(APH) Let's meet again my brother part 7
posted on 20 Oct 2009 10:23 by ruk21us in ETC-FANFICTIONคำเตือน เฮตาเลีย เป็นเพียงการ์ตูนที่สมมติประเทศเป็นคนเท่านั้นเจ้าค่ะ สำหรับฟิคเรื่องนี้เป็นการเขียนตีความประวัติศาสตร์ตามใจผู้เขียนเท่านั้น ค่ะ และเฮตาเลียไม่ใช่การ์ตูน Y นะคะ
ฟิคชั่นเรื่องนี้มีความรุนแรง ทั้งภาษา และพฤติกรรมตัวละคร ไม่เหมาะกับผู้ที่อายุตํากว่า 17 ปีค่ะ
ตอนที่ 7
เพราะว่ารักมาก เพราะว่าคาดหวังไว้มาก เพราะว่ามอบให้ได้แม้กระทั่งชีวิต ดังนั้นแล้ว กับเพียงแค่ศักดิ์ศรีหรือเกียรติภูมิ กับเพียงแค่ความล่มสลายหรือความล้มเหลวพ่ายพัง จึงมอบให้ได้โดยไม่แม้เพียงต้องย้ำคิด ให้ฉันหายไปและนายคงอยู่ ให้ฉันสูญสิ้นแต่นายหยัดยืน บางทีนะ.....ความผิดของฉันก็คือ การที่
ฉันรักนายมาก
จนเกินไป
ชื่อของมันเสียดแก้วหูและน่าชิงชัง นามของมันน่าขยะแขยง ตัวตนของมันทำร้ายผู้คนและแบ่งแยกสิ่งที่เคยมีเพียงหนึ่งเดียวให้เป็นสองอย่างนิรันดร์กาล สูงตระหง่าน ดำทะมึน และแปดป้ายไปด้วยความขัดแย้ง เลือด และความตาย สำหรับผู้ที่ทำได้เพียงเฝ้ามองนั้นมันคือสัญลักษณ์ของสงครามที่หนาวเหน็บ หากแต่สำหรับผู้ที่อยู่ในสถานะที่ถูกกระทำทั้งสองฝ่ายนั่น มันคือ....ความขมขื่นของประเทศชาติ
" อีกแล้ว...งั้นสินะ" กำมือของตนเองแน่นในขณะที่เหงื่อกาฬแตกและต้องทนรับฟังเสียงปืนแสลงหูอยู่ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมานับแต่ "กำแพงเบอร์ลิน" ถูกสร้างขึ้น ผู้คนที่ตะเกียกตะกายบุกฝ่าข้ามไปเพื่อญาติพี่น้อง เพื่อครอบครัว เพื่อคนรัก เพื่อสิ่งที่เรียกว่า "ชีวิตที่ดีกว่า" และครั้งแล้วครั้งเล่าที่ตอนจบนั้นคล้ายคลึงกัน เสียงกระสุนปืนที่ดับความฝันและความหวังทั้งปวง หลงเหลือเพียงเสียงร่ำไห้ระงมและความคั่งแค้นแสนสาหัส
" ......................................" ไม่อาจพูดอะไรออกมาได้ เพราะตนเองนั้นก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าตนเองนั้นคงอยู่เพื่ออะไร และต้องการทำอะไร ดวงตาสีทับทิมนั้นทอดมองออกไปไกลและตัดสินใจที่จะนิ่งเงียบ ตั้งแต่หลายเดือนก่อน เขาถูกประฌามจากรัฐบาลของตนเองว่าเป็น "คนทรยศ" และโทษทัณฑ์ก็คือการถูกกักบริเวณไว้แต่เพียงในห้องนี้ อย่าว่าแต่จะแก้ตัวอะไรเลย เขาไม่มีสิทธิที่จะพูดเสียด้วยซ้ำ รู้สึกราวกับว่าตนเองเป็นอะไรสักอย่างที่ไร้สิ้นซึ่งศักดิ์ศรี เหมือนเป็นเพียงผ้าขี้ริ้วสกปรกที่ไม่เหลือคุณค่าอะไรเลย " มันผิด...ที่ฉันสินะ" ผิดที่เกิดมาอีกครั้ง ผิดที่จำอะไรไม่ได้เลย ผิดที่ไม่ได้เข้าใจอะไรเลยและเอาแต่ปฏิเสธความจริง การเลือกที่จะยอมรับเฉพาะสิ่งที่ตนเองต้องการกลับกลายเป็นความผิดบาปที่ไม่อาจได้รับการอภัย ความรักที่ผิดเพี้ยน ความรู้สึกที่บิดผัน ความโง่เขลาที่คิดว่าจะหยุดอยู่กับความสัมพันธ์ในอดีต
" นี่ปรัสเซีย...นายน่ะ ตามใจเด็ก...จนเสียคนรู้มั้ย" ยิ้มออกมาและหลับตาลงทิ้งตัวเองลงบนเตียง หน้าต่างถูกเปิดแง้มทิ้งไว้ปล่อยให้หิมะที่เริ่มตกลงมาโรยตัวเข้ามาในห้อง ห้องที่เจ้าของผู้ถูกจองจำนั้นปรารถนาที่จะย้อมมันให้ขาวบริสุทธิ์
แต่ความผิดพลาดที่เกิดขึ้น
กลับไม่อาจเลือนหาย
สายลมพัดแรงอยู่เสมอ พัดแรงผ่านท้องทุ่งน้ำแข็งแห่งรัสเซีย พัดผ่านนครเบอร์ลิน ดั่งสายธารกาลเวลาที่ทำให้ประวัติศาสตร์เคลื่อนคล้อย ความรู้สึกที่ไม่อาจบอกกล่าว ความรวดร้าวเพราะหลงใหลที่ท้ายที่สุดนำไปสู่ความพ่ายพัง กับแค่เพราะว่า....รักเธอมาก....
