My Wings are Broken Part 1

posted on 09 May 2015 14:13 by ruk21us in ORIGINAL-FICTION

My Wings are Broken

คำเตือน นิยายเรื่องนี้ ติดเรต YAOI

เป็นนิยาย อีโรติค ติดเรต NC 17

และ ฉีกศีลธรรมในทุกรูปแบบ

เมื่ออ่านคำเตือนแล้วรับได้ เชิญอ่านเจ้าค่ะ

(ฉากเรต ลากคลุมเอานะเจ้าคะ)

Part 1

ทางเลือก

                ถึงมีปีกก็ใช่ว่าจะบินได้ ถึงมีเสียงก็ใช่ว่าจะเปล่งเสียงได้ และถึงมีน้ำตา...ก็ใช่จะหลั่งออกมาได้

                อย่างน้อยใครคนหนึ่งก็เข้าใจมาตลอดว่าชีวิตของตนเองเป็นเช่นนั้น ทั้งที่พยายามกระเสือกกระสน แต่สุดท้ายก็คลับคล้ายคนโง่เขลาที่ได้แต่พากเพียรแล้วก็ล้มลงไม่เป็นท่า ท้ายที่สุดก็ได้แต่ยอมรับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ถึงกับก้มหน้ารับโชคชะตา แต่จะเชิดใบหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิก็เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้

                ทั้งหลอกลวง เลวทราม และเห็นแก่ตัว

“เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่ พระจันทร์เสี้ยวมันมีอะไรงดงามมากมายนักหรืออย่างไร” ชายผู้หนึ่งเอ่ยกับชายหนุ่มอ่อนวัยอีกคนผู้ซึ่งนุ่งห่มชุดยูคาตะสีดำนั่งอยู่ริมหน้าต่าง หากแต่กลับไม่มีคำตอบใดเล็ดรอดออกจากริมฝีปากบางของอีกฝ่าย เป็นเช่นนี้เกือบทุกครั้งที่ถามคำถาม และเป็นเช่นนี้เกือบทุกครั้งที่พบหน้ากัน

                มีเพียงแสงจันทร์ที่ทาบทาลงมา มีเพียงความเงียบงันที่ทำให้ความห่างเหินระหว่างกันนั้นยิ่งเพิ่มพูน เพราะเหตุใดจึงไม่อาจก้าวข้ามความรู้สึกเฉกเช่นนี้ไปได้

“คิดถึงท่านพี่อยู่หรือไง ‘โคริ’ ” ชายหนุ่มเอ่ยนามเรียก ยังคงพูดต่อพลางยิ้มขึ้นและเดินเข้าไปกอดร่างของอีกฝ่ายไว้จากทางด้านหลัง ใบหน้าซุกไซ้ลงกับต้นคอขาว กิโมโนที่สวมใส่ถูกดึงรั้งออก เผยให้เห็นลาดไหล่และผิวกายที่สวยงาม แม้ไม่ใช่สตรีที่จะมีผิวพรรณละเอียดนุ่มนวล ทว่า เท่านี้ก็เพียงพอที่จะหยุดสายตาของคนทุกผู้ในนครแห่งนี้ให้ต้องหันมาเมียงมอง

                ตั้งแต่วันแรกที่มาถึงนครแห่งนี้ สายตาทุกคู่ของทั้งหญิงชายต่างก็ต้องจ้องมองมายังความงดงามที่ลึกลับสมบูรณแบบของคนผู้นี้

                นามของ ‘โคริ’ คือ น้ำแข็งแก้วที่สะท้อนแสงไฟยามค่ำคืนของหอนางโลมที่ใหญ่ที่สุดในเมืองให้ยิ่งคับคั่งไปด้วยผู้คนมากหน้าหลายตา ล้วนแล้วแต่อยากชมโฉมของเจ้าของนาม และยิ่งพร้อมจ่ายเงินทองมากมายเพียงเพื่อให้ได้รับการปรนนิบัติแม้ชั่วยาม

                ทว่า ทุกคนล้วนแต่ทราบดีว่า หากแม้คนผู้หนึ่งก้าวมาเหยียบที่นี่ ไม่ว่าจะจ่ายเงินทองมหาศาลเพียงใด ก็ล้วนแต่ต้องหลีกทางให้ เหตุเพราะน้ำแข็งนี้เป็นที่รักของวีรบุรุษของแว่นแคว้น

                พี่ชาย...

“ป่านนี้ท่านพี่คงกลับไปนอนกอดภรรยาสุดที่รักอยู่ที่บ้านแล้ว เจ้าจะมองจันทร์รอท่านพี่ก็เปล่าประโยชน์หรอกน่ะ โคริ” เอ่ยชื่อเรียกขานอีกครั้งและจุมพิตลงที่ซอกคอ หากแต่ฝ่ายตรงข้ามนั้นกลับยังเฉยเมยและนิ่งเย็นชา ดวงตาสีดำสนิทเหม่อมองฟากฟ้าแม้ร่างกายถูกกอดรัดผูกพันธนาการไว้เบื้องล่าง

                นามคือโคริ...

“เป็นชื่อที่น่ารำคาญ” เจ้าของชื่อโคริเอ่ยปากขึ้นเป็นครั้งแรก เขาไม่ได้ปัดป้องตนเองจากอีกฝ่ายเช่นเดียวกับที่สีหน้าก็ไม่ได้ชื่นชมยินดีเช่นกัน หากแต่การเปิดบทสนทนาขึ้น ดูจะเป็นสิ่งที่ฝ่ายตรงข้ามรอมาตลอด

“เพิ่งจะเคยได้ยินเจ้าวิจารณ์ชื่อตนเอง” ดอมดมเส้นผมหอมที่ผิดแผกจากคนทุกผู้ ผมของโคริเป็นสีอ่อนออกจะเป็นสีน้ำตาลมากกว่าสีดำ ยาวเพียงถึงกลางหลังและหยักศกเล็กน้อยที่ปลายผม และความแตกต่างนี่เองที่ทำให้เขายิ่งโดดเด่น  

