My Wings are Broken Part 4

posted on 21 May 2015 22:41 by ruk21us in ORIGINAL-FICTION

My Wings are Broken

 

 

คำเตือน นิยายเรื่องนี้ ติดเรต YAOI 

เป็นนิยาย อีโรติค ติดเรต NC 17 (ในหลายๆความหมาย)

และ ฉีกศีลธรรมในทุกรูปแบบ

เมื่ออ่านคำเตือนแล้วรับได้ เชิญอ่านเจ้าค่ะ

 

บทที่ ๔ 

ฆาตกร

                มันเป็นช่วงสายแล้ว แต่ร่างที่นอนฟุบอยู่บนฟูกนอนนั้นก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะขยับลุกขึ้นแม้แต่น้อย แม้จะมีเสียงเรียกจากภายนอก หรือแม้แต่แสงอาทิตย์สาดเข้าจนแยงตาเช่นใดก็ตาม จวบจนกระทั่งหญิงวัยกลางคนนางหนึ่งก้าวเข้ามานั่งอยู่ข้างฟูกและค่อยๆลูบศีรษะของฝ่ายที่นอนขดตัวอยู่อย่างแผ่วเบา

                ตั้งแต่เห็นสีหน้าท่าทางของโคริเมื่อคืน นางก็ทราบแล้วว่าเช้านี้เขาจะมีสภาพเป็นเช่นใด

“ลุกขึ้นเถอะโคริ ท่านแม่ทัพกลับไปนานแล้วนะ” นั่นคือเสียงอาคาเนะซัง นางค่อยๆลูบศีรษะอีกฝ่ายเพื่อปลอบโยน และค่อยๆเลื่อนผ้าห่มที่คลุมร่างของโคริออก

“ข้า...ขอโทษ” เสียงของโคริแหบพร่า และดวงตาที่มองกลับมานั้นก็บวมแดงอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะกี่ครั้ง เขาก็ทำใจให้เคยคุ้นกับชายผู้นั้นมิได้ มันคือความริษยาและชิงชังที่รุนแรงอย่างที่ตัวเขาแม้รู้ตัวดี แต่ก็ไม่สามารถลบเลือนมันออกไปจากใจได้

 “เจ้าเด็กโง่” ส่ายศีรษะเชื่องช้าและกลับค่อยๆกวาดสายตามองร่างกายเปลือยเปล่าของคนในบังคับของตนเอง ตามร่างของโคริเต็มไปด้วยรอยแดง บนเรียวขามีคราบโลหิต ที่ต้นคอ หัวไหล่ แขน ขา หน้าท้อง ไล่ไปจนถึงสะโพกและต้นขา ปรากฏร่องรอยของคมฟันและรอยเล็บอยู่คละกันไป

ดูเหมือนแม้โอคุระ มิตสึฮิเดะจะเป็นคนอารีมากเพียงใด แต่เขาก็ยังเป็นผู้ชายคนหนึ่งที่มากด้วยกามตัณหาอย่างรุนแรง

“ไปอาบน้ำเถอะ ข้าจะให้คนมาช่วยเจ้าทำแผล” ฝ่ายอาคาเนะซังแนะนำ นั่นคือสิ่งที่ควรทำในเวลานี้

“...” หากแต่โคริกลับนิ่งเงียบ และกลับซุกใบหน้าลงบนฟูกนอน ท่าทางคลับคล้ายคนเหนื่อยหน่ายล้าแรงที่ไม่ต้องการทำสิ่งใดต่อไปอีกแล้ว

จิตใจรับรู้ผิดชอบ แต่ร่างกายกลับปฏิเสธ

“ข้ารู้ว่าเจ้ารังเกียจเดียดฉันท์ท่านแม่ทัพ แต่เจ้าก็รู้แก่ใจว่าขุนนางอื่นย่อมช่วงใช้ร่างกายเจ้าหนักหนาสาหัสไม่ต่างกัน ตัวอย่างมากมายในที่นี้เจ้าก็เห็นอยู่” ถูกต้อง ไม่ใช่ว่านางจะใจไม้ไส้ระกำกับบรรดานางโลมในปกครอง บ่อยครั้งที่นางต้องเข้าไปปลอบโยนแต่ละคนในเช้าหลังจากค่ำคืนที่ระงมไปด้วยเสียงกรีดร้อง ทั้งยังร่างกายที่บอบช้ำ บางคนถูกทุบตี บางคนก็ถูกช่วงใช้ร่างกายอย่างรุนแรง เฉกเช่นโคริ

เทียบกับครั้งแรกที่นางต้องพบเห็นสภาพของโคริหลังจากคืนแรกที่ส่งตัวเขาให้แม่ทัพมิตสึฮิเดะแล้ว นับว่าวันนี้ยังดีกว่ามากนัก

                ดูเหมือนว่ายิ่งฝ่ายตรงข้ามตำแหน่งใหญ่โตมั่งคั่งเพียงใด ก็มีสัญชาตญาณป่าเถื่อนดุร้ายรุนแรงมากขึ้นเป็นทวีคูณเช่นกัน

“ข้า เกลียดเขา...” โคริยังคงพึมพำ แม้จะรู้ว่าบ่นไปก็ใช่จะได้รับความเห็นอกเห็นใจ แต่บางส่วนลึกๆในหัวใจนั้นรู้สึกราวกับถูกเชือดเฉือน  หากไม่ระบายออกมาเสียบ้าง ตัวเขาย่อมไม่อาจทานทนได้อีก

“แต่เจ้าต้องอดทน เอาล่ะ ไปอาบน้ำทำแผลเสีย คืนนี้...” นิ่งไปเพราะรู้ว่าหากพูดต่อไปก็จะวนกลับมาที่ปัญหาเดิมซ้ำๆ

“คืนนี้...เขาก็จะกลับมาอีก” ใช่ กลับมา และทำพฤติกรรมเฉกเช่นเมื่อคืน วนไปมาซ้ำจนกว่าจะลากตัวเขากลับไปด้วยได้ เฉกเช่นสัตว์ถูกล่ามโซ่ไว้ในบ้านเรือน เมื่อถึงตอนนั้นหากแม่ทัพมิตสึฮิเดะปรารถนาจะสมสู่เสพสม ก็ย่อมเสมือนเพียงเปิดกรง แล้วลากคอเขาออกมาเท่านั้น

                ชีวิตแบบนั้นควรนับว่าเป็นชีวิตกระนั้นหรือ...

