กำแพงเบอร์ลินแห่งสยามประเทศ

 

เมื่อเราพูดถึงกำแพงเบอร์ลิน  นั่นก็หมายถึงช่วงเวลา 28 ปี ระหว่าง 1961-1989 หลังสงครามโลกครั้งที่สองในช่วงของสงครามเย็นที่โลกนั้นแบ่งเป็นสองขั้ว คือทุนนิยมที่นำโดยสหรัฐอเมริกา และคอมมิวนิสต์ที่นำโดยอดีตสหภาพโซเวียต 

 

เยอรมันนั้นเป็นประเทศผู้แพ้สงครามในสงครามโลกครั้งที่สอง และถูกแบ่งเป็นสองส่วนคือ ส่วนของเยอรมันตะวันตกที่เป็นทุนนิยม และเยอรมันตะวันออกซึ่งเป็นคอมมิวนิสต์  "กำแพงเบอร์ลิน" จึงเป็นสัญลักษณ์ของสงครามเย็นระหว่างสองขั้วอำนาจซึ่งเป็นสองผู้นำของโลกในเวลานั้น 

 

ด้วยสถานการณ์ทางการเมืองขณะนั้นผู้คนในเยอรมันตะวันออกนั้นถูกห้ามออกนอกประเทศ  และประชาชนของเยอรมันนั้นก็ถูกแบ่งแยกกันด้วยกำแพงที่ทอดยาวแบ่งประเทศออกเป็นสอง  ผู้คนนับร้อยคนที่ต้องตายจากการพยายามหนีออกจากกำแพง   เป็นเหยื่อของความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ และชาติที่ควรเป็นหนึ่งเดียวก็ไม่อาจเป็นเช่นนั้นได้ต่อไป

 

 

แต่ในวันนี้ เราไม่ได้กำลังจะมาพูดถึงในเรื่องของประวัติศาสตร์เช่นนั้น  แต่เรากำลังจะมาพูดถึงความหมายของ "กำแพงเบอร์ลิน" กำแพงที่ผู้สร้างนั้นคาดมาดหมายว่าจะแบ่งประเทศเป็นสอง  และสร้างความขัดแย้งแบ่งแยกต่อไปตราบนานเท่านั้น

 

ความเคลื่อนไหวนั้นเริ่มต้น

 

12 มิถุนายน 1987  อดีตประธานาธิบดีโรนัล เรแกน กล่าวสุนทรพจน์ หน้า ประตูชัย Brandenburg เบอร์ลินตะวันออก ข้อความที่ได้รับการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์คือ

 

‘Tear Down this Wall'


 

 

 

ต่อมาคือการล่มสลายของสังคมคอมมิวนิสต์ของอดีตสหภาพโซเวียต และเยอรมันตะวันออกนั้นอนุญาตให้ประชาชนออกนอกประเทศ นั่นคือจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติ

 

 

ปี 1989 การปฏิวัติที่ไร้ซึ่งการเสียเลือดเนื้อก็ได้เริ่มขึ้น เมื่อคนเยอรมันตะวันตกนั้นรวมตัวกันขึ้นไปยืนบนกำแพง และชายสองคนตัดสินใจกระโดดข้ามลงไปสู่เยอรมันตะวันออกในยามค่ำคืน  นั่นคือจุดเริ่มต้นของการเคลื่อนไหวจากคนเยอรมันทั้งสองฝั่ง 

 

ไม่ใช่ฝั่งใดฝั่งหนึ่ง

 

ไม่ใช่คนใดคนหนึ่ง

 

แต่เป็นทั้งสองฝั่ง

 

ทั้งสองส่วน

 

ในท้ายที่สุดก็นำไปสู่ความวุ่นวายในเบอร์ลินตะวันออก และทุกสิ่งก็ไม่อาจห้ามขัดขวางอีกต่อไป    

 

 

ไร้ซึ่งเสียงกระสุน

 

มีเพียงกำแพงที่ถูกผู้คนร่วมแรงกันพังทลาย

 

 และ

 

ความมุ่งหมายที่จะกลับมาเป็นหนึ่งเดียว

 

9 พฤศจิกายน 1989  กำแพงเบอร์ลินพังทลายลง และประวัติศาสตร์ใหม่ของเยอรมันก็เริ่มต้นขึ้น

 

 

ไม่ถึงหนึ่งปีนับจากวันนั้น

 

 

วันที่ 3 ตุลาคม 1990  การเฉลิมฉลองครั้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประวัติศาสตร์เยอรมันก็ถูกจัดขึ้น  นั่นคือ

 

"การเฉลิมฉลองการรวมประเทศกลับเป็นหนึ่งเดียว"  

 

วันเกิด.....ของประเทศ

 

 

 

ธงชาติเยอรมันที่ปราศจากตราคอมมิวนิสต์ถูกชักขึ้นสู่ยอดเสา   เสียงตะโกนของผู้คน  เสียงตะโกนของความเป็นชาติที่เกิดจากความร่วมแรงร่วมใจของประชาชน

 

............................