ไม่เพียงเส้นผม หากแต่ชายหนุ่มยังเพียรรอฟังเสียงที่ตัวเขานั้นหลงใหล น่าแปลกว่าเสียงนั้นก็ไม่ได้หวานไพเราะเช่นนางละครหรือนกน้อย แต่กลับเป็นเสียงที่ทุ้มเล็กน้อย ทั้งยังเย็นชาไร้ความรู้สึก แต่ว่า...กลับยิ่งอยากฟังไม่รู้เบื่อ

“คงเพราะข้าคิดถึงชื่อที่แท้จริงของตนเอง” โคริหลับตาและคำนึงถึงสิ่งมากมายที่ผ่านเข้ามาและผ่านไป มันไม่ได้ยาวนานจนทำให้ลืมเลือน แต่มันก็เนิ่นนานเพียงพอที่จะทำให้...หวนระลึก

“หากเจ้าบอกชื่อจริงของเจ้า ข้าก็จะเรียกให้นะ” ยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์พร้อมกับไล้ปลายนิ้วเข้าไปใต้สาบเสื้อด้านหน้า ค่อยๆลูบไล้ผิวกายที่เขาโหยหาจินตนาการมาตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้อยากจะกอดไว้มากมายเพียงใด หากแต่คนผู้นี้ก็หาได้เป็นของๆเขาแต่เพียงผู้เดียวไม่

“เปล่าประโยชน์” เอ่ยเช่นนั้นพร้อมกับหันใบหน้ามาจ้องมองชายหนุ่มที่กำลังถือวิสาสะล่วงเกิน เขารู้ดีอยู่แล้วว่าคืนนี้มันจะต้องจบเช่นใด ก็เหมือนหลายๆคืนตลอดปีกว่าที่ผ่านมา เพียงแต่ขึ้นอยู่กับว่าเป็น ‘ใคร’ เท่านั้น “ท่านแม่ทัพไปตรวจราชการเร่งด่วนข้าย่อมทราบดี ไม่เช่นนั้นท่านน่ะหรือจะกล้าหักหาญน้ำใจท่านแม่ทัพใหญ่ได้” เผยอยิ้มขึ้นพร้อมกับใช้ปลายนิ้วเรียวงามสัมผัสใบหน้าที่กำลังฉีกยิ้มเจ้าเล่ห์ดั่งสุนัขป่า

“ข้าก็แค่กลัวว่าโคริจะเหงาเท่านั้น ก็เลยมาอยู่เป็นเพื่อนในคืนนี้” บอกด้วยน้ำเสียงออดอ้อนและยังคงคลอเคลียอยู่ไม่ห่าง มือนั้นค่อยลูบไล้ลงมาที่แขนขาวและจุมพิตลงที่ข้างแก้ม แต่กระนั้นอีกฝ่ายก็ยังนิ่งเฉยมึนชากับท่าทีของเขาอยู่ดี “อยากจะให้ข้าช่วยกอดเจ้า ใช่ไหมล่ะ”

                เช่นครั้งแรกที่กอดรัด และเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา

“...” ไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ เพราะรู้ดีว่าไม่ว่าจะแสดงท่าทีเช่นใดไปทุกสิ่งก็ยังคงลงเอยเช่นที่ชายผู้นี้ปรารถนา “อย่าได้ปล่อยมือจากข้า ริวโนสึเกะ”

                ชื่อของคนผู้นี้คือ...ริวโนสึเกะ  

“ข้าชื่นชมเจ้านะ...ที่กล้าโกหกท่านพี่ได้หน้าตาเฉยจนถึงป่านนี้” ริวโนสึเกะหัวเราะเบาพลางเชยชิดปลายคางอีกฝ่ายให้รับจุมพิตหวานร้อนที่เขามอบให้ แววตาสีดำสนิทของโคริยิ่งสะท้อนต้องแสงจันทรา ทั้งยิ่งทวีความงามงดและชวนพิศวง

                ยิ่งยามที่ได้ลูบไล้เสื้อผ้าที่ปิดซ่อนผิวกายก็ยิ่งรู้สึกเป็นสุขและสะท้านสะเทือนเข้าไปถึงหัวใจ เขาไม่อาจบอกว่าความรู้สึกเช่นนี้คืออะไร นอกจากที่เรียกว่าความตื่นเต้นท้าทายกับการที่ได้สัมผัสลิ้มลองสิ่งต้องใจที่ไม่เคยได้แลเห็นมาเลยในช่วงชีวิตของเขา ตั้งแต่แรกเจอจวบจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าอย่างไร

คนในสายตาข้า...มีเพียงเจ้า

“ตั้งแต่เราเจอกันครั้งแรก ข้าก็ปรารถนาในตัวเจ้ามาโดยตลอด โคริ และเหนื่อยที่จะแบ่งปันเจ้ากับท่านพี่หรือผู้ใดแล้ว” พูดในสิ่งที่คิดพร้อมกับดึงรั้งสายโอบิของฝ่ายตรงข้ามออก กิโมโนลู่ลงเผยให้เห็นลาดไหล่สีนวล เจ้าของคำพูดดึงรั้งร่างของอีกฝ่ายเข้ามาและเชยชิดจุมพิตลงบนใบหน้า ริมฝีปาก และซอกคอนั่นซ้ำแล้วซ้ำเล่า หลงรัก และไม่อาจสะกดกลั้นความรู้สึกของตนเองไว้

“...” ฝ่ายโครินั้นไม่ตอบ และไม่รู้สึกยินดียินร้ายแต่ประการใดกับการล่วงเกินของอีกฝ่าย 

                ริวโนสึเกะจุมพิตโคริครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่เคยเบื่อที่จะสัมผัสริมฝีปากบางที่หวานล้ำและให้ความรู้สึกทั้งเย็นเยียบและร้อนรุ่มในเวลาเดียวกัน ยิ่งผิวกายของโคริค่อยๆอุ่นขึ้น ใบหน้าขาวที่ค่อยๆแต้มสีเลือดฝาด และเสียงครางแว่วหวานบางเบาที่เปล่งออกมาก็แทบทำให้เขาขาดสติ