“อย่าได้คิดในแง่ร้ายนัก อย่างน้อยเจ้าก็ไม่อดตาย และยังมีที่นอนอุ่นให้หลับนอน โคริ ข้าเชื่อว่า เจ้ายังมีโชคอยู่นะ”

“โชค...” ยิ้มขันอย่างเหือดแห้ง แล้วก็กลับเพียรจะหยัดกายลุกขึ้น รู้สึกเจ็บปวดและแสบชาไปทั่วร่าง แต่ที่แล่นลิ่วยิ่งกว่าก็คือความอับอาย หนึ่งปีกว่าที่ผ่านมา ดูราวกับเขากลายเป็นสัตว์เลี้ยงไปแล้วจริงๆ “ข้า...”

                ไม่รู้ว่าตนเองอยากพูดอะไร และไม่รู้ด้วยว่าควรทำอย่างไร อยู่ที่นี่ก็ไม่ได้ จะไปจากมิตสึฮิเดะก็ไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้สักอย่าง ถูกกระชากลากไปมาและคงมีแต่ต้องตายไปอย่างสลดหดหู่

“โคริ...”

“น่ารังเกียจ” โคริพูดขึ้นอย่างเย็นชา เขามองเห็นใบหน้าของตนเองในกระจก แลเห็นผมเผ้ายุ่งเหยิง ดวงหน้าซีดเซียว ริมฝีปากแตกแห้ง และดวงตานั้นช้ำแดง พลางคิดว่าแบบนี้น่ะหรือที่มิตสึฮิเดะผู้นั้นต้องการ และหลงรักนักหนา ร่างกายและใบหน้านี้ มันต้องคำสาปจากนรกอย่างแน่แท้ คิดเช่นนั้นและได้แต่รู้สึกสมเพชเวทนาในตนเองยิ่งนัก “ความงาม...หาได้ยั่งยืน”

บางทีเมื่อแก่ชรา จนอัปลักษณ์สยดสยอง โคริคิดว่า เขาอาจจะชอบร่างกายและใบหน้าของตนเองขึ้นมาได้บ้าง

“ดังนั้น เจ้าจึงต้องช่วงใช้วันเวลาของเจ้าให้เกิดประโยชน์” อาคาเนะเข้าใจความหมายนัยของโคริผิดไป หากแต่ชายหนุ่มก็หาได้โต้เถียงไม่ สิ่งที่โคริทำ มีเพียงนิ่งเงียบเท่านั้น

“...”

“หากเจ้ารู้ตัวว่าตนเองงดงามและมีเสน่ห์มากพอ ก็จงใช้มันทำประโยชน์ให้กับเจ้า อย่างน้อยที่สุดในยามนี้ ท่านแม่ทัพก็เอ็นดูเจ้า รักเจ้า และเมื่อเจ้ารู้จักบังคับใจตนเองดีพอ เจ้าก็จะมองเห็นทางหนีทีไล่ โคริ...ข้าคิดว่าเจ้าฉลาดพอที่จะรู้ว่าต้องทำอย่างไรต่อไป”

                เพราะชีวิตของนางโลมหรือโสเภณีนั้นมีแต่ความไม่แน่นอน เรื่องโลกีย์นั้นเป็นกิเลสของมนุษย์โดยแท้ และการปักใจร่วมหลับนอนกับผู้ใดก็เป็นความพึงพอใจที่เสื่อมสลายได้ง่ายดาย คำรักนั้นเชื่อไม่ได้ คำมั่นสัญญานั้นก็ช่างเหลวไหล หากมีโอกาสได้เป็นที่นิยมชมชอบจากผู้ใด สิ่งที่ไขว่คว้าได้ ก็คือการเรียกร้องขอ ขอให้มากที่สุด เก็บให้มากที่สุด เพื่อจะได้มีบางสิ่งไว้เลี้ยงตนเองในยามอับจน

                และหากไม่สิ้นลมเสียก่อน...ย่อมได้รับมาซึ่งอิสรภาพ

 

...................................................

 

                ครั้งแรก ไม่สิ ครั้งที่สองที่พบกับแม่ทัพใหญ่ โอคุระ มิตสึฮิเดะโคริจำได้ว่าในคืนนั้นเขาถูกอาคาเนะซังจับแต่งตัวเสียใหม่ กิโมโนในคืนนั้นเป็นกิโมโนสีฟ้าอ่อนลายดอกไม้ ใบหน้าถูกตกแต่งด้วยแป้งผัดและสีชาดอ่อนๆแต่พองาม เส้นผมถูกหวีรวบไว้อย่างเป็นระเบียบ สิ่งที่เขาต้องทำในคืนนั้นก็คือการรินสาเกอย่างที่ริวโนสึเกะสอนมา

“พี่โคริสวยจังเลยเจ้าค่ะ” เด็กหญิงน้อยๆนางหนึ่งพูดขณะที่นั่งเล่นกับเขาอยู่ที่ริมระเบียงในสวน นางเป็นบุตรของนางโลมที่พลาดพลั้งตั้งครรภ์ และต่อมาเมื่อคลอดบุตรก็ได้รับอนุญาตให้เลี้ยงเด็กทารกไว้

                นับว่า ที่แห่งนี้ยังมีมนุษยธรรมอยู่มาก

                หากเป็นที่อื่น มิแคล้วว่าคงถูกบังคับทำแท้ง ไม่ก็ให้ฆ่าเด็กเสียแต่แรกเกิด เมื่อได้ยินได้ฟังเรื่องราวเช่นนี้ โคริย่อมจะต้องคิดว่าตนเองนั้นยังมีโชคอยู่จริงๆ

“งั้นหรือ” โคริตอบนางพร้อมกับยิ้มให้เล็กน้อย มือนั้นลูบเส้นผมและแก้มเนียนอ่อนนุ่ม รอยยิ้มน้อยๆที่บริสุทธิ์ไร้เดียงสานี่ช่วยปลอบประโลมหัวใจของเขาโดยแท้

“ข้าอยากสวยอย่างพี่โคริบ้าง” นางพูดด้วยสีหน้าท่าทีชื่นชม แต่ฝ่ายตรงข้ามกลับส่ายศีรษะอย่างหมองเศร้า

“เป็นอย่างที่เจ้าเป็นนั่นล่ะ ดีแล้ว” เพราะอย่างน้อยจากที่ได้ทราบมา หากว่าอยู่รอดปลอดภัยไม่ต้องรับแขกกระทั่งไถ่ตัวเองได้ เด็กน้อยผู้นี้ก็ยังมีโอกาสแต่งงานมีครอบครัวปกติสุข ทว่า หากโชคร้าย หากนางกลับเติบโตเป็นสาวงามสะพรั่ง จนกลับกลายเป็นสินค้ามีราคา ชีวิตของนางคงไม่แคล้วตกนรกเช่นมารดา “คืนนี้อย่าออกมาเดินเพ่นพ่านในสวนนะ”