" ผม....คงจะรักเธอมากจนเกินไป" อีวานบอกกับตนเองในปัจจุบัน ในยามที่เขาเปิดประตูห้องเข้ามาเพื่อมาพบชายหนุ่มผู้ถูกจองจำ แลเห็นร่างนั้นนอนนิ่งอยู่บนเตียง ลมหนาวโกรกเข้ามาพร้อมกับเกล็ดหิมะที่ยะเยือกเย็น ก้าวเดินเข้าไปและพิศดูร่างนั้น เส้นผมสีขาวพิสุทธิ์ เปลือกตานั้นค่อยๆเปิดขึ้นอย่างเชื่องช้าเผยให้เห็นดวงตาสีแดงสวย ริมฝีปากสีซีดที่เม้มสนิท ใบหน้าที่แม้ซูบซีดไร้สีสันแต่กลับทรงเสน่ห์ยวนยั่วอย่างไม่เคยเสื่อมคลาย เอื้อมมือจับที่มือซ้ายของอีกฝ่าย มันเย็นจัด เย็นราวกับน้ำแข็ง หากแต่อีวานก็ยังคงได้กลิ่นไอแดดที่มาจากมือคู่นี้อยู่ดี
" จะฆ่าฉันหรือเปล่า...อีวาน" กิลเบิร์ตเอ่ยถาม เขาร้องไห้จนไม่มีน้ำตาจะไหลอีกแล้ว มันเหือดแห้ง เหนื่อยหน่าย เศร้าสร้อยเหลือคณา เพราะรักมากจนเกินไป.....ท้ายที่สุดจึงย้อนกลับมาทำร้ายตนเองจนแตกหักพัง
" ผมจะไม่ฆ่าเธออีกแล้ว จนป่านนี้แล้วผมคิดอะไรอยู่...เธอไม่เข้าใจเลยหรือ" นั่งลงข้างกายและจูบที่หลังฝ่ามือนั่น ถึงแม้รู้ว่าตนเองโง่เขลาแต่ก็ไม่อาจยั้งความโกรธแค้นเอาไว้ ทำไมกัน ทำไมเธอถึงไม่เคยมองผม ไม่เคยเลือกผม ทุกครั้งที่เราพบกัน เธอก็มีใครอีกคนอยู่ข้างกายตลอดเวลา กระทั่งเกิดขึ้นใหม่อีกครั้ง เธอ....ก็ไม่เคยเป็นของผม
" ฉันเข้าใจ เข้าใจดีเลยล่ะ " เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงแหบแห้งและปิดเปลือกตาลงอย่างเหน็ดเหนื่อย เหนื่อยเหลือเกิน หนาวเหลือเกิน " หนาว..."
" หนาวงั้นหรือครับ...."
" กอดฉันทีสิ..อีวาน..." เอ่ยขึ้นและบีบมือของฝ่ายตรงข้ามตอบรับ ในสมองนั้นขาวโพลนและไม่สดับถึงเสียงอะไรอีกแล้ว สูญเสียไปแล้วทุกสิ่งทุกอย่าง ว่างเปล่า ไร้สิ้นซึ่งความหวังใดๆ ไม่มีเด็กคนนั้นอีกแล้ว ไม่มีคนๆนั้นอีกแล้ว หากปัจจุบันนั้นโง่เขลาเฉกเช่นนี้ ไฉนจึงต้องเกิดมาอีก หากปัจจุบันทุกข์โศกระทมเศร้ามากเกินรับเช่นนี้ ทำไมถึงต้องเลือกที่จะกลับมา อยากหายไป อยากหายไป อยากหายไปเสียเหลือเกิน " จะช่วยฆ่าฉัน...ไม่ได้หรือไงกัน"
นึกเสียใจ
ที่ไม่ใช่มนุษย์
" ทำไม....ผมถึงต้องมองแต่เธอกันล่ะครับ" จูบที่ไร้ซึ่งหัวใจ ความสัมพันธ์ที่ว่างเปล่าและไร้ซึ่งความเสน่หา ใครกันที่ว่าขอเพียงได้รักก็สุขใจ ใครกันที่ว่าขอเพียงได้รักก็อิ่มใจ มันผิด มันผิด เพราะว่า...