                ดึงรั้งสายโอบิและกิโมโนที่ปกปิดเรือนกายอีกฝ่ายออก ค่อยๆจุมพิตลงบนกระดูกไหปลาร้า ไล่ลงมาถึงแผ่นอก ปลายนิ้วสัมผัสยอดอกนุ่มก่อน ในขณะที่ริมฝีปากนั้นค่อยแตะต้องละเลียดสัมผัสอย่างเนิ่นช้า ยิ่งเขาใช้ปลายลิ้นเล้าโลม โคริกลับตัวสั่นและไม่อาจนิ่งเย็นชาได้เช่นปกติ ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ริวโนสึเกะต้องการเป็นที่สุด

“ข้าชอบเจ้ามากนะ โคริ” ไล้ปลายลิ้นสัมผัสแขนนุ่มและใช้มือสัมผัสไล่ลงมาที่เรียวขา ขาของโคริยาวและสวยงาม ริวโนสึเกะชอบเวลาที่ตนเองสำรวจร่างกายของอีกฝ่ายเป็นที่สุด การทำให้คนที่ปกติเย็นชาจนได้ฉายาว่าน้ำแข็ง หลอมละลายในอ้อมแขนของเขานั้น ต้องนับว่าเป็นความสำเร็จอย่างยิ่งยวด

“อืม...” โคริครางเบา เขารู้สึกเริ่มหัวหมุน และไม่ว่าจะกี่ครั้งก็ตามเขาก็ไม่อาจทานทนต่อการเล้าโลมของริวโนสึเกะได้ ราวกับว่าร่างกายของเขาไม่ได้เชื่อฟังศักดิ์ศรีที่ยังนิ่งสนิทอยู่ภายในเลย ยิ่งนับวัน...กลับดูราวกับจะกลายเป็นคนไร้ยางอายไปจริงๆ

“ตั้งแต่ที่เจ้าเอ่ยปากที่ตลาดค้าทาสวันนั้น ข้าก็มองแต่เจ้ามาตลอดเลยนะ” ยิ้มและจุมพิตริมฝีปากที่สั่นเทิ้มนั่นอีกครั้ง ริวโนสึเกะถอดกิโมโนของตนเองออก และใช้ร่างเปลือยสัมผัสแนบเนื้อกับร่างที่สั่นเทิ้มของโคริ เขาย่อมรู้ตั้งแต่ครั้งแรกว่าตัวเขานั้น... “ข้ารู้ว่าข้าพิเศษสำหรับเจ้า”

“หน้า...ไม่อาย...” เผยอยิ้มเหยียดหยัน กัดริมฝีปากยามที่มือของฝ่ายตรงข้ามสัมผัสระหว่างขาและลูบไล้ช่วงล่างของเขา รู้สึกเวียนหัว และสั่นเทิ้มไปทั่งร่าง มือนั้นค่อยๆโอบกอดอีกฝ่ายรั้งให้เข้ามาทาบทับร่างกายของตนเอง และกลับซบลงบนแผ่นอกกว้างที่เคยคุ้นนั่น

“เพราะข้า คือผู้ชายคนแรกของเจ้า โคริของข้า” ยิ่งเร่งจังหวะมือและยิ่งดูดเม้มยอดอกนุ่มที่ยามนี้แดงก่ำและรับสัมผัสของเขา ยิ่งไล้เลีย ร่างของโคริก็ยิ่งแอ่นกายตอบรับ ทั้งยังครวญเสียงหวานที่ทำให้ใจสั่นจนแทบหักห้ามใจไม่อยู่ ยามนี้ริวโนสึเกะค่อยใช้ปลายนิ้วสอดเคล้นลงที่เบื้องหลังของคู่ร่วมสังวาสของเขา จากหนึ่งนิ้วค่อยเพิ่มจำนวน และยิ่งเรียกเสียงร้องได้จากอีกฝ่ายพอๆกับที่ปลายเล็บของโครินั้นจิกลงบนกลางแผ่นหลังของเขา

“ริว...ริวโนสึเกะ” โคริเอ่ยเรียกครวญครางชื่อของอีกฝ่าย รู้ตัวว่าสติกำลังจะขาดสะบั้น และเขากำลังโหยหาสัมผัสจากชายผู้นี้ “ข  เข้ามา...” แทบไม่เหลือความเขินอายในยามที่ร้องเรียกเช่นนั้น

“แน่นอน โคริของข้า” จุมพิตบนริมฝีปากที่สั่นเทิ้มแต่ทรงเสน่ห์นั่น เขาค่อยๆพลิกร่างอีกฝ่ายให้อยู่ในท่านอนคว่ำ และทาบร่างลงไป ครานี้เป็นโคริที่กรีดร้องขึ้นมาจนริวโนสึเกะต้องยื่นต้นแขนให้เขากัดระงับเสียงไว้แทน หากผู้ใดล่วงรู้ พวกเขาทั้งคู่ล้วนมีโทษสถานหนัก “ทนสักนิดเถิดนะ ข้ารักเจ้า”

“อา...” หอบหายใจหนัก และกลับยิ่งแยกขารับสัมผัสหนักหน่วงของชู้รักที่ปรนเปรอเข้ามาอย่างรุนแรง เป็นความรู้สึกเสียวซ่านที่ยากทานทน ทั้งรังเกียจ ทั้งโหยหา ทั้งปรารถนา ทั้งผลักไส เป็นชายผู้นี้ที่สอนให้เขารู้จักกับความรู้สึกน่าอับอายเช่นนี้

                ริวโนสึเกะถอนกายออกชั่วขณะ ก่อนจะดึงรั้งร่างของโคริขึ้นมากอดแนบแน่น ดอมดมร่างกายที่ชื้นเหงื่อและมีกลิ่นของเขาติดตามผิวกายแสดงความเป็นเจ้าของ ทั้งที่ชอบขนาดนี้ รักมากขนาดนี้ แต่...