“เจ้าค่ะ” รับคำพร้อมกับใช้มือน้อยๆของเด็กอายุอานามเพียงแปดขวบปีลูบใบหน้าของอีกฝ่าย “ทำไมพี่โคริทำหน้าเศร้าจัง พี่สวยออกขนาดนี้” ในสายตาของนาง โครินั้นช่างแปลกประหลาดนัก ไม่ได้สวยเฉกเช่นพี่สาวพี่ชายทั้งหลายที่เคยเห็น แต่กลับให้ความรู้สึกที่ตื้นตันประทับใจอยากเฝ้ามองไม่ห่าง ราวกับได้เห็นของสูงค่าตั้งประดับอยู่เบื้องหน้า นางไม่รู้ว่าควรจะบรรยายความรู้สึกเช่นนี้ว่าอะไร จึงได้แต่ใช้คำกลางๆตามประสาเด็กน้อยว่า...สวย

                สวยมาก...

“เจ้าชมข้าจนข้ารู้สึกเอียนเลยทีเดียว” หัวเราะเบาและส่ายศีรษะ ที่บ้านเกิดการที่มีใบหน้าเช่นนี้นับเป็นตราบาปโดยแท้ มันช่างเป็นอุปสรรคในการใช้ชีวิตและหน้าที่ที่เขาพึงปฏิบัติ เขาจึงมักหลบเลี่ยงผู้คน ใช้เวลาหมดไปกับการงานและนึกคิดวิธีการที่จะซ่อนใบหน้านี้ไว้ ซึ่งมัน....ก็ได้ผลดีอยู่

                ดังนั้น ตลอดระยะเวลากว่าหนึ่งเดือนที่เขาใช้ชีวิตอยู่ในสถานที่แห่งนี้ เกือบจะเป็นช่วงเวลายาวนานที่สุดในชีวิตที่เขาเปลือยใบหน้าของตนเองให้ผู้คนพบเห็น

“ท่านแม่บอกว่า พี่โคริงดงามที่สุด งดงามที่สุดก็ต้องมีความสุขที่สุดใช่ไหมเจ้าคะ” กฎของที่นี่ หากงดงาม ก็ย่อมพบพานสิ่งที่ดีกว่า นี่หาใช่เรื่องควรอิจฉาริษยาระหว่างกัน แต่ควรชื่นชมยินดีกับเหล่าพี่น้องที่มีชะตากรรมต้องมาอยู่ร่วมกันในที่แห่งนี้ นั่นคือสิ่งที่ทุกคนคิดเห็นตรงกัน

“เป็นตรรกะที่แปลกดี” หัวเราะเบาอย่างนึกขัน ไม่นึกมาก่อนว่าตนเองจะมีวันที่ตกต่ำได้ถึงเพียงนี้ จากเดิมที่แทบไม่มีที่จะหยัดยืนอยู่แล้ว ยามนี้กลับถูกผลักตกห้วงเหว แต่ในเหวลึกที่ว่าก็ยังมีสิ่งที่เรียกว่า ‘โชค’ อยู่บ้าง เมื่อผู้คนที่นี่ล้วนแล้วแต่เต็มไปด้วยความอารีและห่วงใยซึ่งกันละกัน

                ในที่ๆถูกด่าว่า ถูกประณามว่าโสมมเสื่อมทราม แต่ศีลธรรมในใจของหญิงชายที่นี่กลับงอกงามกว่าโลกภายนอก เขาไม่เคยได้ยินคำว่าร้ายระหว่างผู้ใด ไม่เคยได้ยินคำพูดคั่งแค้นอิจฉาริษยา มีแต่คำปลอบโยน คำเห็นอกเห็นใจ ร่วมร่ำไห้ ร่วมหัวเราะยินดี

                เทียบกันแล้วคนผู้ถือตนว่าพรั่งพร้อมด้วยจริยธรรมนำหน้า กลับเลวทรามต่ำช้ายิ่งกว่า

  “ต้องไปทำงานแล้วล่ะ พรุ่งนี้ ข้าจะมาเล่นด้วยอีกนะ” ยิ้มให้กับเด็กหญิง รู้สึกอิ่มเอิบและยินดีมีความสุขยิ่ง

“ข้าจะตั้งตารอนะเจ้าคะ พี่โคริ อ้อ ลุงเก็นจะพาข้าไปเที่ยวงานวัดคืนนี้นี่นา” เด็กหญิงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่านางเองก็มีนัดหมายเช่นกัน

“ลุงเก็น?” โคริพาลนึกขึ้นได้ ลุงเก็นคนที่ว่าคือหัวหน้าคนงานของที่นี่ เป็นไปได้ว่าคืนนี้คงมีแขกมามากมาย และพวกเขาก็คงไม่อยากให้ซายะรบกวนแขกหรือทำให้ผู้เป็นแม่เสียสมาธิ “งั้นเที่ยวให้สนุกล่ะ”

“พรุ่งนี้มาเล่นกันอีกนะเจ้าคะ สัญญานะเจ้าคะพี่โคริ”

“ข้าสัญญา” พยักหน้ารับ ก่อนจะค่อยลุกขึ้นและจัดชายกิโมโนให้เรียบร้อย นึกเสียดายว่าหากมีเวลาได้นั่งเล่นพูดคุยกับซายะยาวๆก็คงจะดี เพราะนี่ทำให้เขาคิดถึงน้องสาวที่บ้านเกิด ยามนี้นางจะเป็นเช่นไร จะอยู่ดีมีสุข จะถูกข่มเหง หรือได้รับภัยอันตรายใดๆหรือไม่

                ความห่วงกังวลนี้ หาใช่เพื่อตนเองไม่

                แต่ในตอนที่โคริกำลังเดินข้ามไปที่เรือนด้านนอกนั่นเองที่เขาเห็นเด็กหนุ่มรับใช้ผู้หนึ่งวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา พอเห็นโคริ เขาก็รีบเบาฝีเท้า โคริจำเด็กหนุ่มผู้นี้ได้เพราะเห็นตั้งแต่วันแรกที่ถูกรับตัวมาอยู่ที่นี่ ชื่อของเด็กหนุ่มคือ ‘สึรุ’ เป็นเด็กที่ถูกพ่อแม่ขายให้มาเป็นคนรับใช้

“แย่แล้วล่ะ! นี่เจ้าได้ยินข่าวหรือเปล่า โคริ!!”สึรุถามด้วยความกระตือรือร้น แต่ก็ไม่ลืมที่จะชม้ายตาแลโคริที่วันนี้แต่งตัวงดงามอย่างสะดุดตา เขาเองอาศัยอยู่ที่นี่มาเกือบสองปีเห็นคนงามมาก็มาก แต่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นชายหนุ่มที่งดงามเปี่ยมเสน่ห์เช่นนี้

