ตอนที่ ๗

                อัคนิรุทรเพิ่งจะวางกระเป๋าในห้องของตัวเองลง ในตอนที่พี่ชายของเขาเคาะประตูห้อง ดูเหมือนท่าทางหงุดหงิดงุ่นง่านของเขาจะทำให้พี่น้องรู้สึกระแคะระคายมากกว่าที่เขาคิด พวกเขาพี่น้องอาจจะไม่มีความลับต่อกันมากมาย แต่ก็ไม่บ่อยที่จะมาเคาะประตูพูดคุยกันเป็นการส่วนตัว

“วันนี้นายกลับเร็วนี่นา โดนคุณหมอไล่กลับมาหรือไง” พี่ชายยิ้มแย้มเดินเข้ามานั่งที่โซฟากลางห้องก่อนจะเอกเขนกมองดูน้องชายที่ตีสีหน้ามู่ทู่ใส่ ในสายตาคนเป็นพี่ ต่อให้น้องชายทำหน้าเบี้ยวแค่ไหน ก็ยัง...ดูน่ารักอยู่ดีนั่นล่ะ

“พี่พล พี่กำลังแช่งผมอยู่นะ” อัคนิรุทรว่า เพราะข้อความนั่นมันช่างแทงใจดำนัก

“เห นายรุทรน้องรัก การที่นายกลับมาแต่หัววันโดยไม่ไปอยู่โยงที่โรงพยาบาลน่ะ มันจะตีความเป็นอื่นได้อย่างนั้นรึ” พล หรือ ‘พลวรรธน์’ พูดอย่างยียวน เป็นที่รู้กันในหมู่พี่น้องว่าตลอดเดือนกว่าที่ผ่านมาน้องชายคนเล็กของพวกเขาใช้เวลาไปเกาะแกะนายแพทย์หนุ่มอนาคตไกลที่โรงพยาบาล

ตอนแรกแม้จะคิดว่าจะเกิดปัญหา ไม่สิ จะยิ่งทำให้เด็กเจ้าปัญหาอย่างอัคนิรุทรมีปัญหามากขึ้นหรือเปล่า แต่ครั้นพอเอาเข้าจริง น้องชายดันกลับกลายเป็นคนดีขึ้นมาถนัด อัคนิรุทรเปลี่ยนเป็นคนตื่นแต่เช้า เข้าเรียนตรงเวลา ประหยัดเงินทอง แถมยังดูใจเย็นขึ้นอีก

                ดูเหมือน...จะเปลี่ยนไป

“มันก็...ใช่ล่ะนะ” ฝ่ายน้องชายถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะทรุดลงบนโซฟาข้างพี่ชาย มันไม่ถึงขนาดจะเรียกว่าถูกไล่กลับหรอก แต่ว่า... “ทวิชไปราชการแทนท่านผู้อำนวยการ กว่าจะกลับก็บ่ายวันอาทิตย์น่ะ”

“อ้อ” พยักหน้าอย่างเข้าใจ  ที่แท้ไม่ได้ถูกไล่ แต่ฝ่ายนั้นยุ่งจนไม่มีเวลามาพูดคุยด้วยสินะ “แล้วนายก็เลยทำหน้าเหมือนคนอกหักรักคุด วิ่งหนีกลับบ้านน่ะหรือ” หัวเราะเบาพลางยกมือขึ้นขยี้เส้นผมอีกฝ่าย เพราะอายุอานามใกล้กันที่สุดในบรรดาพี่น้องสี่คน พวกเขาจึงทั้งใกล้ชิดและเล่นหัวกันมาแต่เล็กแต่น้อย แน่นอนว่า ย่อมเข้าใจกันมากที่สุดด้วย

“ไม่ได้อกหักซะหน่อย!” บ่นอย่างหงุดหงิด เพราะที่จริงแล้ว ก็เป็นแค่เพื่อนร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่มากไม่น้อยไปกว่านั้น และบางทีเพราะเป็นแค่เพื่อนนี่ล่ะถึงได้รับแค่ข้อความในไลน์บอกว่า