“หายใจลึกๆนะ ข้ารู้ว่าเจ้าเจ็บ” ริวโนสึเกะเตือน ก่อนจะค่อยๆแทรกกายของตนเองเข้ามายังอีกฝ่ายที่นั่งอยู่บนตัก แน่นอนว่าโครินั้นดิ้นเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็กลับหลับตามิดรับสัมผัสที่เขาปรนเปรอให้ พวกเขาทั้งคู่ค่อยล้มลงบนพื้นเสื่ออีกครา

               ต่างแลกจุมพิต กระหวัดเกี่ยวสัมผัสกันและกัน และแน่นอน ริวโนสึเกะยังคงเพียรเล้าโลมร่างกายที่เหนื่อยอ่อนของอีกฝ่ายให้ตอบรับเขา

“อา...” ผู้อ่อนวัยกว่าครางกระเส่า ยังคงกอดรัดอีกฝ่ายและไม่คิดปัดป้องตนเอง

“ข้าบอกแล้วว่า ข้าน่ะพิเศษสำหรับเจ้า” หัวเราะเบา และลูบไล้เรียวขาขาวให้อ้ากว้าง ครานี้เขาไม่รีรอที่จะโลมเล้าร่างกายอีกฝ่ายอีกต่อไป แต่กลับทาบทับและเบียดตนเองเข้าหา เนิบนาบ แต่รุนแรงและรุกเร้าในทุกสัมผัส ขยับเป็นจังหวะเชื่องช้า แต่กลับยิ่งเรียกเสียงครวญครางไม่ได้หยุด

“ริว...” แทบเอ่ยชื่ออีกฝ่ายไม่เป็นภาษา สติขาดสะบั้น ทำได้เพียงอ้าขารับความเสียวซ่านที่อีกฝ่ายปรนเปรอเข้ามา รับรู้ถึงตัวตนที่อุ่นร้อนและชวนให้รู้สึกปานจะขาดใจ “เข้า...เข้ามา...”

“ข้ารู้ว่าเจ้าต้องการข้า” ยิ่งเผยอยิ้มอย่างยินดี และสอดร่างตนเองกระชั้นเข้าไปอย่างรุนแรง เสียงกรีดร้องของโคริคงจะดังลั่นหากเขาไม่ยื่นแขนให้อีกฝ่ายกัดไว้ เป็นความเจ็บปวดที่แลกกับความสุขสมที่ไม่อาจหาใครเทียบเทียม หากได้กอดโคริแล้ว ไม่ว่าจะกอดผู้ใดอีก ก็ไม่อาจอิ่มหนำ

นี่คือ...ตัณหาที่บ้าคลั่ง

                ท้ายที่สุด ริวโนสึเกะเป็นฝ่ายที่นอนกอดโคริอยู่ตลอดคืน พวกเขาร่วมรักกันหลายครั้งและไร้สิ้นซึ่งความอายที่จะเรียกร้องขอสัมผัสจากอีกฝ่าย ทั้งจุมพิตที่วาบหวามร้อนแรง ทั้งผิวกายที่เสียดสี ทั้งความรู้สึกยามที่ต่างเป็นของกันและกัน

“ฟ้า...ใกล้สาง” เป็นโคริที่เอ่ยขึ้นขณะที่ยังคงถูกอีกฝ่ายกอดอยู่ และริวโนสึเกะยังคงเพียรที่จะจุมพิตเขา

“ข้าควรช่วยเจ้าจัดการห้องหับ” ริวโนสึเกะบอก เพราะขณะนี้ภายในห้องล้วนสังเกตเห็นได้ง่ายว่าเจ้าของห้องเพิ่งจะใช้มันรับแขกไปเมื่อคืน

                ไม่มีท่านแม่ทัพใหญ่ แต่นางบำเรอคนสำคัญกลับลักลอบคบหาชายอื่น ซึ่งก็คือน้องชายของท่านทัพเอง หากล่วงรู้ถึงคนนอก โทษของริวโนสึเกะและโคริ คงมีเพียงความตายสถานเดียว

“ไม่มีใครเข้ามาจนกว่าจะเที่ยงวันหรอก ข้าจะจัดการเอง ท่าน...รีบไป” หากยิ่งฟ้าสาง คนจะผ่านไปมา นั่นหมายถึงอันตรายอย่างยิ่งยวด

“ก็ได้ คืนนี้...” พยายามจะเอ่ยต่อ แต่โคริกลับส่ายศีรษะ

“ท่านแม่ทัพจะกลับวันมะรืน ข้าจะให้ท่านเห็นร่องรอยใดๆบนกายข้าไม่ได้” นั่นหมายถึงการปฏิเสธที่จะพบหน้า โคริรู้ดีว่าหากปล่อยตัวปล่อยใจไปกับเล่ห์เพทุบายของริวโนสึเกะอีก ต่อให้ท่านแม่ทัพไม่รู้ว่าชายชู้คือใคร แต่ตัวเขานั่นล่ะที่จะถูกจับได้เสียก่อน

“หึ รอบคอบจริงนะ เอาเถิด งั้นข้าจะมาอย่างแขกขอร่วมดื่มสาเกของเจ้าละกัน” ยิ้มให้พร้อมกับจุมพิตบนหน้าผากมน เขาสวมเสื้อผ้าอย่างลวกๆ ก่อนจะปีนหน้าต่างหนีหายลับไปอย่างรวดเร็ว

                ในขณะที่โครินั้นล้มตัวลงนอนอีกครั้ง ยังคงรู้สึกถึงสัมผัสที่ได้รับจากริวโนสึเกะ ร่างกายนั้นสั่นเทิ้ม ไม่รู้ว่าตนเองนั้นควรรู้สึกเช่นใด อับอาย พึงใจ สุขสม หรือตำหนิตนเอง หากแต่หยาดน้ำตากลับไหลลงมาอาบแก้มจนไม่อาจแลเห็นแสงจันทร์ได้อีก ทั้งที่ไม่ได้ร่ำไห้มานานหลายเดือน แต่ค่ำคืนนี้ตัวเขากลับอ่อนไหวนักหนา

หากเลือกทางเลือกที่ดีได้เขาก็ไม่ได้ต้องการเป็นโคริ ไม่ต้องการอยู่ที่นี่ ไม่ต้องการที่จะตกเป็นนางบำเรอของท่านแม่ทัพ เป็นชู้รักของริวโนสึเกะ ทั้งยังอยู่ในสถานะเป็นสินค้าซึ่งหากมีวันใดคนที่ยศฐาสูงกว่าท่านแม่ทัพต้องการ เขาก็คงทำอะไรไม่ได้นอกจากต้องก้มหน้ารับชะตากรรมของตนเอง

แต่ใครกันเล่าที่จะเลือกสิ่งที่ดีได้แต่เพียงอย่างเดียว สิ่งที่เขาทำได้คงมีเพียงเลือก...สิ่งที่ดีที่สุด เท่านั้น

สิ่งที่ดีที่สุด...จากสิ่งเลวร้ายที่มีวางไว้ดาษดื่นตรงหน้า

“ข้า...ควรทำเช่นใดต่อไปดี” ถามตนเองทั้งที่มีคำตอบอยู่แล้ว มีเพียงต้องทน และทนต่อไปเท่านั้น

 

..........................................................       