รักที่ได้แต่เพียงสัมผัส
รักที่ปราศจากหัวใจ
มันว่างเปล่า
ในวันนั้นหิมะก็ตกเช่นกัน ในวันที่อีวานได้ทราบเรื่องการแต่งงานระหว่างแบรนเดนบูร์กและปรัสเซีย ปีนั้น ปี ค.ศ. 1618 พันธมิตรใหม่ระหว่าง แบรนเดนบูร์ก-ปรัสเซียได้เกิดขึ้น และสองอาณาจักรก็กลายเป็นหนึ่งเดียว เขายืนอยู่ที่นั่น ตัวเขาที่เพิ่งจะเป็นเด็กหนุ่มแรกรุ่นที่ยังอ่อนเยาว์กว่าอาณาจักรทั้งสองนั่น งานวิวาห์การเมืองที่ดูไม่เหมือนงานวิวาห์เพื่อสงครามแม้แต่น้อย เมื่อฝ่ายแบรนเดนบูร์กในชุดนายทหารสีแดงอมฟ้านั้นจุมพิตฝ่ายเด็กหนุ่มปรัสเซียที่อยู่ในชุดนายทหารสีฟ้าสดใสสลับขาว สองคนนั่นหัวเราะและยิ้มด้วยกันครั้งแล้วครั้งเล่าก่อนจะมอบจุมพิตให้แก่กัน ตัวเขาในตอนนั้นได้เห็นปรัสเซีย อาณาจักรของอัศวินที่เขาแลเห็นมานับร้อยปีนั้นแตกต่างจากที่เคยเป็น เด็กหนุ่มแรกรุ่นผู้นั้นงดงาม งดงามไม่ใช่เพราะว่ารูปกาย หากแต่เป็นรอยยิ้มนั่น เสียงหัวเราะนั่น ท่าทีที่กระตือรือร้นและเขินอายในยามที่ถูกฝ่ายคู่แต่งงานประคองกอด
" ข้ายินดีด้วยนะ กิลเบิร์ต...." ตัวเขาเอ่ยแสดงความยินดีอย่างไม่แน่ใจในตนเอง ทั้งที่อากาศเย็นจัด แต่เพียงมองอีกฝ่ายที่กำลังยิ้มให้อย่างเขินอายนั่น เขาก็กลับรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอย่างประหลาด
" อะ! ข้าไม่ได้เต็มใจแต่งหรอกนะ! มันเป็นเรื่องการเมืองต่างหาก! คนที่สุดยอดอย่างข้าน่ะไม่จำเป็นต้องแต่งกับเจ้าคนพรรค์นี้หรอก!!!" ตะโกนโหวกเหวกออกมาอย่างไม่อายสายตาใครที่เฝ้ามอง แต่อีวานนั้นรู้ดี ท่าทีแบบนั้นของนักรบก็เหมือนกับว่าพ่ายแพ้ให้กับฝ่ายตรงข้ามไปแล้ว
" ขอบคุณที่มานะ อีวาน" ชายหนุ่มแบรนเดนบูร์กเอ่ยขึ้นบ้าง เขาค้อมศีรษะให้เด็กหนุ่มผู้อ่อนวัยกว่าหากแต่ก็เป็นหนึ่งในอาณาจักรที่กำลังขยายอำนาจในเวลานี้ นามนั้นคือ....รัสเซีย
" ขอให้มีความสุขมากๆ....ทั้งสองคน" เอ่ยแสดงความยินดีอีกครั้งก่อนจะเป็นฝ่ายเดินจากมา หิมะค่อยๆปรอยตกลงมา ยามที่ผินหน้ากลับไปหาก็แลเห็นคู่แต่งงานที่กำลังยิ้มให้แก่กัน วินาทีนั้นที่เข้าใจเป็นครั้งแรกในชีวิตว่า
ความริษยา
คืออะไร
" ข้ารู้ดีหรอกว่า ดอกทานตะวันดอกนั้น....คงไม่ผินมาหาข้าในเวลานี้" พึมพำบอกกับตนเองเช่นนั้น แม้จะปวดที่หน้าอกจนเจ็บแปลบอยู่บ้าง แต่ก็เข้าใจว่ามีบางสิ่งในโลกที่คงไม่อาจฝืนใจกันได้ ไม่อาจบอกออกมาเป็นมั่นคงว่าความรู้สึกที่สับสนปนเปนี้คืออะไร เป็นสิ่งไหน แต่นึกคิดว่าหากรอยยิ้มนั้นมีมอบให้เขาแม้เพียงครั้ง....ก็คงจะดี
และทุกสิ่ง
ก็ผันผ่าน
