั่น หาญกล้า ระคนปนเปมากมายจนไม่อาจคาดฝัน อะไรที่ทำให้คนๆหนึ่งมุ่งมาดมากมายได้ถึงเพียงนี้กันเล่า " ภาษาของเจ้า ไปพูดที่ยุโรปจะมีใครฟังรู้เรื่อง"
" ท่านพูดภาษาของท่าน ชื่นชมบ้านเรือนของท่าน ภูมิใจในความเป็นตัวท่าน เพียงเพราะมีคนชื่นชมเท่านั้นน่ะหรือ....ท่านฟรานซิส" คำถามย้อนที่ทำให้ชายหนุ่มต้องเบิกตาขึ้นกว้าง ข้อความจริงที่ตนเองหลงลืมไปนานช้า ไม่สิ ไม่เคยคิดเลยต่างหาก รักสิ่งหนึ่งเพราะเป็นที่พึงใจของผู้อื่น หลงสิ่งหนึ่งเพียงเพราะมีประโยนชน์ให้ใช้สอยตักตวง
พวกเขาทั้งสองคนต่างนิ่งไป ภายใต้ฟ้าที่สายฝนเริ่มโปรยปรายลงมาข้างแก้ม ชายหนุ่มก้มตัวลงและจ้องมองใบหน้านั้นอยู่ เขาอาจก้มลงสัมผัสจุมพิตข้างแก้มหรือบนริมฝีปากนั้นได้ ใช้กำลังหักหาญทำร้ายก็ย่อมได้ตามแต่ใจ แต่หากทำไปแล้วได้อะไร เด็กหนุ่มผู้นี้หาได้ชื่นชมยินดี ปรีดาพร้อมใจ ก็เห็นกันอยู่แล้วว่า
ช่างงามสง่า
ดื้อรั้นเกินประมาณ
" ท่านฟรานซิส...." สยามเอ่ยเรียก เขาอยากเตือนว่าสายพิรุณนั้นโปรยปรายลงมาแล้ว และอาจจะทำให้ชายหนุ่มไม่สบายเอาเสียได้ หากแต่ก่อนจะได้เอ่ยอะไรต่อไปนั้นฟรานซิสกลับคลายมือออก ก่อนจะหันหลังให้ในทันที ชายหนุ่มหัวเราะขึ้นเบาๆ หากแต่เสียงนั้นกลับพลันค่อยดังขึ้นๆ ดังจนเด็กหนุ่มนั้นถึงกับสะดุ้งไหว
" วันนี้ข้าพ่ายเจ้าเพียงเพราะตำราหนึ่งเล่ม แต่วันหน้าข้าจะสอนให้เจ้ารู้ว่า.....ช่างน่าเสียดายเพียงใดที่ไม่ผูกไมตรีกับข้า...สยาม!" กล่าวเช่นนั้นก่อนจะก้าวเดินลงจากเรือนไปโดยไม่หันหลังกลับมามอง ทิ้งไว้ให้เด็กหนุ่มนั้นมองตามอย่างปวดใจมากมายเหลือคณา บางสิ่งบางอย่างถาโถมในจิตใจ และพาลให้ขอบตานั้นร้อนผ่าว แม้จะไม่มีแม้นน้ำตาสักหยดไหลริน แต่ความรู้สึกผิดบาปนั้นหาได้เจือจางไปกับสายฝนไม่ มือนั้นคว้าเอาเลาขลุ่ยที่วางอยู่ข้างตัวขึ้น ริมฝีปากจรดและเสียงโหยไห้จากคีตบรรเลงนั้นก็พร่ำรำพันตัดกับสายฝนแห่งการจากลา
ฝนตกอีกแล้ว เสียงสายฝนที่ทำให้คนตื่นจากภวังค์ ชายหนุ่มชาวฝรั่งเศสมองตรงไปเบื้องหน้าอีกครั้ง ไม่มีเรือนไม้หลังนั้น ไม่มีเสียงขลุ่ยเพียงออที่ลั่นกังวานสั่งลา ทุกสิ่งนั้นผ่านผันจากเลย คนที่อยู่ต่อหน้าเขากำลังยิ้มให้ รอยยิ้มที่คลับคล้ายของใครคนนั้น เด็กหนุ่มแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผู้ชาญฉลาดอาจหาญ พ่อค้า และนักปราชญ์ผู้รู้ลู่ทาง เด็กคนนั้น......ไม่ได้อยู่ที่นี่อีกต่อไป