               

ก่อนที่จะได้ชื่อโคริ ก่อนที่จะมายังแคว้นนี้ แคว้นที่เขาเคยอยู่อาศัยเกิดศึกสงครามกับ ‘แคว้นคามินาริ’ แห่งนี้  และเป็นฝ่ายพ่ายแพ้

ผู้คนจำนวนมากถูกกวาดต้อนมาเป็นทาส ผู้ใช้แรงงาน หรือกระทั่งโสเภณี ในกรณีของโคริ เขายังจำวันแรกที่ตนเองถูกจับมัดมือและล่ามโซ่ตรวนที่ข้อเท้าลากไปยังตลาดค้าทาสได้ดี ในท่ามกลางนครหลวงที่ดูศิวิไลซ์ หากแต่ผู้คนที่นี่กลับป่าเถื่อนและชื่นชอบการใช้กำลังกดขี่ข่มเหงผู้ต่ำต้อยกว่า ในหัวใจของเขานั้นแม้จะเตรียมใจและตัดใจกับสิ่งที่จะต้องพบเจอไว้แล้ว ทว่า ก็อดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้านอย่างนึกหวาดกลัว

                กลัวในสิ่งที่กำลังจะพบเจอ กลัวในคนที่กำลังจะพบพาน

                ในตลาดค้าทาสพวกเขาถูกแยกเป็นชายหญิง ก่อนที่จะมีคนจำนวนมากมายืนชี้เลือกพวกเขาเหมือนผักปลา มันเป็นภาพที่น่าอดสูแต่ทุกคนก็ทำได้แต่เพียงก้มหน้ารับความอัปยศนี้ ตกเข้าช่วงบ่ายก็มีกลุ่มหญิงชายอีกพวกมา โคริสังเกตว่าคนกลุ่มนี้แต่งตัวดีมาก พวกเขาแต่งแต้มใบหน้าด้วยเครื่องสำอางอ่อนๆและเสื้อผ้าที่สวมใส่ก็ล้วนทำจากผ้าไหม

“มาเลือกของเหมือนกันหรือ อาคาเนะซัง” ชายที่ดูเหมือนจะเป็นเจ้าของตลาดเข้ามาทักทายหญิงสูงวัยคนที่เดินนำหน้ามา ดูจากอาการพินอบพิเทาของเขาแล้วก็รู้ได้ทันทีว่าหญิงผู้นี้เป็นลูกค้ารายใหญ่

“มีที่ดูดีบ้างไหมล่ะ เอ้า ช่วยกันดูหน่อย พวกเจ้าก็ด้วยนะถ้าอยากกินดีอยู่ดีแต่งตัวสวยๆ ไม่ว่าจะหญิงหรือชาย ลองเสนอตัวให้ข้าดูหน่อย” เพียงแค่คำประกาศนั่นก็ทำให้ทราบได้ทันทีว่ามีความหมายว่าอย่างไร คนพวกนี้ไม่ใช่พวกหัวหน้าคนใช้หรือผู้ใช้แรงงาน แต่เป็น...คนจากสำนักนางโลม

                ตอนนั้นโคริรู้สึกได้ว่าบรรดาหญิงสาวในตลาดนั้นหวาดกลัวจนตัวสั่น หากถูกคนเหล่านี้ซื้อตัวไป อาจไม่ต้องใช้แรงงานเป็นทาส แต่กลับจะต้องรับแขก และยอมให้คนแปลกหน้าพวกนั้นเชยชมร่างกายของตนเองทุกวันคืน ซึ่งนั่นมัน...นรกดีๆนี่เอง

                ในกรณีของโคริ เขากลับยิ่งสับสน เขาไม่ใช่คนเขลาเบาปัญญา แต่เล็กจนโตเขาย่อมรู้ว่าตนเองมีปัญหากับอะไรมาตลอด เหมือนเช่นคราวนี้ ตั้งแต่เขาถูกพามาจากแคว้นเดิม เขาก็หาทางหลีกหนีโดยใช้โคลนกับขี้ดินป้ายใบหน้าและร่างกายตนเองกลบเกลื่อนมาตลอดทาง

หากแต่ในตลาดค้าทาส เขาจะหนีได้อีกนานสักแค่ไหนกัน

                ยิ่งในโมงยามนี้ ยามที่ร่างกายผ่ายผอมจากการขาดสารอาหาร มือที่เคยพรั่งพร้อมด้วยเรี่ยวแรงกลับอ่อนเปลี้ยคลับคล้ายคนพิการไม่มีผิด

                เขาไม่เคยชินกับมือแบบนี้ ไม่เคยชินกับร่างกายที่ปวกเปียกไร้กำลังวังชาเช่นนี้ นี่มัน ราวกับไม่ใช่ตัวเขาเลย

“กรี๊ด!!!!” เสียงหญิงสาวหลายคนกรีดร้อง แน่นอนพวกนางถูกเลือก เลือกราวกับผักปลา ราวกับตลาดเนื้อสัตว์ แต่ว่า...