ในสงครามยาวนานท่ามกลางความเป็นปฏิปักษ์ อีกหนึ่งช่วงเวลาที่อีวานไม่เคยลืมไปจากลมหายใจของเขา สงครามเจ็ดปีแห่งปาฏิหาริย์ที่เปลี่ยนประเทศนอกสายตาให้กลับเป็นมหาอำนาจ ในสงครามที่เขาเห็นคนผู้นั้นล้มลุกคลุกคลานและเลือดโทรมกายมาโดยตลอด ท่ามกลางเลือดเนื้อและชีวิตที่ล้มหายและความทุกข์ยาก เขาก็ยังคงเห็นร่างสูงสง่าที่ถูกห้อมล้อมอยู่กลางวงล้อมข้าศึก ในสนามรบที่เสียงปืนดังก้อง และเสียงครวญไห้ไม่เคยขาดหาย ต่อให้บาดแผลมากมายและเนื้อกายฉีกขาดเพียงใด ภาพที่งดงามนั่นก็หาได้เคยจางหายไปจากใจ มองมาตลอด มองมาตั้งแต่ตนเองยังเพิ่งเป็นเด็กน้อย ประวัติศาสตร์สอนเขาเพียงแต่ความทุกข์ยากของดินแดนหนึ่ง แต่สายตาของตัวเอง บอกเขาถึงความเกรียงไกรของอีกดินแดนหนึ่ง
" คงต้องบอกว่ายินดีด้วยกับชัยชนะของเธอสินะ ปรัสเซีย" ตัวเขาที่มาเยี่ยมเยือนประเทศแม่ของพระจักรพรรดินีองค์ปัจจุบันของรัสเซียเอ่ยทักทาย ชายหนุ่มผู้ออกมาต้อนรับเขานั้นสวมเสื้อคลุมสีน้ำเงินเข้มกางเกงสีขาว ดวงตาสีโกเมนคู่นั้นสะท้อนกับสีของน้ำแข็งในต้นฤดูหนาวจนแพรวพราวงามระยับจับตา
" หัดตีตัวเสมอผู้ใหญ่แล้วสินะนี่ คุณรัสเซีย" แสยะยิ้มพร้อมกับผายมือเชื้อเชิญไปทางปราสาท อีวานสังเกตว่าบนใบหน้านั้นยังมีร่องรอยแผลเล็กน้อยจากสงครามที่เจ้าตัวมักจะออกรบเป็นแนวหน้าอยู่เสมอ ได้กลิ่นเลือดและควันปืนที่หลงเหลือคละคลุ้ง รอยยิ้มนั้นกระจ่างงดงามและไม่มีทีท่าทุกข์ร้อนเศร้าสร้อย หลังจากต้องสูญเสียแบรนเดนบูร์กไปในสงคราม ทิ้งตัวเองจมดิ่งลงในศึกยืดเยื้อ ทั้งที่ผ่านเรื่องเช่นนั้นมา แทนที่จะมืดมิดโศกสลด แต่ก็กลับยิ่งงามสง่าเฉิดฉาย
" ดูเธอสบายดีนี่นะ"
" ก็ไม่มีอะไรให้ต้องไม่สบายนี่ คงจะต้องแสดงความเสียใจด้วยสินะ เพราะว่า ฉันน่ะ...เป็นผู้ชนะนี่นา" หัวเราะขึ้นเบาๆคลับคล้ายจะเย้อหยันในเรื่องของสงครามครั้งที่เพิ่งผ่านมา แต่ผู้ฟังนั้นกลับเพียงยิ้มตอบรับ ถ้าได้ฟังเสียงของคนๆนี้ล่ะก็ ไม่ว่าจะเป็นเสียงแบบไหน ก็ไพเราะที่สุดสำหรับเขาเสมอ
" เธอยู่คนเดียวแล้วสินะตอนนี้" เอ่ยถามขึ้นอย่างตรงไปตรงมา เพียงคำถามสั้นๆที่ทำเอาอีกฝ่ายต้องผ่อนฝีเท้าลง กิลเบิร์ตนั้นหันกลับมาหาแขกเมืองของเขาก่อนจะส่ายศีรษะเล็กน้อยและกลับมายิ้มร่าอย่างไม่ทุกข์ร้อน
" เสียใจด้วย เพราะฉันอยู่กับท่านพ่อและก็..." ไม่ทันจะได้เอ่ยจบก็ได้ยินเสียงตะโกนร้องเรียกมาจากทางปราสาท เสียงฝีเท้าที่วิ่งตรงมาอย่างรีบร้อนกับใบหน้าขมึงทึงปนกระตือรือร้นและเสียงหอบหายใจ ในสายตาของแขกเมืองจากรัสเซีย นั่นก็เป็นเพียงเด็กชายผมสีบลอนด์ตาสีฟ้าคนหนึ่ง เด็กที่อีวานรู้สึกถึงได้ว่าเด็กคนนี้...เหมือนกับพวกเขา แต่ทันทีที่ปรัสเซียนั้นกางแขนออกและอุ้มเด็กคนนั้นขึ้นมาแนบอก จังหวะหัวใจของอีวานก็พลันเปลี่ยนไปในทันที
" เด็กคนนี้คือ..." เอ่ยถามพร้อมกับเสียงหัวใจที่วิปริตสั่นไหว ลางสังหรณ์นั้นกระตุ้นเตือนบางอย่างราวกับเจตนาที่จะกรีดร้องส่งเสียง เสียงที่ย้ำเตือนว่าบางที.....