                ‘ไปราชการแทนผู้อำนวยการ วันอาทิตย์กลับ ไม่ต้องมาหานะ’

                เน้นย้ำว่า...ไม่ต้องมาหา

                ส่วนไอ้รายละเอียดที่ว่าไปงานที่ไหน อย่างไร กลับกี่โมงนั่น มันเป็นตัวอัคนิรุทรที่ซักไซ้ไล่เรียงเอาเองทั้งนั้น แต่ก็นั่นล่ะ เขาไม่ควรคาดหวังว่าทวิชจะเอาใจใส่ในรายละเอียดมากมายนัก แค่คนๆนั้นยอมส่งข้อความบอก นี่ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดีมากแล้ว

                แต่มันก็รู้สึกแปลกอยู่ดี จะบอกว่าเขาเรียกร้องมากไป หรือฝ่ายนั้นจริงๆจะไม่ได้สนใจอะไรเลย...

“ก็คุณหมอเป็นผู้ใหญ่ ทำงานทำการแล้ว ก็ต้องมีธุระปะปังของผู้ใหญ่นั่นล่ะ” ฝ่ายพี่ชายอธิบาย ตัวเขาเองก็มีอายุอานามไล่เลี่ยกับคุณหมอทวิชคนนั้น ย่อมจะเข้าใจว่าคนอายุขนาดเขาเรื่องการทำงานสร้างเนื้อสร้างตัวถือเป็นสิ่งสำคัญ จะให้เที่ยวเล่นทานข้าวกับนักศึกษาที่ยังเรียนไม่จบบ่อยๆ นั่นก็ลำบากใจเหมือนกัน...

“ตามไปดีมั้ย?” ฝ่ายที่ถูกทิ้งพึมพำขึ้นมา แต่แทนคำตอบกลับเป็นพี่ชายที่เขกหัวเขาเข้าอย่างจัง “พี่พล!!!!”

“ตามไปจะได้ถูกเหม็นขี้หน้าน่ะสิ” นั่นคือข้อแนะนำที่จริงจังและจริงใจที่สุดจากญาติสนิท

“จะบอกว่าผมยุ่งไม่เข้าเรื่องล่ะสิ!” จับหัวที่ถูกเขกพร้อมกับบ่นต่อ ให้ตายเถอะผู้ใหญ่นี่ช่างเข้าใจยากกันเสียจริงๆ

“เขาเรียกว่าไม่รู้จักกาลเทศะนะ คุณชายรุทร” กอดอกและปรายสายตามองอีกฝ่ายเชิงตำหนิ ดูเหมือนสิ่งที่อัคนิรุทรขาดไปมากที่สุดในตอนนี้ก็คือมารยาทนี่ล่ะ

“กาลเทศะ...แค่ไปยืนดูเฉยๆกับรอรับกลับวันอาทิตย์ มันจะไม่ถูกกาลเทศะได้ยังไง ใช่ว่าผมจะทำตัวงี่เง่าเข้าไปวุ่นวายกับทวิชเวลาทำงานเสียที่ไหน” นั่นเป็นสิ่งที่เขาคิด ตอนนี้ทวิชไปประชุมที่หัวหิน หากเขาขับรถไปไม่นาน ไปเช่าโรงแรมเดียวกัน แล้วก็รอจนถึงวันอาทิตย์ ไม่แน่ บางทีฝ่ายนั้นอาจจะใจอ่อนยอมไปเที่ยวกับเขาต่ออีกสักหน่อย “ไปดีกว่า”

                แต่พอจะลุกขึ้นยืนจริงๆกลับเป็นพลวรรธน์ที่ดึงแขนน้องชายไว้ ด้วยความที่เป็นพี่น้องที่สนิทกันมากทำให้เขาเดาความคิดเจ้าน้องชายคนนี้ออกจนปรุโปร่ง

ไม่ใช่ว่าเขาจะอยากแทรกแซงเรื่องส่วนตัวของน้องชายหรอกนะ แต่หากฟังจากนิสัยของคุณหมอคนนั้นทั้งจากที่น้องชายเล่า และที่เขาแอบไปสืบมาแล้ว คุณหมอคนนั้นค่อนข้างจะ...เป็นพวกสันโดษที่เอาแต่ใจพอควร

กับคนแบบนี้ ควรทำเช่นไร?