                มันไม่ใช่เสน่ห์ที่เพียงผัดแป้งประทินผิวแล้วงดงาม แต่มันคือยามที่มองดวงตาและมองใบหน้าท่าทีของโคริ แล้วบังเกิดความชื่นชมอย่างมิอาจวางตา

“ข่าว?” ไม่ได้มีสีหน้ายินดียินร้ายกับดวงตาของอีกฝ่ายที่จ้องมองมา เพียงแต่สงสัยว่าอะไรที่ทำให้อีกฝ่ายตื่นตกใจถึงเพียงนี้

“ฆาตกรสิบศพหนีออกจากคุก! ตอนนี้พวกเจ้าหน้าที่กำลังออกตรวจจับทุกบ้านเลยนะ!!ท่านแม่ทัพใหญ่ถึงขนาดออกโรงเองเลย!!!”

“ฆาตกร?ท่านแม่ทัพ?” ขณะที่กำลังคิดว่า..ก็แค่ฆ่าคนสิบคนเท่านั้น โคริกลับนึกขึ้นได้ว่าที่ๆเขาอยู่ตอนนี้คือในนครหลวงของแว่นแคว้นใหญ่ หาใช่ในสนามรบที่การฆ่าฟันผู้คนเช่นผักปลานั้นเป็นเรื่องสามัญและถือว่าเป็นความชอบยิ่ง

ในช่วงเวลาที่สงบสุขและความเป็นระเบียบเรียบร้อยถูกควบคุมอย่างเข้มงวด การฆ่าคนเสียสิบคน ย่อมต้องถือว่าเป็นเรื่องใหญ่โต

“เจ้าต้องระวังตัวนะโคริ อย่าได้ออกไปเพ่นพ่านที่ไหนยามวิกาลล่ะ!” เตือนด้วยความหวังจะตีสนิทด้วย แต่ที่ได้รับกลับมากลับเป็นรอยยิ้มแปลกที่มุมริมฝีปากอีกฝ่าย

“เช่นนั้นเจ้าควรสบายใจ เหตุเพราะไม่ว่าข้าหรือผู้ใดในที่นี้ ย่อมไม่อาจออกไปที่ใดยามวิกาลได้อยู่แล้ว และข้าแน่ใจว่าฆาตกรที่เจ้าว่า ก็คงไม่ผ่านมาถนนเส้นนี้ในยามราตรีแน่”

“อะ...” นิ่งไปหลายวินาทีก่อนจะคิดตามได้จนทัน นั่นเพราะบรรดาผู้คนที่นี่ย่อมใช้เวลากลางคืนรับแขก และถนนสายนี้ก็ได้ชื่อว่าพลุกพล่านรื่นเริงที่สุดแล้ว “ข้า ข้าขอโทษ”

“ขอโทษเรื่องอะไรกัน” ทราบดีว่าอีกฝ่ายรู้สึกผิดที่พูดเรื่องไม่ควรพูดขึ้นมา แต่โคริก็เฉไฉไปว่าไม่เข้าใจในเรื่องนั้นแทน สึรุไม่มีเจตนาร้าย ดังนั้นเขาจึงควรถนอมน้ำใจอีกฝ่ายบ้าง

                ทว่า ความผิดพลาดหนึ่งเดียวของโคริในเวลานั้นก็คือ เขาควรคิดคำนึงถึงเรื่องราวที่ตนได้ฟังอย่างใคร่ครวญมากกว่านั้น และหากเป็นเช่นนั้น โชคชะตาของเขา ริวโนสึเกะ และมิตสึฮิเดะ คงจะไม่พัดพาไปในทางที่เลวร้ายยิ่ง

                ตอนที่โคริถูกเรียกเข้าไปในห้องที่คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นเหล้านั้นแม้จะไม่ได้เวียนศีรษะมาก แต่ก็รู้สึกผะอืดผะอมเต็มที ไม่ใช่เพราะกลิ่นสุรา แต่เป็นเพราะทหารชั้นสูงเหล่านี้ล้วนเป็นคนที่เขาสมควรเกลียดชังและริษยา ดังนั้นความคับแค้นที่แล่นอยู่ในอกจึงได้อัดแน่นจนทำให้หายใจติดขัดและสายตาพร่ามัว แต่กระนั้นสิ่งที่เขาทำได้กลับมีเพียงการนั่งรินสาเกและค้อมคำนับให้คนเหล่านี้

                อย่างน้อยมิตสึฮิเดะที่กำลังไล่จับฆาตกรก็ไม่ได้มาในค่ำคืนนี้

                ส่วนริวโนสึเกะ ไม่ได้อยู่ในบรรดาคนเหล่านี้ โคริมาทราบทีหลังว่าคุณชายหนุ่มผู้นั้นทำงานในตำแหน่งองครักษ์ ดังนั้นงานของเขาจึงหาใช่การไปรบ แต่เป็นการถวายอารักขาเจ้าผู้ครองแคว้น นับเป็นตำแหน่งที่มีเกียรติ แต่ก็ไม่อาจร้างชื่อจนเรืองนามได้เฉกเช่นตำแหน่งแม่ทัพใหญ่อย่างแน่แท้ ซึ่งสำหรับโคริแล้วเขานึกยินดียิ่ง เหตุเพราะหากริวโนสึเกะเป็นคนหนึ่งในบรรดาคนเหล่านี้ โคริย่อมจะนึกรังเกียจเขาเฉกเช่นเดียวกัน

“เจ้าชื่ออะไรนะ หนุ่มน้อย” นายทหารหนุ่มผู้หนึ่งเอ่ยถามพร้อมกับจับข้อมือของโคริขึ้นไล้สัมผัส ดวงตานั้นชม้ายมองไปทั่วร่าง ศีรษะจรดปลายเท้า และแทบจะลวนลามทางสายตาอย่างชัดเจน เพียงแค่นี้ก็พอจะบอกได้ว่าเขานั้นพึงใจคนตรงหน้ามากมายเพียงใด ไม่ว่าหญิงหรือชาย หากว่างดงาม อย่างไรเสียก็คืองดงาม

“โคริขอรับ” ค้อมศีรษะเล็กน้อย ในใจนั้นคิดว่าหากคนผู้นี้พร้อมจะประมูลเขา นั่นย่อมดีกว่าแม่ทัพใหญ่ที่เขาเกลียดชังนั่นแน่นอน

                อย่างที่ได้บอกไปแล้วว่า ใครก็ได้...ที่ไม่ใช่คนผู้นั้น

“น้ำแข็งงั้นหรือ อา ใช่สิ เจ้าคือคนที่กำลังจะถูกเสนอประมูลนี่นะ” พูดพลางหัวเราะขึ้นอย่างยินดี

“เห งั้นเจ้าก็ประมูลเลยสิ! นี่เป็นการประมูลคืนแรกเลยนะ!!” พรรคพวกบอกพร้อมกับหัวเราะขึ้นพร้อมกันอย่างครื้นเครงด้วยฤทธิ์สุรา

“ส่วนพวกข้าไม่ประมูลคืนแรก แต่ค่อยมาขอคืนวันต่อๆไปละกัน! ยกให้เจ้าละลายน้ำแข็งก่อนไง!!!”