" นิทานน่าเบื้อมั้ย ไท" เขาถามคู่ค้าคนสำคัญที่นั่งฟังอยู่อย่างสงบ เด็กหนุ่มผู้มีใบหน้าละม้ายคล้ายสยามคนนั้นพยักหน้ารับ ก่อนจะชำเลืองมอง ‘จินดามณี' ด้วยความรู้สึกที่บอกไม่ถูก ความรู้สึกบางอย่างแล่นปลาบแม้จะไม่ชัดเจน แต่ก็ลึกซึ้งกว่าที่เคยเป็นมา
" คุณก็เลยลาจากคุณสยามมาทั้งอย่างนั้นสินะครับ"
" ก็มีปัญหากันอีกหลายเรื่อง แต่ก็อย่างที่เธอสรุป เจ้าบ้านเขาไล่แล้ว จะหน้าด้านอยู่ได้ยังไงกันล่ะ" ยังจำได้ถึงเหตุการณ์เหล่านั้น ใบหน้าของเด็กหนุ่มผู้ยืนอยู่ในท่ามกลางฝูงชนมากมายที่มาขับไล่คนต่างชาติที่ถูกกล่าวหาว่าจะมายึดอำนาจการบริหารบริษัท เด็กหนุ่มที่เพียงแต่นิ่งเงียบพยักหน้า แต่ก็เป็นคนเดียวกับที่ออกคำสั่งกวาดล้างขับไล่คนฝรั่งเศสอย่างไม่ไยดี แม้จะเข้าใจเจตนาของฝ่ายนั้นว่าหวาดกลัวการถูกกลืนกินเพียงใด แต่ว่า....
" โกรธมั้ยครับ ญาติของผมคนนั้นดูจะทำเกินไปสินะครับ" ถ้อยความของไทที่ทำให้ฟรานซิสต้องส่ายศีรษะช้าๆ เป็นอย่างที่เขาคิด คนที่อยู่ตรงหน้าเขาเพียงแต่แค่ละม้ายคล้ายคลึง
" เธอก็แค่หน้าตาเหมือนเขา แต่ไม่ใช่เขา....." ย้ำกับตนเอง และจิบไวน์อีกครา " ฉันกลับล่ะ" บอกเช่นนั้นก่อนจะลุกขึ้นยืนโดยมีเจ้าของบ้านตามมาส่งที่โรงรถ ฟรานซิสนั้นขับรถออกไปตามลำพังในขณะที่ไทได้แต่เพียงมองส่ง เขาหันกลับเข้าตัวบ้านก่อนจะมองหนังสือเล่มนั้นที่วางอยู่บนโต๊ะให้ถนัดอีกครา มือนั้นเปิดไปจนถึงหน้าสุดท้าย เสียงของเด็กหนุ่มค่อยๆอ่านบทโคลงนั้นอย่างแช่มช้าตัดกับเสียงสายฝน
อักษรไทยอย่างนี้ เดิมพราหมณ์
จรจากแต่เมืองราม ราฐโพ้น
ต่อตั้งอยู่ยังสยาม ประเทศ นี้แล
แปลงรูปยักอย่างโน้น จึงให้ไทยเรียน
จบความทรงจำที่หนึ่ง
เครดิตค่ะ
http://www.pantip.com/cafe/library/topic/K7996434/K7996434.html ขอบคุณคุณแสนอักษร และ คุณฟินค่ะ
http://www.abhakara.com/webboard/index.php?topic=63.0
และ Wikipedia ค่ะ