 

นั่นคือประวัติศาสตร์ของประเทศที่เคยถูกแบ่งเป็นสอง  มันช่างสะท้อนให้เห็นบางอย่างในประเทศของเรา 

 

ประเทศสยามที่รักยิ่ง....

 

ประเทศที่เคยเป็นหนึ่ง  แต่บัดนี้เรากลับสร้าง  "กำแพงเบอร์ลินที่มองไม่เห็น" ปรากฏขึ้นในทั่วทุกภูมิภาค

 

ทุกจังหวัด

 

ทุกท้องที่

 

ทุกชุมชน

 

ทุกผู้คนของประเทศ 

 

เราที่ทำร้ายตัวเอง  เราที่ไม่เคยจะได้สร้างชาติที่แท้จริง 

 

เรากำลังยึดติดกับ "ใคร" หรือ "อะไร"  อะไรคือความหมายของ "ชาติไทย" 

 

ตัวตนของความรู้สึกที่เรามอบให้กับประเทศนี้นั้นคือสิ่งไหน

 

ในเวลาที่เรากำลังดำรงคงอยู่นี่

 

ก็คงแลเห็นเพียง "กำแพงเบอร์ลินแห่งสยามประเทศ"  ที่นับวันก็ยิ่งแต่จะเข้มแข็งมั่นคงขึ้นอย่างไม่มีลืมหูลืมตา

 

เยอรมันใช้เวลา 28 ปีในการทลายกำแพงที่น่าชังนั่น

 

สังเวยชีวิตผู้คนนับร้อย

 

แล้ว ประเทศของเราล่ะ????

 

หากไม่ตั้งต้นคิดนับแต่บัดนี้

 

เราจะใช้เวลาเท่าใด?

 

และ

 

จะมีความสูญสลายสิ่งใดเกิดขึ้นและรอคอยเราอยู่ ???

 

 

 

 

ขอภาวนาให้ประเทศของเรา....ทลายกำแพงนี้ได้โดยสวัสดิภาพเถิด

 

 

เครดิต

 

http://www.chronik-der-mauer.de/index.php/de/Start/Index/id/652147

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

Hot!

ประเทศที่เคยเป็นหนึ่ง แต่บัดนี้เรากลับสร้าง "กำแพงเบอร์ลินที่มองไม่เห็น" ปรากฏขึ้นในทั่วทุกภูมิภาค
ทุกจังหวัด
ทุกท้องที่
ทุกชุมชน
ทุกผู้คนของประเทศ
^
^
เห็นด้วยตรงจุดนี้อย่างมากมาย ข้าน้อยคิดว่าบางทีมันก็เป็นเรื่องของทุกผู้คนของประเทศ เรื่องของ"กำแพง"มันเป็นปัญหาของทุกคนและความเชื่อที่ต่างกันออกไป

อย่างกำแพงเบอร์ลินนั้น ข้าน้อยว่าถึงแม้จะมีวันที่ประเทศได้รวมเป็นหนึ่ง แต่ก็ใช่ว่าทุกผู้ทุกคนจะสมานฉันท์กันได้

หลังจากเหตุการณ์The Fall of Berlin ประชาชนก็ยังใช้เวลาหลายปีกว่าจะฟื้นคืนหลายๆอย่าง บางทีแม้แต่ปัจจุบันก็ยังมีรอยแผลที่ลืมกันไม่ได้ (เช่น ความเชื่อใจกันอะไรแบบนี้ เพราะเมื่อสมัยกำแพงเบอร์ลินถูกทำลายแรกๆ ก็ยังมีประชาชนทางฝั่งWestก็ยังกลัวว่าคนทางEastจะกระจายระบอบสังคมนิยมมาให้) อีกอย่างความเชื่อของคนก็เปลี่ยนกันยาก(ยิ่งคนที่ใช้เวลาทั้งชีวิตอยู่ในสมัยของGerman Democratic Republic(ที่ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่1949)) ประชาชนหลายคนที่เคยถูกชิงอิสรภาพภายใต้การปกครองของStasiก็เอาโอกาสดีๆในชีวิตกลับคืนมาไม่ได้

กำแพงเบอร์ลินถูกสร้างขึ้นและทำลายลง แต่สิ่งที่ถูกทำลายก็เป็นสิ่งที่จับต้องได้ กำแพงในใจคนยังต้องใช้เวลาอีกนาน กำแพงใจที่มองไม่เห็นของคนไทยก็เช่นกัน sad smile

สุดท้ายจะคนชาติไหนก็ยังเป็นคน ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยตลอดเวลาจริงๆ ^^"

ปล. รู้สึกเหมือนจะออกประเด็นนิดหน่อย ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ขออภัยฮะ "OTL

#1 By Daiong [ไดอง] on 2009-09-04 08:23