“แหม๋ๆ ถ้าข้าประมูลด้วยราคาสูงลิ่วตั้งแต่คืนแรก อย่างพวกเจ้าจะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายเล่า มา! ขอข้ากอดมัดจำหน่อยเป็นไร!!” ว่าพลางก็ราวกับจะกระชากร่างของโคริเข้ามากอดรัด หากแต่อีกฝ่ายกลับไหวตัวทัน และเขยิบหนีเล็กน้อยให้พ้นวงแขน ตามที่ริวโนสึเกะเคยสอนไว้

“ข้าจะไปเติมสาเกนะขอรับ” ค้อมศีรษะให้อย่างเคารพนบนอบ แต่กระนั้นเขาก็ได้เรียนรู้แล้วว่าคนเหล่านี้ต่อให้ยามปกติไว้ตัวสูงส่งกันเพียงใด หากพอร่ำสุราก็กลับกลายเป็นคนกักขฬะไปในทันที และหากยอมอ่อนข้อเสียที ถูกมองเป็นสิ่งของเสียแล้ว ก็ยากที่อีกฝ่ายจะปล่อยให้หลุดมือไป

                โคริส่งสายตาบอกหญิงรับใช้ให้มารินสาเกแทนตนชั่วคราว ก่อนจะค่อยๆคลานออกมาที่ระเบียงหน้าห้อง ไม่ใช่ว่าเขาอยากจะหนีหรอกนะ แต่ตอนนี้ถ้าไม่ทำเช่นนี้ตัวเขาคงจะรู้สึกหงุดหงิดจนทนไม่ได้

“ว่าไง เจ้าเมากลิ่นสาเกอีกแล้วหรือไง”

เสียงที่เคยคุ้นทักมาจากในสวน โคริหันกลับไปมองในทันที และก็พบชายหนุ่มผู้กำลังนั่งชมจันทร์อยู่บนก้อนหิน มือหนึ่งถือจอกสาเก มือหนึ่งกุมดาบ มีรอยยิ้มขี้เล่นประดับบนใบหน้าที่คมคาย

“ท่าน...ริวโนสึเกะ...” นึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะยังมาที่นี่ในคืนนี้

“นั่นปะไร เจ้าตกใจสินะ ว่าแต่ หนุ่มน้อยคนงาม สนใจจะมายืนคุยเป็นเพื่อนข้าสักประเดี๋ยวไหม” น้ำเสียงกึ่งจะล้อเลียนกึ่งจะชื่นชม เหตุเพราะเขาย่อมทราบดีแก่ใจว่าโครินั้นไม่มีความรู้สึกยินดียินร้ายกับรูปร่างหน้าตาของตนเองเลยแม้แต่น้อย

“งั้นแล้ว ปีศาจตนใดมานั่งย้อมแสงจันทร์อยู่นั่นกันล่ะ” โคริเอ่ยถามพร้อมกับเดินเข้าไปหาอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงว่าจะมีผู้ใดพบเห็น ก็หากฝ่ายตรงข้ามคือคุณชายริวโนสึเกะ ใครกันเล่าจะกล้าบ่นว่าเขา

“เหตุใดจึงเป็นปีศาจ ไฉนไม่คิดว่าเป็นเทพบุตรบ้างเล่า” หัวเราะขันกับการต่อปากต่อคำเช่นนี้ หลายสัปดาห์มานี้พวกเขาพบกันยามค่ำคืนบ่อยครั้งในฐานะแขกกับผู้ที่มีหน้าที่รินสาเก จากที่เคยเป็นผู้เอ่ยปากเล่าเรื่องแต่เพียงผู้เดียว จึงค่อยๆได้ยินเสียงของฝ่ายตรงข้ามมากครั้งขึ้น

“เทพบุตรไม่มาเดินเล่นเกี้ยวพาผู้อื่นในยามค่ำคืนเช่นนี้หรอก” ว่าพลางหยุดอยู่ตรงหน้าริวโนสึเกะที่ยังส่งยิ้มให้เช่นเคย “คืนนี้ผู้คนที่นี่ยุ่งวุ่นวาย คงไม่มีผู้ใดมาต้อนรับท่าน”

“ข้าเองเข้าออกที่นี่มานาน วันนี้เพียงผ่านมาแวะเยี่ยม หาได้มาเที่ยวชื่นชมผู้ใดไม่” หยัดกายขึ้นยืนและพิศดูใบหน้าของโคริที่แม้ผู้คนจะเล่าลือกันว่างามปานดอกไม้ แต่กระนั้นเขาก็ยังคิดว่าโคริในยามปกตินั้นงดงามบริสุทธิ์กว่ามาก คนผู้นี้ไม่เหมาะกับเครื่องประทินผิว และไม่เหมาะกับอาภรณ์ประณีต แม้มองดูงดงาม แต่ช่างฉาบฉวย

                ริวโนสึเกะเองก็ไม่เข้าใจเช่นกันว่า แล้วเช่นนั้น โคริเหมาะสมกับสิ่งใดมากที่สุด

“พบคนที่จะมาแวะเยี่ยมหรือยังเล่า” ถามขึ้นเช่นนั้นและเพียรจ้องมองดวงตาคมของฝ่ายตรงข้าม ดวงตาของริวโนสึเกะนั้นหลุบลงเล็กน้อยก่อนจะคว้าข้อมือของโคริมาจับไว้และจุมพิตลงบนข้อมือนั้น

“คิดว่าพบหรือยัง” เอ่ยถามและจ้องมองใบหน้านิ่งเฉยของอีกฝ่าย

“ถามเช่นนี้ จะร่วมประมูลตัวข้าด้วยงั้นหรือ” ถาม เหตุเพราะชายผู้นี้ช่างพูดและทำประเจิดประเจ้อนัก