" นี่คือน้องชายของฉัน น้องชายคนสำคัญ....เยอรมัน...ลุดวิก" ว่าพลางจูบที่ข้างแก้มของเด็กชาย ในขณะที่เด็กคนนั้นซุกใบหน้าลงที่ข้างซอกคอของผู้ปกครองของตนเอง สองมือน้อยๆนั่นโอบมั่นยึดจับราวกับหวั่นเกรงว่าคนตรงหน้านั้นจะหนีหายไป " ทักทายอีวานสิ ลุดวิก หมอนี่น่ะคือรัสเซียที่เจ้าหญิงแคทรีนของพวกเราเป็นสมเด็จพระจักรพรรดินีอยู่ยังไงล่ะ" คำแนะนำแสนเหิมเกริมนั่นไม่ใช่สิ่งที่ทำให้อีวานตึงเครียดแต่อย่างใด แน่นอนว่าปัญหาไม่ใช่เพราะสิ่งนั้น เขากลับยินดีเสียอีกที่ระหว่างตัวเขากับฝ่ายตรงข้ามนั้นมีพันธะผูกพันกันและกันไว้อย่างสนิทแน่น
" ยินดีที่ได้รู้จัก....อีวาน" ลุดวิกเอ่ยทัก แต่สองมือนั้นยังโอบรอบลำคอของพี่ชายตนเองอยู่ ดวงตาสีไพลินนั้นเงยสบกับฝ่ายตรงข้าม " ผมคือเยอรมัน...."
" ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกัน " เด็กน้อยที่แสนหยิ่งผยองและไร้ซึ่งความเคารพยำเกรงต่อผู้ใด หวั่นใจว่าในสักวันเด็กคนนี้จะเป็นคนที่แย่งชิงปรัสเซียที่แสนเกรียงไกรของเขาไปตลอดกาล หวั่นใจว่าจะเป็นคนที่ทำลายสิ่งที่เขาเทิดทูนใหลหลงจนพ่ายพัง หากได้รู้ว่าทุกสิ่งมันจะต้องจบสิ้นลงเช่นนั้น
ก็อยากจะ
ฆ่ามันเสีย
" ไปเล่นคนเดียวเดี๋ยวนะ ฉันจะพาอีวานไปพบท่านพ่อ" ฝ่ายพี่ชายบอก ลุดวิกแม้จะทำหน้าบึ้งเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ยอมพยักหน้ารับและกระโดดลงจากอ้อมแขนไป กิลเบิร์ตนั้นยิ้มอย่างพึงพอใจกับท่าทีกระปรี้กระเปร่าและความแข็งแรงของน้องชาย เด็กที่เป็นความฝันและความหวังของเขา เพียงเพื่อเด็กคนนี้ ผู้ที่เขามอบความรักให้อย่างมากมายผู้นี้ แม้จะต้องตกนรกก็จะไม่ร้องออกมาแม้เพียงคำ ดวงตาสีแดงที่เฉิดฉายคู่นั้นงดงาม งดงามจนผู้เฝ้ามองเช่นอีวานนั้นไม่อาจยับยั้งชั่งใจได้อีก เขาเอื้อมจับลำแขนของฝ่ายตรงข้ามไว้ในวินาทีนั้น ดวงตาที่ต่างจ้องตอบซึ่งกันและกันอย่างสื่อความหมาย
" สามีของเธอจากไปแล้ว หลังจากมอบความมั่งคั่งและเกียรติยศให้ไว้แก่เธอ" เอ่ยขึ้นและดึงมือขึ้นจุมพิตที่ปลายนิ้วอย่างทะนุถนอม สายลมพัดผ่านมา ลมหนาวจากทางเหนือที่แสนเยียบเย็นได้มอบความกล้าครั้งสำคัญให้กับเด็กหนุ่มผู้หนึ่ง " ยามนี้ล่ะ เธอ..... ต้องการกำลังจากผมบ้างหรือเปล่า" คงไม่อาจบอกได้ว่าจะดียิ่งไปกว่าชายผู้นั้น แต่ก็จะรักเธอยิ่งกว่าใคร มองแต่เธอเพียงผู้เดียว การแต่งงานที่สมศักดิ์ศรี ความรักใคร่ที่น่าชื่นชม ไม่มีคู่แต่งงานไหนจะเหมาะสมยิ่งไปกว่าพวกเขาในเวลานี้อีกแล้ว ตอบรับเถอะ ได้โปรดตอบรับ ผม.....ต้องการเธอ