“ช่างขยันขันแข็งจริงๆนะอาคาเนะซัง” ชายผู้หนึ่งพูดขึ้นขณะเดินเข้ามาจากทางท้ายตลาด คนผู้นี้แต่งกายด้วยผ้าไหมอย่างดี เก็บเส้นผมยาวมัดรวบ ใบหน้าสะอาดสะอ้าน หากแต่โคริกลับรู้สึกไม่ถูกชะตายิ่ง ด้วยว่าคนผู้นี้ทั้งแววตาและเวลาฉีกยิ้ม ช่างคลับคล้ายสุนัขป่า

                สุนัขป่าที่สนุกสนานกับการกลั่นแกล้งรังแกผู้คน

“คุณชายริวโนสึเกะ” หญิงผู้เป็นหัวหน้าเรียกขาน ใช่ ชายผู้นี้คือ ‘โอคุระ ริวโนสึเกะ’ น้องชายร่วมอุทรของท่านแม่ทัพใหญ่ วีรบุรุษจากสงครามครั้งที่ผ่านมา

 “สาวๆสวยๆเยอะอยู่นะ ท่าทางอาคาเนะซังคงจะได้กำไรงาม” ริวโนสึเกะพูดพลางกวาดสายตาดูรอบๆ นอกจากหญิงสาวที่แตกตื่นแล้ว ก็มีพวกผู้ชายที่กำลังโกรธแค้น และยามนั้นเองที่สายตาของเขาแลมาและสบเข้ากับดวงตาสีดำสนิทของใครบางคน

แม้อยู่ท่ามกลางผู้คนจำนวนมาก แต่ริวโนสึเกะก็ยังงมองเห็นคนผู้นั้นโดดเด่นประจักษ์แก่สายตา เป็นชายหนุ่มร่างผอม หากแต่ดูสันทัดสมส่วน แม้จะมอมหน้าด้วยโคลน แต่เขากลับรู้ได้ด้วยสัญชาตญาณบางอย่าง คนผู้นี้ อาจจะอยู่ผิดที่ผิดทางเสียแล้ว

ตอนนั้นริวโนสึเกะไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่าการละเล่นสนุกสนาน เขาไม่ได้คิดมากไปจนถึงว่าจะเป็นการทำร้ายจิตใจใครหรือไม่ จะเป็นการช่วยเหลือผู้ใด หรือเปลี่ยนแปลงสิ่งใด ทุกสิ่ง...เพียงแค่การละเล่น

การละเล่น...ที่กลับกลายเป็นการเปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาเองไปตลอดกาล

“ล้างหน้าหน่อยมั้ย เจ้าน่ะ” ริวโนสึเกะเอ่ยขึ้นพลางชี้ไปทางโคริที่กำลังหลบสายตาของเขา

“!” โคริตกใจ เขามั่นใจว่าชายที่ชื่อริวโนสึเกะนั่นกำลังพูดกับเขา ด้วยว่าตัวเขาเจตนามอมหน้าตนเองด้วยโคลนจนสกปรกเลอะเทอะ ดังนั้นจึงย่อมตกใจที่จะมีใครอ่านเจตนาของเขาออกจนปรุโปร่ง

“คุณชายริวโนสึเกะ?” อาคาเนะซังเองก็แปลกใจที่คุณชายเจ้าสำอางและมีชื่อเสียงด้านชู้สาวอันดับหนึ่งของเมืองหลวงหันไปให้ความสำคัญกับชายหนุ่มท่าทางสกปรกคนหนึ่ง แต่แน่นอน นางเองก็เห็นชายหนุ่มผู้นั้นแล้ว แม้ใบหน้าเปื้อนสกปรก แต่ดูร่างกายสมส่วน แม้ผิวเกรียมแดดไปบ้างจากการเดินทาง แต่ก็มีผิวขาวเปล่งปลั่งอย่างลูกผู้ดีมีตระกูล รูปหน้านั้นดูสะดุดตาแต่แรกเห็น  “ไปเอาน้ำมาถังหนึ่ง” นางเอ่ยสั่งคนงาน

                และตอนนั้นเองที่นางสั่งให้คนรับใช้สองคนเข้าไปลากตัวโคริออกมาจากมุมด้านใน โคริในตอนนั้นไม่มีเรี่ยวแรง จึงทำไม่ได้แม้แต่จะขัดขืน เขาถูกลากเอามากองไว้แทบเท้าอาคาเนะซัง ก่อนที่จะถูกหญิงผู้นั้นกระชากเส้นผมกดใบหน้าของเขาลงไปในถังน้ำ โคลนที่ติดตามเส้นผมและใบหน้าค่อยหลุดร่อน

“ข้าว่า มาดูกันให้หมดเลยดีกว่านะ” เป็นริวโนสึเกะที่สาดน้ำโครมใหญ่ลงมาบนตัวเขา ก่อนที่จะเข้ามาปาดเช็ดใบหน้าด้วยชายเสื้อของตนเองอย่างไม่เกรงว่าจะสกปรกเลอะเทอะไปด้วย

วินาทีนั้นที่ริวโนสึเกะกลับเป็นฝ่ายนิ่งงันไป ดวงหน้าของคนผู้หนึ่งเมื่อยามแรกเห็นเต็มสายตานั้น ไม่ทันจะได้คิดพิเคราะห์ว่างดงามหรือไม่ หากแต่ก็ดึงดูดความสนใจของเขาไปจนสิ้น ดวงตาคมวาวระยับดุจแสงดาว ทั้งยังพิสุทธิ์แจ่มใส ไร้สิ้นซึ่งความสับสน ปราศจากสิ้นซึ่งความลังเล นั่นเป็นความประทับใจแรกพบที่ยากลืมเลือน นับแต่บัดนั้น และจะเป็นเช่นนี้เรื่อยไป

“เจ้าทำให้ข้าประหลาดใจมาก เจ้าหนู” นั่นเป็นคำพูดแรกที่ริวโนสึเกะพูดกับอีกฝ่าย พลางเชยใบหน้าที่ยามนี้สะอาดสะอ้านขึ้นให้คนของสำนักนางโลมได้เห็น

                ยามนั้นที่ผู้คนหลงลืมหยุดหายใจไปชั่วขณะเช่นกัน เหตุเพราะสิ่งที่แลเห็นนั้นต่างไม่ได้คาดคิดมาก่อน ชายหนุ่มสกปรกหากแต่เมื่อล้างตัวด้วยน้ำ กลับปรากฏใบหน้าขาวหมดจด ผิวหน้านั้นละเอียด ดวงตาคมสีดำสนิทงามงอน จมูกโด่งได้รูป ริมฝีปากบางอิ่มเอิบ ยิ่งน้ำที่เทราดลงจนเปียกโชกทั้งร่าง ยิ่งทำให้เห็นได้ว่าเรือนกายและผิวพรรณของคนผู้นี้ละมุนงดงามเพียงใด