“ไม่ล่ะ” ตอบอย่างตรงไปตรงมาพลางยิ้มให้ หวังจะเห็นปฏิกิริยาท่าทีเศร้าเสียใจจากคนตรงหน้าบ้าง หากแต่สิ่งที่โคริทำกลับเป็นการนิ่งเฉยและมองเขากลับมาด้วยความคิดที่ยากคาดเดา

“งั้นหรือ”

“จะไม่เสียใจบ้างเลยหรือ ข้าเพิ่งบอกว่าจะไม่ประมูลตัวเจ้าขันแข่งกับผู้อื่นนะ”

                คำว่า ‘ไม่ประมูล’ ก็คลับคล้ายกับการบอกปฏิเสธ และทุกท่าทีที่มีต่อกันนั้นก็ไร้ความหมายไปในทันที หากเป็นคนอื่นได้ยินคำพูดเช่นนี้ ย่อมจะต้องน้อยใจหรือไม่ก็โกรธจนบึ้งตึง แต่ยามนี้สิ่งที่โคริแสดงออกมากลับมีเพียงความเย็นชา ไม่สิ มีบางอย่างมากกว่านั้น

“ข้าดีใจ” นั่นคือคำตอบ

“แปลกคน” หัวเราะเบาและกลับดึงร่างของอีกฝ่ายเข้ามาในอ้อมแขน “เจ้าไม่ต้องการการใส่ใจหรืออย่างไร ลูกค้าคนสำคัญที่เจ้าดูแลมาเป็นเดือนบอกปฏิเสธเจ้านะ”

“นั่นก็ขึ้นอยู่กับว่า มองในมุมไหนไม่ใช่หรือ ในมุมมองข้า ข้าย่อมยินดี” เพียงไปมาหาสู่ หรือแม้แต่ซื้อขายกันชั่วข้ามคืน และนั่น...ย่อมดีกว่าการประมูลค่าหยามเกียรติกันราวเดรัจฉาน

“วาจาเช่นนี้ ข้าคิดว่า คนที่เป็นปีศาจน่ะ เป็นเจ้าต่างหาก” เชยชิดใบหน้างามขึ้นก่อนจะจุมพิตลงข้างแก้ม ริวโนสึเกะเองก็ไม่เข้าใจตนเองเช่นกันว่าทำไมยามที่อยู่ต่อหน้าโคริเขาเหมือนจะรู้สึกผิดแผกไป แน่นอนว่าเขานั้นชื่นชมความงามและประทับใจในทุกคำพูดและการกระทำของคนผู้นี้ ราวกับลุ่มหลงและตกหลุมพรางที่ไม่อาจถอนตัวได้

แต่กระนั้น การที่ได้พูดคุยสนทนา ได้จ้องมองกันและกันมาตลอดเดือนกว่าที่ผ่านมา นั่นกลับทำให้เขารู้สึกถึงความเป็นโคริมากยิ่งขึ้น

                คนผู้นี้หาใช่ทาสเชลยธรรมดา และหาใช่นางโลมที่ใครก็ตามจะเข้ามาหมิ่นเกียรติศักดิ์ศรีได้ โคริมีความรู้สึก มีความนึกคิด และมีวิธีการดำเนินชีวิตในแบบของตนเอง เบื้องหลังดวงตาคมที่แฝงไว้ด้วยเปลวเพลิงนั่น มีความคิดคำนึงมากมายระคนปนกัน

                ราวกับได้พบคนรู้ใจ ได้พบพานคนที่จะพูดคุยกันได้อย่างไม่รู้เบื่อ แม้อาคาเนะซังจะมาทาบทามเขาและขอให้เขาร่วมประมูลคืนแรกของโคริ แต่ว่า...

                หากเขาทำเช่นนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาจะเป็นเช่นใดต่อไป เมื่อได้ลดค่าของคนตรงหน้าลงเหลือเพียงสิ่งของ จริงอยู่แม้ว่าการที่พูดคุยกันทุกค่ำคืนนั้นจะเป็นเพราะเขาซื้อเวลาของอีกฝ่ายด้วยเงินทอง แต่ว่า นั่นเพราะ นั่นคือวิธีเดียวที่อาจเป็นไปได้ มันย่อมแตกต่างจากการเอาเงินฟาดศีรษะและยกสินค้าให้กับผู้ซื้อที่ให้ราคาดีที่สุด

                นั่นคือ....เหตุผลของริวโนสึเกะ

“ดีแล้ว” โคริพึมพำและลอบยิ้มให้กับบทสรุปในสิ่งที่ริวโนสึเกะเลือก

สำหรับเขา เป็นเช่นนี้ดีที่สุดแล้ว

                ทว่า ในระหว่างที่ทั้งคู่กำลังสนทนากันอยู่นั่นเอง ที่มีเสียงฝีเท้าระคนปนกับเสียงหวีดร้องดังลั่นขึ้น ซ้ำเสียงยังราวกับกรีดร้องมาจากทุกหนแห่งรอบเมือง แสงไฟจากคบเพลิงถูกจุดขึ้นสว่างไสวทั่วเมืองในเวลาเดียวกัน

“เกิดอะไรขึ้น!” ริวโนสึเกะกุมดาบที่เอวและดึงมือโคริพาวิ่งไปตามระเบียง ที่ด้านหน้าประตูทางเข้าของสำนักนางโลมนั่นเองที่ทำให้ทั้งคู่ถึงกับผงะไป

                ท่ามกลางผู้คนที่รุดมามุงดูกันมากมายนั่น โคริสังเกตที่พื้น และแลเห็นเพียงสีแดงที่แปดเปื้อน ร่างของชายผู้หนึ่งทรุดกองอยู่ด้านหน้าทางเข้า เนื้อตัวไม่อาจบ่งบอกว่าได้รับบาดเจ็บที่ใด เหตุเพราะมีเพียงเลือดสดที่ทาทับร่างของคนผู้นั้น

ด้วยสัญชาตญาณ โคริเป็นคนแรกที่พุ่งเข้าไปประคองร่างนั้นโดยไม่สนใจว่าเสื้อผ้าที่ตนสวมใส่จะเปื้อนสกปรกหรือไม่ ไม่สิ ไม่มีแม้ความวิตกว่าตนเองจะเปื้อนไปด้วยหยาดเลือดหรือไม่ด้วยซ้ำ

“เก็นซัง!” โคริเรียกชื่อนั้นออกมา แต่ก็ต้องตกใจเมื่อเห็นสภาพอีกฝ่ายเต็มสายตา ใบหน้าถูกของมีคมเชือดจนเป็นริ้ว แขนขวาถูกฟันขาด ส่วนที่ท้องนั้นถูกแทงจนลำไส้ทะลักออกมา สภาพของเขาตอนนี้เรียกได้ว่าหมดทางเยียวยารักษาแล้ว

“ค โค ริ ซ ซา”เริ่มพูดไม่เป็นภาษา

                หากแต่โคริกลับจับใจความที่อีกฝ่ายต้องการสื่อได้ไม่ยาก เขาจำได้ว่าเก็นซังนั้นออกไปข้างนอกกับผู้ใด

“ซายะ! ซายะอยู่ที่ไหน!!!”