" ฉันคนเดียวก็ชนะสงครามบ้านั่นได้ อีวาน" ให้คำตอบของข้อเรียกร้องและสะบัดมือทิ้งจากพันธนาการของฝ่ายตรงข้าม มันไม่ง่ายเลยที่คนเราจะตกหลุมรักถึงสองครั้งอย่างที่ใครต่อใครว่า ความรักที่ฝังตรึงใจ...มีเพียงครั้งเดียวก็เกินประมาณ " ประเทศที่สุดยอดของสุดยอดอย่างฉัน ไม่จำเป็นต้องขายตัวเองให้ใครหรอกน่ะ" หัวเราะขึ้นเสียงดังและหันหลังกลับเดินนำไปยังเส้นทางสู่พระราชวัง
" นั่นสินะครับ......" ยิ้มให้กับตนเองและไม่พูดจาอะไรอีก คำขอแต่งงานครั้งแรกในชีวิตนั้นดูจะสูญเปล่าเมื่อผู้ที่ตนปรารถนานั้นผลักไสอย่างไม่ไยดี ทว่า แม้จะเป็นเช่นนั้นก็ไม่เป็นไร แม้ว่าจะต้องมองอยู่เช่นนี้ไปชั่วกาลนานก็ตามที " ผมก็จะรอ จนกว่า...."
จนกว่าแบรนเดนบูร์ก
จะตายไปจากใจเธอ
มันเป็นฝันที่แสนนาน กิลเบิร์ตรู้สึกว่าตนเองลอยคว้างอยู่กลางอากาศก่อนที่จะตกลงสู่ความมืด ทิ้งดิ่งลงมาจนเกือบจะกระทบพื้น หากแต่กลับกลายเป็นว่าถูกโอบอุ้มอยู่ในวงแขนของใครบางคน ครั้นพอลืมตาตื่นก็แลเห็นใบหน้าที่เคยคุ้น และความฝันก็พลันหวนคืนกลับมา
อดีต
ที่งดงาม
" เป็นเด็กที่ดีนี่นะ อีวานน่ะ" นั่นคือประโยคเริ่มต้นบทสนทนาของค่ำคืนระหว่างคู่แต่งงาน กิลเบิร์ตที่กำลังนั่งดื่มเบียร์ที่เขานิยมชมชอบอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียงพลันสำลักเบียร์จนไอเข้าเสียยกใหญ่ ทำเอาอีกฝ่ายนั้นต้องหัวเราะขึ้นอย่างเสียไม่ได้
" อย่าหัวเราะนะ! เจ้าคนเสียมารยาท!" วางแก้วลงบนโต๊ะก่อนจะตบอกตัวเองและไอต่อ ท่าทีแบบนั้นทำเอาแบรนเดนบูร์กอดไม่ได้ที่จะเข้ามาช่วยลูบหลังแต่ก็ไม่วายยังหัวเราะขันอยู่ " อย่ามาจับนะ! เห่ยชะมัด!"
" หากว่าการจับต้องภรรยาตนเองเป็นเรื่องผิด งั้นหรือเจ้าปรารถนาให้ข้าไปพบผู้อื่นในยามวิกาลแทนที่เล่า" ชายหนุ่มกระเซ้าและนั่นก็ทำให้อีกฝ่ายพลั้งเงยหน้าขึ้นมองอย่างไม่สบอารมณ์นัก ใบหน้าแดงชาดขึ้นและพลันรู้สึกร้อนวูบวาบกับคำเรียกขานนั่น แน่นอนว่าให้คนที่เคยชินกับการขี่ม้าสวมเกราะวิ่งในสนามรบมาถูกเรียกแบบนี้ มันก็ย่อมจะต้องอายกันบ้างล่ะ....