แต่ที่ยิ่งกว่าคือความรันจวนใจที่ชวนให้ผู้คนต้องหันมามอง ดุจดั่งเสน่หาที่กัดกินถึงจิตใจ ณ วินาทีที่ประสบพบเห็น เป็นความรู้สึกที่ไม่มีที่มา แต่กลับสัมผัสได้ในทันที

“ดูท่าจะเจอของดีเข้าแล้ว ท่านริวโนสึเกะ” อาคาเนะหัวเราะ นางเข้ามาพิศดูใบหน้าของชายหนุ่มอ่อนเยาว์ โคริในยามนั้นแม้ตื่นกลัว แต่ด้วยสัญชาตญาณ เขากลับจ้องนางกลับด้วยสายตาเย็นชา ราวกับไม่รู้สึกรู้สา สมองของเขากำลังประมวลว่าตนเองควรจะทำเช่นใดในสถานการณ์นี้

ถึงตอนนี้โคริย่อมมองเห็นอากัปกิริยาผู้คนรอบตัวเขาได้ง่าย แต่ไหนแต่ไรเขาก็ถูกฝึกให้ช่างสังเกตและระแวดระวังอยู่ตลอดเวลา การอ่านใจคนก็เป็นหนึ่งในศาสตร์ที่เขาใช้อยู่เสมอ ดังนั้นหากหญิงผู้นี้ไม่ซื้อตัวเขาไป ไม่พ้นคืนนี้ เขาย่อมจะถูกพวกพ่อค้าทาสที่กำลังมองมาอย่างครุ่นคิดพวกนั้นล่วงเกินเป็นแน่แท้ และคงกลับกลายเป็นนกในกรงขังที่คงจะถูกฉีกกระชากปีกจนเลือดอาบและถูกล่ามไปจนวันตาย

แต่หากถูกซื้อไปล่ะ...

“เจ้าหนุ่มน้อย จ้องข้าแบบนี้ อยากจะพูดอะไรอย่างนั้นรึ” นางถามเพราะในสายตาผู้ผ่านโลกมาอย่างจัดเจน ชายหนุ่มอ่อนวัยผู้นี้ไม่ใช่คนไร้เหตุผล มอมหน้าตนเองด้วยสิ่งสกปรกเพื่อเอาตัวรอดมาตลอดทาง คนแบบนี้...รู้ว่าอะไรดีที่สุดสำหรับตนเอง

“ข้า...” โคริพยายามเปล่งเสียง เขารู้แล้วว่าตนเองควรทำเช่นใด

                ในเมื่อทางเลือกที่ดีนั้นไม่มี...ไฉนไม่เลือกทางที่ดีที่สุดเล่า

“ว่าไง”

“ข้า...นายหญิง...กรุณา...” กัดริมฝีปากแทบเลือดกระเซ็น คนที่อยู่ตรงนั้นไม่ว่าใครย่อมรู้ว่าชายหนุ่มผู้นี้กำลังตัดสินใจอย่างยากยิ่ง โดยเฉพาะริวโนสึเกะเขาเฝ้ามองคนผู้นี้ไม่วางตา ทุกการตัดสินใจ ทุกท่วงท่าที ทุกคำพูด ทุกสิ่งทุกอย่างนั่นตรึงเขาไว้อยู่กับที่

“พูดให้ข้าได้ยิน เจ้าหนุ่มน้อย”

“กรุณา...กรุณาซื้อข้าเถิด” ก้มลงแทบเท้าอีกฝ่ายด้วยหัวใจที่แตกหักพังสลาย ไม่มีน้ำตาให้รินไหล แต่บาดแผลยากเยียวยาและโลหิตในหัวใจนั้นได้หลากหลั่งรินออกมาแล้ว

                ศักดิ์ศรี ชีวิต ทุกสิ่งทุกอย่าง

“ซื้อเจ้า?” ยิ้มขึ้นอย่างอารมณ์ดี อดชื่นชมว่าช่างเป็นคนฉลาดนัก “ทำไมข้าต้องซื้อเจ้า ข้ามีหญิงงามมากมาย ข้าจะซื้อเจ้าไปทำไม” นางเจตนายั่วเย้าทั้งที่ในความเป็นจริงนั้นได้ตัดสินใจไปแล้ว

                แต่ที่เหนือความคาดหมายยิ่งกว่าก็คือ ยามนั้นที่ชายหนุ่มดึงโอบิของตน ก่อนจะค่อยถอดกิโมโนท่อนบนออก เผยให้เห็นผิวกายขาวและเรือนกายที่เปียกปอนไปด้วยน้ำใส

มันคือความงาม...ที่สมบูรณ์แบบ

“เอาจริงนะ เจ้าน่ะ” ริวโนสึเกะที่ยืนอยู่ตรงนั้นก็ตกใจเช่นกัน เขาไม่นึกว่าสินค้าชิ้นนี้จะกล้าหาญชาญชัยถึงเพียงนี้ “จะบอกว่าพร้อมจะรับแขกเลยหรือไง” เย้าอีกฝ่าย หากแต่ดวงตาคู่นั้นของชายหนุ่มกลับไม่ไหวติงกับคำปรามาส

                สำหรับโคริ เมื่อได้ตัดสินใจไปแล้ว ก็มีแต่ต้องไปให้สุดทาง การจะล้มกลิ้งทำอะไรครึ่งๆกลางๆย่อมหาใช่วิสัยของเขาไม่

                เหมือนที่ตกปากรับคำว่าจะมายังแว่นแคว้นนี้ เช่นที่ให้คำสัตย์สัญญาว่าจะต้องทำภารกิจให้บรรลุผล ดังนั้น กับแค่การขายสิ้นซึ่งศักดิ์ศรีของตนเอง...มักจะสักเท่าไหร่กันเชียว

“ไม่ใช่ให้ผู้ใดเป็นผู้ขาย แต่ข้า ขอเสนอขายตัวข้า...ให้กับท่านเอง” พูดอย่างเย็นชาไร้หัวใจ ทั้งดวงตาที่มองไปยังอาคาเนะและริวโนสึเกะนั้นก็ยิ่งทำให้ผู้ถูกมองรู้สึกชื่นชมระคนตกตะลึง ให้ตายเถิด คนผู้นี้...