                ถ้าปล่อยอัคนิรุทรไปตอนนี้ไม่แคล้วว่าต้องมีปัญหากันจนถึงขั้นเลิกคบหาอย่างแน่นอน ระหว่างคนเอาแต่ใจกับเด็กไม่รู้จักกาลเทศะ ผลที่ได้คงมีสองอย่างคือ ทำให้คุณหมอทวิชไม่ต้องมาทนความวุ่นวายที่เกิดจากน้องชายเขาอีก ส่วนน้องชายก็คงกลับไปเบื่อโลกนิสัยเสียเหมือนเมื่อก่อน และคราวนี้...น่าจะเบื่อหนักเสียด้วย

                ซึ่งนั่น...ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่ตัวพลวรรธน์ต้องการ

“นี่สินะที่ว่าหลงเขาจนตาบอดน่ะ” พลวรรธน์พูดเตือนสติ แต่อีกฝ่ายกลับดูจะไม่ค่อยให้ความร่วมมือเท่าที่ควร

“ก็อยากเจอนี่นา พี่พลนั่นล่ะ คิดมากเกินไปแล้ว”

“ก็ถ้าฉันเป็นเขา แล้วมีไอ้หนูที่ไหนก็ไม่รู้ไปป้วนเปี้ยนเวลางาน นอกจากจะรู้สึกรำคาญแล้ว ก็จะพาลหงุดหงิดน่ะ นายเองก็เป็นไม่ใช่เรอะ เวลาที่ใครมายุ่งเรื่องส่วนตัวของนายบ่อยๆ ก็จะพาลไม่ชอบขี้หน้าน่ะ” เจตนาพูดผลเสีย กับหยิบยกเรื่องเก่าๆมาพูด อัคนิรุทรตอนนี้ก็เหมือนคนที่ชื่นชอบใครบางคนจนอยากอยู่ข้างๆตลอดเวลา คิดถึงตัวเอง มากกว่าที่จะคิดถึงเรื่องของอีกฝ่าย “ฉันเห็นด้วยนะที่นายไปสมัครฝึกงานที่โรงพยาบาล ถ้าเป็นแบบนั้น สู้นายเอาเวลานี้ไปเตรียมตัวทำงานไม่ดีกว่ารึ เผลอๆฝ่ายคุณหมอจะประทับใจกับความตั้งใจของนายมากกว่าอีกนะ”

                ถึงตอนนี้อัคนิรุทรกลับนิ่งไป ไม่ใช่ว่าเขาไม่เข้าใจสิ่งที่พี่ชายพูด และก็ไม่ใช่ว่าเขาจะไม่เข้าใจนิสัยของทวิช เพียงแต่เขาในตอนนี้ก็เหมือนคนที่หน้ามืดตามัว ไม่สิ พูดให้ถูกก็คือหลงใหลในตัวทวิชอย่างถอนตัวไม่ขึ้น อยากเจอ อยากคุย อยากเห็นคนๆนั้น

                แต่สมองกับความรู้สึกนั้นก็มักจะสวนทางกันอยู่ตลอดเวลา เขารู้ว่าทวิชเป็นผู้ใหญ่ มีงาน มีสังคม มีเรื่องส่วนตัวของตนเอง ไม่ว่าใครก็ล้วนแต่ต้องมีช่วงเวลาที่ต้องการความเป็นส่วนตัว ดังนั้น การที่เขาจะเอาตัวเองไปผูกติดในโลกของคนๆนั้น มันต้องเป็นสิ่งที่ผิดอยู่แล้ว

                แม้จะคิดว่าตอนนี้คนๆนั้นอาจจะกำลังคุยกับคนอื่น หัวเราะกับคนอื่น ยิ้มให้กับคนอื่น แต่นั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่เขาจะไปเรียกร้องอะไรเอากับทวิชได้ ก็...ทั้งๆที่รู้