" งั้นก็เชิญตามสบายเถอะ! แล้วอย่าลืมไสหัวกลับไปเบอร์ลินเสียด้วย!" ตะคอกใส่ใบหน้าหล่อเหลานั่นแต่กลับพลันถูกเชยชิดปลายคางขึ้นและริมฝีปากนั้นก็ประทับลงที่ข้างแก้มของปรัสเซียผู้กำลังตื่นตระหนก " จะ...เจ้าเล่ห์นักนะ"
" นี่เป็นการแสดงความจริงใจต่างหากเล่า ข้างนอกยามนี้หนาวสั่น เจ้าจะใจดำผลักไสสามีให้ไปพบกับความเหน็บหนาวกระนั้นน่ะหรือ" จูบประทับบนหน้าผากและเอื้อมมือลูบไล้ข้างต้นคอ ลากไล้แช่มช้าผ่านเนื้อกายและจุมพิตแผ่วเบาที่หัวไหล่มนที่เผยออกจากการปลดกระดุมเสื้อ รู้สึกถึงผิวกายของเด็กหนุ่มที่ร้อนวูบขึ้นมา และใบหน้าอวดดีนั้นก็ขึ้นสีเรื่ออย่างอับอายเหลือคณา " ใต้ชายคาแห่งนคร Königsberg ก็คือที่สถิตแห่งหัวใจข้า" หัวใจที่มอบให้ใครคนหนึ่ง หนึ่งเดียว..ในชีวิต
" ขอถามหน่อยสิ...." ฝืนเอ่ยขึ้นยามที่มือไม้ของฝ่ายตรงข้ามเปะปะระรานอยู่กับเสื้อนอกของตนเอง หัวใจเต้นระส่ำทั้งอับอาย ทั้งตื่นเต้นกับวาจาอ่อนหวาน ความรู้สึกระคนปนเปจนบอกไม่ถูกว่านี่เป็นความรู้สึกแบบไหนกัน " ทำไม...ถึงพูดถึงอีวานขึ้นมาล่ะ" เจ้าหนุ่มศัตรูตัวฉกาจและสหายตามธรรมเนียมนั่น
" เพราะข้าเข้าใจสายตาของเขาอย่างไรเล่า นั่นคือสายตาของคนที่มองใครบางคนด้วยความเสน่หา" มองเจ้า มองมาที่เจ้า ดวงตาคู่นั้นที่ไม่มีสิ่งใดสะท้อนในสายตานอกเหนือไปจากตัวเจ้าที่ข้ากำลังโอบกอดอยู่ในเพลานี้ " อีวานหลงใหลในตัวเจ้า ภรรยาข้า"
"หา!!!!" เบิกดวงตากว้างและถึงกับชะงักค้าง เด็กที่เขาเห็นมาแต่เพิ่งเป็นเด็กน้อยนั่นน่ะหรือ หลงรัก....ตัวเขา " บ้าน่า! เจ้าน่ะบ้าไปแล้ว สายตาเจ้ามันต้องมืดบอด ไม่ก็ถูกผีป่าซาตานสิงแน่!!!" โวยวายอีกครั้ง แต่ก็ถูกจูบประทับปลอบโยนลงบนริมฝีปากอย่างนุ่มนวล เรียวลิ้นนุ่มนวลปราศจากการบังคับหรือผลักไส จับมือของกันและกันไว้ รู้สึกถึงลมหายใจของกันและกัน เพียงสัมผัสก็รู้สึกถึงชีวิต รู้สึกถึงหัวใจ
" ภรรยาข้ามีเสน่ห์ถึงเพียงนี้ ผู้ใดจะหลงรักก็ไม่แปลกมิใช่หรอกหรือ" เจ้างดงามเพราะเจ้าเป็นเจ้า เจ้าสูงส่งเพราะเจ้าไม่เคยหลงลืมตน ข้ารักเจ้า รักเจ้ามาก และเพื่อเจ้าแล้ว..... " ดังนั้น ข้าจึงภูมิใจที่เจ้าเลือกข้า และยินดีที่จะให้ข้ากอดโดยปราศจากเงื่อนไข"
" มั่นใจจังนะ" แสยะยิ้มและเอนใบหน้าซบลงกับแผ่นอกอีกฝ่าย ได้ยินเสียงหัวใจเต้น ได้กลิ่นกายและได้รู้สึกถึงชีวิต " สักวัน...ข้าอาจจะเปลี่ยนใจไปเลือกผู้อื่นก็ได้นี่นะ"
" ก็ไม่เห็นเป็นไร เพราะว่าเจ้าก็จะยังคงจดจำได้อยู่ดีว่า ครั้งหนึ่งเจ้าเคยเลือกข้า และเคยยินยอมให้ข้ากอดโดยพร้อมใจ....ภรรยาข้า" เชยชิดจุมพิต และต่างก็แลกเปลี่ยนความหวานล้ำของรสจูบอย่างที่ไม่เคยมอบให้กับผู้ใดมาก่อนในชีวิต
สามีคนแรก
ภรรยาคนแรก
คู่ชีวิต....คนสุดท้าย
" ข้ารักเจ้า...ปรัสเซีย" ล้มกายลงด้วยกันและเปลื้องอาภรณ์จนต่างก็กอดก่ายแลกไออุ่นให้แก่กัน ระรินรดความหอมหวานของจุมพิตและลมหายใจ ไม่มีความหนาวเย็นใด ปราศจากความขมขื่นใดมากล้ำกราย
" อย่า...อย่าจากไปไหนนะ...แบรนเดนบูร์ก....." เรือนกายเปลือยเปล่าและการโอบรัดที่เปี่ยมล้นเสน่หา พึงใจและพอใจ เพียงพอไม่มีขาดเกิน ไม่มีใครในสายตา ไม่มีใครผู้อื่นแม้เพียงในความฝัน ร้อยพันคำรักใด ก็หามีเหมือนไม่ สิ่งที่สูงส่งของการรัก....