                ช่างบ้าบิ่นและอาจหาญจนเกินงาม...

“เจ้าชนะ พ่อหนุ่ม”

“นายหญิง?”

“จงจำไว้ว่า ข้าจะขายเจ้าทำกำไรให้งามที่สุด” นางบอกพร้อมกับรอยยิ้มที่มาดมั่นพึงใจ

                และนั่นคือสาเหตุที่โคริถูกซื้อมาที่สำนักนางโลม

ชื่อ ‘โคริ’ นั้นอาคาเนะซังเป็นผู้ตั้งให้ ส่วนตัวเขาพอถูกซื้อมาเข้าจริง ก็กลับหวาดวิตกต่อไปอีกหลายราตรี

ในตอนนั้นเขาไม่มีทางเลือก หากไม่เลือกสำนักนางโลม ก็คงต้องถูกพวกพ่อค้าทาสข่มเหงแทน ไม่ว่าทางใดศักดิ์ศรีก็หมดสิ้นอยู่ดี หากต้องเป็นเช่นนั้น มิสู้ยกราคาตนเอง เพื่อทำสิ่งที่มุ่งมาดให้เป็นจริงจะดีกว่าหรือ

“บ้าบิ่นไม่สมตัวเลยนะเจ้าน่ะ” อาคาเนะซังพูดขึ้นในคืนแรก หลังจากที่จับโคริมาขัดสีฉวีวรรณเสียใหม่ จึงยิ่งพบว่าชายหนุ่มอ่อนเยาว์ผู้นี้ทั้งงดงามและมีกริยามารยาทดั่งลูกผู้ดีมีตระกูล ก่อนที่จะถูกจับมาเป็นทาสน่าจะต้องมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีทีเดียว แต่ยิ่งเห็นรูปโฉมและคาดเดาภูมิหลังก็ยิ่งรู้สึกได้ว่าช่างเป็นชายหนุ่มที่นิสัยไม่สมกับใบหน้า

                งามดั่งเทวดาในภาพวาด แต่ใจกลับแข็งดุจศิลาเหล็ก แววตาแม้งามละเมียด แต่อีกมุมกลับดุดันและเย็นชา เป็นคนสองบุคลิก ไม่สิ ควรเรียกว่าเป็นคนที่มีสองด้านในตนเองเสียมากกว่า

“จะดีจะร้าย ข้าก็อยากจะเลือกเองขอรับ” โคริบอกตามจริง เขาเลือกมาโดยตลอด แม้ในวิถีทางที่ผู้คนมากมายวิพากษ์วิจารณ์ว่าเขาไม่ได้เลือก แต่ในความเป็นจริง เขาก็เลือกสิ่งที่ดีที่สุดจากโชคชะตาที่เลวร้ายเกินพรรณนานั่นมาโดยตลอด

ในเมื่อฟ้าสั่งกำหนดให้เขาต้องพบเจอแต่เรื่องราวเฉกเช่นนี้ หากไม่ทำใจยอมรับ ก็คงต้องใช้ชีวิตดั่งตกนรกทั้งเป็น ซึ่งเขา...ไม่ต้องการเช่นนั้น  

“เลือกเอง? เลือกอย่างที่ผู้คนจะตราหน้าเจ้าว่าขายศักดิ์ศรี ขายร่างกายปรนเปรอปรนนิบัติความใคร่ของผู้อื่นน่ะหรือ?” หัวเราะอย่างนึกขัน ทั้งที่น้ำเสียงของเด็กหนุ่มเรียบเย็น แต่กลับให้ความรู้สึกน่าเอ็นดู หากเป็นผู้อื่น การถูกบังคับขายเข้าสำนักนางโลมย่อมจะได้รับความเห็นอกเห็นใจ และแม้จะเต็มใจหรือไม่ก็ยังได้ชื่อว่าถูกบังคับ มีข้อแก้ตัวมากมายเพื่อเรียกร้องความสงสารเห็นใจ

                แต่กับคนที่...ขายตัวเอง จะเอาอะไรไปเรียกร้องขอความสงสารจากผู้อื่นกันเล่า

“นั่นก็คง...ดีกว่าที่จะถูกพ่อค้าทาสรุมขืนใจน่ะขอรับ” เขาสารภาพสิ่งที่ตนคิดออกมา และนั่นก็ทำให้นายหญิงของเขาพยักหน้ารับ เป็นความจริง เพราะหลังจากนั้นราคาค่าตัวของโคริก็สูงขึ้นทันที แต่นางก็ตัดสินใจที่จะซื้อ ไม่ใช่แค่กำไรที่อาจได้รับ แต่คงเพราะถูกชะตากับเด็กหนุ่มที่เอาจริงเอาจังผู้นี้เข้าเสียแล้ว

“ดี ข้าไม่ชอบพวกที่ไม่เข้าใจสถานภาพตนเอง แต่เจ้าเหมือนจะเตรียมใจแล้วนี่นะ สบายใจได้ ข้าไม่ขายเจ้าในราคาถูก และยิ่งจะไม่ขายเจ้าให้พวกกักขฬะไม่รู้ค่าสิ่งของด้วย”

“ขอรับ...” ก้มหน้ารับฟัง แม้น้ำเสียงผู้เป็นนายฟังดูเป็นมิตร หากแต่คำพูดนั้นเสียดแทงใจ

                สิ่งของ...

                นั่นสินะ...


จบตอน

นิยายเรื่องนี้ มาเรื่อยๆเรียงๆ สลับกับความใสของ มินิซีรี่ย์นะคะ 

 

Comment

Comment:

Tweet

เปิดตอนมาแรกก็สนุกแล้วค่า จะติดตามเรื่อยๆนะค้า

#1 By lady-rabbit on 2015-05-10 21:33