ประวัติศาสตร์ในตอนนี้เป็นเรื่องของ หนังสือจินดามณีซึ่งแต่งโดยพระโหราธิบดี ซึ่งเป็นกวีเอกสมัยสมเด็จพระนารายณ์ค่ะ โคลงสี่สุภาพที่ยกมาในตอนนี้เป็นโคลงในหนังสือทั้งสองบทค่ะ สมัยนั้นโคลงรุ่งเรือง ในขณะที่"กลอน" ยังไม่เกิดค่ะ
สมัยนั้นไทยนั้นยุติข้อพิพาทกับฮอลันดาได้โดยการทำสนธิสัญญา ซึ่งต้นเหตุของปัญหาคือจีน แต่ฮอลันดาเข้าใจว่าคืออยุธยา สมเด็จพระนารายณ์จึงทรงต้องทำสัญญที่เราเป็นฝ่ายเสียเปรียบค่ะ
ในตอนท้ายของรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์นั้น สมเด็จพระเพทราชากำลังจะขึ้นมามีอำนาจ ท่านระแวงคนต่างชาติ และวงสัยว่าฟอลคอล ( คนกรีก ) คิดจะยึดอำนาจ จึงตัดสินประหารชีวิตฟอลคอล ในขณะที่ต่อมาก็ขับไล่คนฝรั่งเศสออกจนหมด เว้นแต่พวกพระค่ะ ซึ่งทั้งหมดนั่นเป็นเพราะกลัวการเข้ามามีอิทธิพลของต่างชาติ
สาเหตุที่ "จินดามณี" เป็นหนังสือสำคัญของชาตินั้น ไม่ใช่แต่เป็นเพราะเป็นแบบเรียนเล่มแรกหรอกนะคะ แต่เป็นเพราะนี่คือ "อาวุธ" ที่ใช้ในการตอบโต้และกู้ชาติค่ะ สมัยนั้นเราไม่มีโรงเรียน ไม่มีหนังสือ สมเด็จพระนารายณ์ท่านทรงทราบดีว่าหากเป็นเช่นนี้เราจะตกเป็นเมืองขึ้นฝรั่งเศสทางวัฒนธรรม ท่านจึงทรงมีพระราชดำริให้พระโหราธิบดีแต่งจินดามณี ให้ลูกหลานไทยได้เรียนกัน ดังในคำประพันธ์ค่ะ
ทราบกันดีว่า หากไม่มีหนังสือเล่มนี้ ไม่เพียงภาษาไทยที่จะต้องตายเท่านั้น แต่เราก็คงจะเป็นเมืองขึ้นฝรั่งเศสไปโดยปริยายมานานหลายร้อยปีแล้ว นี่คือภูมิปัญญาของบรรพบุรุษเราที่ใช้หนังสือเพียงหนึ่งเล่มรักษาชาติบ้านเมืองไว้
ฟิคนี้จบ ความทรงจำที่หนึ่งแล้วค่ะ อย่างที่ทราบกัน ในความทรงจำหน้า บรรดาโจทก์จะกลับมาแก้แค้น..... สยามเราก็จะต้องผ่านวิกฤตไปให้ได้เจ้าค่ะ
edit @ 4 Jul 2009 22:59:07 by ruk21us

อ่านแล้วน้ำตาพาลจะไหลค่ะ จริงๆอยากจะคอมเม้นต์โดยพรรณราออกมาเป็นโคลงเลยนะคะเนี่ย (ช่วงนี้้ยิ่งบ้าร้องกรองอยู่ด้วย)
อา... ตอนหน้านี่.. ร.ศ. 112 หรือเปล่านะ? รออ่านอย่างใจจดใจจ่อเชียวค่ะ
คุณสยามคะ... ไม่ว่าเมื่อไหร่ อิฉันก็รักคุณในที่แห่งนั้น สภาพแวดล้อมแห่งนั้นเสมอค่ะ...
#1 By Rayrorst Har. Sigfried on 2009-07-05 01:30