“ผมน่ะรู้หรอกนะว่าตัวเองกับทวิชอยู่คนละสถานะ” นักศึกษากับนายแพทย์ มันก็ไปกันคนละทางอยู่แล้ว

“อืม” พลวรรธน์พยักหน้ารับ เขารอว่าน้องชายจะพูดอะไรต่อ

“ทำไมไม่เจอกันให้เร็วกว่านี้ ไม่สิ ผมน่าจะเกิดเร็วกว่านี้สักหน่อยนะ” พูดในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แต่ก็พาลจินตนาการไปว่า หากเขากับทวิชเป็นเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน ใช้ชีวิตในสังคมแบบเดียวกัน บางที ความสัมพันธ์ของพวกเขาอาจจะราบรื่นและสะดวกกว่านี้มาก “ไม่ก็ให้ทวิชเกิดช้ากว่านี้สักนิด”

                ทำไม...

“งี่เง่า” ในที่สุดพี่ชายก็พูดขึ้นพร้อมกับยิ้มให้ความคิดแบบเด็กๆของน้องชาย เขาเข้าใจหรอกนะ ความรู้สึกแบบนั้น ความรู้สึกที่ไม่ได้ดั่งใจและรู้สึกว่ามีบางอย่างเร็วไปหรือช้าไปในชีวิต “ไม่เคยได้ยินที่เขาพูดกันหรือว่า ‘คนที่ใช่ ในเวลาที่เหมาะสม’ ”

“หืม?”

“นั่นก็หมายความว่า ไม่มีอะไรเร็วหรือช้าจนเกินไป แต่การที่คนเราประสบพบกับใครหรือเหตุการณ์ใด นั่นก็คือช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดที่พระเจ้าประทานมาให้แล้ว”

“...”

“ถ้าเร็วหรือช้าไปกว่านี้ นายกับเขาก็อาจจะเกลียดขี้หน้ากัน ไม่ถูกชะตากัน หรือไม่ก็ไม่แยแสกันเลยก็ได้ แต่เพราะเป็นอัคนิรุทร กับ นายแพทย์ทวิช ณ ช่วงเวลานี้ที่พวกนายพบกัน ถึงได้เป็นเพื่อนกันได้อย่างไรล่ะ”

                เวลาที่เหมาะสม ผู้คนที่ถูกใจ ไม่ว่าสิ่งใด ก็ล้วนมีจังหวะของตนเอง และหากเป็นเช่นนั้น การที่อัคนิรุทรพบกับคุณหมอทวิช ในเวลานี้ กับคนๆนี้ แม้มันอาจจะไม่ได้จบลงอย่างสวยงาม แต่ก็ย่อมมีความหมายในตัวของมันเอง

                และคนที่จะตอบว่าความหมายนั้นคืออะไร คงเป็นคนสองคนนี่เท่านั้น

                เป็นเรื่อง ของคนสองคน

“ช่างมองโลกในแง่ดี” อัคนิรุทรยิ้มขื่น แต่กระนั้นเขาก็ยอมนั่งลง เลิกที่จะเอาแต่พุ่งไปข้างหน้าโดยไม่ดูตาม้าตาเรือ

“คนเราในที่สุดก็แก่ทันกันหรอกน่า นายก็...เป็นตัวนายแบบนี้นั่นล่ะ” เหตุเพราะหากน้องชายของเขาไม่มีอะไรดีเลยสักอย่าง คุณหมอก็คงไม่เสียเวลาคบหาเป็นเพื่อน ในความเย็นชาที่อัคนิรุทรแลเห็น แท้ที่จริงเขาอาจไม่รู้ตัวว่ามีความรู้สึกดีๆบางอย่างที่เบ่งบานขึ้นด้วยเช่นกัน

“งั้น ไปอ่านหนังสือดีกว่า”

“หนังสืออะไร?”

“คู่มืองานผู้ช่วยเลขานุการทางการแพทย์ไงล่ะ คุณพี่ชาย” ยิ้มให้ และนึกขอบคุณสำหรับคำเตือนที่มีค่ายิ่ง

Comment

Comment:

Tweet