คือหัวใจ
ที่มอบให้กัน
ฝันหนึ่งจบสิ้น และในความมืดนั่นใครบางคนโน้มจุมพิตลงมาอย่างอ่อนโยน อ้อมกอดรัดที่แสนเสน่หา และช่วยปาดเช็ดหยาดน้ำตาที่ไหลหลั่งอาบแก้มลงมา นี่คือในจิตใต้สำนึก ในความฝันที่ล่องลอยโหยหา ในความนึกคิดที่ไม่อาจเอื้อมคว้าถึง
" นี่....ข้าหายไปได้หรือยัง" เหนื่อยเหลือเกิน อ่อนใจเหลือเกิน
" ข้าตอบเจ้าไม่ได้หรอก แต่ว่า......" กอดไว้แนบอกและจุมพิตที่ข้างแก้มอย่างแสนหวง " ในความฝันนี้....ข้าปลอบโยนเจ้าได้ ภรรยาข้า" ยิ้มให้อย่างไม่เคยเปลี่ยนผัน คงมั่นอย่างมิอาจมีผู้ใดเสมอเหมือน
"เราไปด้วยกัน ไม่ได้หรอกหรือ..." หายไปด้วยกัน จมหายไปสู่อดีตอันเรืองรุ่ง หากเชื่อว่ามีคนผู้เดียวคือคู่ชีวิต เหตุไฉนยามที่คนผู้นั้นจางหายไป จึงกลับยังต้องกลั้นใจฝืนดำรงอยู่ เพราะเป็นอาณาจักร เพราะว่าต้องคำสาปจากโลกมี่โสมมใบนี้ เพราะว่าเป็นเช่นนั้น....จึงต้องทนดำรงอยู่หรือไร
" ข้าตอบเจ้าไม่ได้ในเวลานี้...เพราะเจ้าหาใช่ตัวเจ้าอย่างที่เคยเป็นไม่" ไม่ใช่เจ้าที่เข้มแข็งมั่นคงและยิ้มได้งามงดอย่างไม่มีผู้ใดเสมอเหมือน เจ้าในยามที่แตกหักพ่ายพังนั้นตรึงใจข้า แต่ว่า....ไม่ใช่ " เจ้ารู้คำตอบนี้แก่ใจตนเองดี พักเสีย นานเท่าที่เจ้าปรารถนา...."
และเมื่อลืมตาตื่น
ก็จง
หยัดยืนขึ้นเถิด
จบตอน
อดีตของท่านอีวาน ท่านแบรนเดนบูร์ก กับกิลเบิร์ตเจ้าค่ะ เลยครึ่งเรื่องมาแล้ว เตรียมตัวเข้าสู่จุดจบเจ้าค่ะ
ปล.ขออภัยที่ไม่ได้ตอบคอมเมนต์เช่นเคยนะเจ้าคะ
edit @ 20 Oct 2009 10:45:17 by ruk21us
edit @ 3 Nov 2009 08:53:29 by ruk21us

แต่อ่านลงมาจนจบคุณสามีแย่งซีนหมดเลย 555+
(โอ้ยยยย แอบแว๊บมาอ่านก่อนสอบค่ะT//T รอตอนต่อไปใจจดใจจ่อ ว่าแต่ลุดไม่รับผิดชอบอะไรเลยหรอคะ! ปล่อยกิลมาตรอมใจแบบนี้ได้ไง อร๊ายยยยย/meโดนเตะ 555+)
#1 By syaolee on 2009-10-20 10:47