“ซ...จ..จับ..ไป” กลอกดวงตาไปมาและใช้มือที่เหลือเพียงข้างเดียวจับมือของโคริไว้ ขณะเดียวกับที่ทางด้านนอกนั้นมีเสียงกรีดร้องดังขึ้นลั่นสนั่น

“หรือว่า...” เรื่องที่สึรุเล่าให้ฟังเมื่อหัวค่ำพลันแล่นขึ้นมาในทันที เขาหันมาทางเก็นซังอีกครั้งก่อนจะพลั้งตะโกนถาม “ฆาตกรสิบศพ! ซายะถูกเจ้านั่นจับไปงั้นหรือ!!”

“ช ช่วย...” อีกฝ่ายพยายามจะพูดต่อ แต่ดวงตากลับเหลือกขึ้น เขาชักและขาดใจไปในวินาทีนั้นเอง

โคริค่อยวางร่างของฝ่ายตรงข้ามลง ก่อนที่ดวงตาที่เคยนิ่งสงบมาตลอดจะฉายแววโลดขึ้นมา

“จะทำอะไรน่ะ!โคริ!!!” เป็นริวโนสึเกะที่ตะโกนขึ้นมา

                เพราะยามนั้นเองที่โคริพลันถลาวิ่งออกไปที่ถนนโดยไม่รอฟังเสียงของผู้ใด

                นั่นคือเพลิง...ที่โหมลุกขึ้นใหม่

โคริวิ่งไปตามแสงของคบเพลิงที่สาดเข้ามาตามถนน เขาสอบถามผู้คนก่อนจะได้ความว่าฆาตกรนั่นอาละวาดปรากฏตัวขึ้นในงานเทศกาล ใช้ดาบฆ่าฟันคนไปหลายศพ ครั้นพอทางการเร่งตามมาจนพบ เจ้านั่นก็จับเอาเด็กหญิงที่อยู่แถวนั้นไปเป็นตัวประกันและหนีไปทางเชิงเขา

“ต่ำช้า!” โคริสบถออกมาอย่างไม่สนใจสายตาของผู้ใด ตอนนั้นเขาไม่สนใจอะไรอีกแล้วนอกจากภาพใบหน้าที่คงกำลังเอ่อท้นด้วยน้ำตาของซายะ และคมดาบที่ย้อมไปด้วยเลือดของเจ้าฆาตกรนั่น

เขานึกขึ้นได้ในที่สุด นี่เองคือสิ่งที่ในเมืองนี้ต่างจากสนามรบ เหตุเพราะที่นี่ไม่มีกลิ่นอายการฆ่าฟัน ไม่มีสำนึกพร้อมยอมตายถวายชีวิต ดังนั้น สิบศพของผู้บริสุทธิ์ ย่อมให้ความรู้สึกที่ผิดแผกต่างกัน

“ข้าไม่ปล่อยเจ้าไว้” โคริพูดพลางกระชากโอบิ และดึงเอากิโมโนยาวชั้นนอกที่คลุมทับตนเองอยู่ออก ก่อนจะฉีกกิโมโนสีขาวตัวในให้สั้นเหลือเพียงหัวเข่า ไม่ยาวเกะกะจนเกินไป

“ทนสักนิดนะ ซายะ” เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเย็นก่อนจะวิ่งตรงไปทางเชิงเขาในทันที

                จำได้ว่า ในตอนที่ออกมาเดินเล่นกับพวกคนอื่นๆ มีคนเคยบอกเขาว่าทางเชิงเขามีอารามใหญ่ตั้งอยู่ บางทีเจ้าฆาตกรนั่นอาจหลบเข้าไปที่นั่น

                วิ่งผ่านผู้คน วิ่งผ่านแสงไฟ วิ่งผ่านทุกสิ่งไป เหตุเพราะเป้าหมายนั้นมีอยู่เพียงหนึ่ง...

“ซายะ!” ชะงักไปอึดใจ เมื่อพบว่าหน้าวัดบริเวณเชิงเขานั้นปรากฏร่างที่แดงก่ำท่วมเลือดของพระรูปหนึ่งนอนนิ่งอยู่  ไม่ได้เข้าไปช่วยเหลือเพราะดูจากสภาพก็อาจเข้าใจได้ว่าน่าจะสิ้นใจแล้ว แต่สิ่งที่เขาสนใจกลับเป็นรองเท้าข้างหนึ่งที่กลิ้งตกอยู่

“รองเท้าของซายะ...” ใบหน้านั้นกลับซีดเผือด หัวใจพลันเต้นระรัว แม้จะใจชื้นว่าความคิดของตนเองนั้นถูกต้อง แต่นั่นหมายถึงเด็กหญิงคนที่ตนห่วงใยตกอยู่ในอันตรายใหญ่หลวงจริงๆ

“ขอให้เจ้าปลอดภัย” บอกเช่นนั้นก่อนจะรีบวิ่งติดตามเข้าไปภายใน

                แต่ครั้นยิ่งวิ่งเข้ามาภายในวัดที่ควรเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ โคริกลับยิ่งต้องชะลอฝีเท้าด้วยความตระหนก จากที่เคยคิดว่าในสนามรบที่เหล่าทหารหาญฆ่าฟันกันดุจผักปลานั้นน่าสะพรึงกลัวและโหดร้ายแล้ว

หากแต่..ความตายที่เกิดขึ้นท่ามกลางความศิวิไลซ์และเฟื่องฟูสงบสุขกลับแลดูน่าสยดสยองพองขนยิ่งกว่า ยามนี้เขามีเวลาที่จะสังเกตกระทั่งสีหน้าของผู้ตาย...

                ดวงตาที่เหลือกค้าง ผิวหนังที่ฉีกขาด โลหิตที่ไหลหลั่งทาพื้น ความมืดอาจช่วยบดบังสีแดงที่ละลานนัยน์ตา หากแต่ความมืดอีกเช่นกันที่ทำให้เขารู้สึกสันหลังชาวาบและเย็นเยียบถึงหนังศีรษะ

“อ๊ากกกกกก!!!!!”

                วินาทีนั้นที่สัญชาตญาณของโคริกลับมาเฉียบคมอีกครั้ง เขาคว้าไม้พลองที่ตกหล่นอยู่ที่ตัวศพๆหนึ่งจับมั่นไว้ในมือ ก่อนจะค่อยๆเดินไปที่ประตูทางเข้าวิหารที่มีเสียงกรีดร้องออกมา ครั้นพอเหลือบสายตามอง กลับต้องนิ่งค้างและเกือบจะอาเจียน เมื่อสิ่งที่เห็นคือชายร่างสูงใหญ่ในสภาพโลหิตท่วมร่างกำลังใช้คมมีดเลาะผิวหนังของพระรูปหนึ่งออก ที่ข้างกายชายผู้นั้นคือร่างของเด็กหญิงที่นอนสลบอยู่

                นั่นคือ....ฆาตกรสิบศพ

“ช่วยด้วยยยยยย!!!”

ทว่า วินาทีนั้นเองที่เรื่องเลวร้ายพลันหนักหน่วงขึ้น เมื่อเสียงร้องดังลั่นปานจะขาดใจของเหยื่อกลับเรียกสติของเด็กหญิงคืนมา ตอนนั้นเองที่นางเงยใบหน้าขึ้นและกรีดร้องลั่นกับภาพที่เห็นทันที

“กรี๊ด!!!!!”

“เยี่ยม ร้องเข้า! ร้องเข้าทั้งคู่นั่นล่ะ!!!!” ฆาตกรวิปลาสสั่งพร้อมกับหัวเราะเสียงดังลั่น ก่อนที่จะใช้คมดาบแทงทะลุร่างของเหยื่อหลายครั้งจนเลือดพุ่งอาบพื้น ค่อยๆยกดาบขึ้นเช็ดหยดเลือดบนคมดาบ

และชี้มันไปที่...ซายะ

“อย่า...อย่านะ...” เด็กหญิงร้องครวญและถอยหนีในทันที นางรู้ว่าคนตรงหน้าคิดอะไรอยู่

“เลือดเนื้อของเด็กน้อยกับผู้ทรงศีล มันช่างหอมหวานชวนชื่นชมเสียนี่กระไร” หัวเราะและแสยะยิ้มกว้าง

                ทันใดนั้นที่เจ้าฆาตกรพุ่งคมดาบมาที่ตัวเด็กหญิงหมายจะทรมานด้วยการตัดแขนขาฟังเสียงคร่ำครวญ แต่ร่างของซายะกลับหายไปต่อหน้า ใครบางคนพุ่งเข้ามาและคว้าเอาตัวเด็กหญิงกลิ้งหลบคมดาบไปด้วยกัน

“ไอ้สารเลว!เจ้าเป็นใคร!” สบถออกมาและเบิกดวงตาคั่งแค้นมองดูผู้บุกรุกผู้บังอาจมาทำลายความสำราญในการฆ่าฟัน ครั้นพอแลเห็นกลับต้องแสยะยิ้มอีกครา

                ด้วยเพราะผู้มาใหม่นั้นหาใช่นักดาบหรือคนของทางการไม่ แต่เป็นชายหนุ่มในชุดขาดวิ่น ใบหน้าและร่างกายเปรอะเปื้อนด้วยหยาดเหงื่อและคราบโลหิต ร่างนั้นเล็กสันทัด และดูอย่างไรก็ไม่มีทางต่อกรกับเขาได้

“กล้ามากนะเจ้าหนูที่มาขัดความสำราญของข้า”

“ฆาตกรวิปลาสเช่นเจ้า อย่าได้เอ่ยพูดให้ระคายเคืองหูข้าเลย” โคริเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ มือที่จับไม้พลองนั้นหนักแน่นมั่นคง ดวงตาเพ่งมองไปที่เป้าหมาย ฝ่ายนั้นมีดาบ ส่วนเขามีเพียงไม้พลองของพวกพระเท่านั้น

“ปากดีนักนะ อยากรู้จริงว่ายามที่เลาะผิวหนังเจ้าออก จะยังพูดจาได้แบบนี้หรือเปล่า”หัวเราะร่วนและยิ่งจ้องมองไปยังใบหน้าและผิวหนังของอีกฝ่าย

“นั่นก็ขึ้นอยู่กับว่าเจ้ามีฝีมือหรือเปล่า เจ้าคนชั้นต่ำ” เอ่ยตอบโต้อย่างเย็นชาและเย่อหยิ่ง  ยิ่งเรียกความสนใจจากฆาตกรวิปลาสตรงหน้าเป็นทวีคูณ  

“ข้าควรให้บทเรียนเจ้าก่อนไปนรกนะเจ้าหนู เห! ถึงจะสกปรกไปหน่อย แต่เจ้าหน้าตาใช้ได้นี่นาเจ้าหนู” พูดพลางกวาดสายตามองฝ่ายตรงข้ามศีรษะจรดปลายเท้า ร่างนั้นสันทัด ใบหน้าคมคาย และดวงตาที่ดื้อรั้นวาวโลดนั่นก็ท้าทายให้ลิ้มลองเหลือคณา “ฆ่าเจ้าพวกนี้ให้หมด แล้วเสพสุขกับเจ้าหน่อยก็ไม่เลวนี่นะ”

“...” ไม่ตอบ และไม่คิดที่จะฟังเสียง ดวงตาของเขายามนี้มีเป้าหมาย และหากพลาดนั่นย่อมหมายถึงชีวิตของซายะที่ตัวสั่นอยู่เบื้องหลังเขาด้วย

“มา! มาให้ข้ากอดเสียดีๆ!!” ฝ่ายตรงข้ามตะโกนก่อนจะเงื้อคมดาบพุ่งเข้ามาอย่างกะทันหัน

วินาทีนั้นที่โคริมองเห็นท่วงท่าและการวาดคมดาบของอีกฝ่ายอย่างชัดเจน เขาพุ่งตัวออกไปอย่างรวดเร็ว ใช้แรงทั้งหมดที่มีฟาดไม้พลองไปที่หัวเข่าของฝ่ายตรงข้ามอย่างแรง ฝ่ายฆาตกรโหดทรุดล้มลงไปในทันที แต่กลับอาศัยเรี่ยวแรงที่เหนือกว่ากระชากเส้นผมของชายหนุ่มและเหวี่ยงร่างนั้นกระแทกเข้ากับเสาไม้

“พี่โคริ!” ซายะตะโกนร้องและถลาวิ่งเข้ามาดู หากแต่โคริกลับตะโกนสั่ง

“หยุดอยู่ตรงนั้น!” แม้ดวงตาของโคริจะพร่ามัวไปเล็กน้อย หากแต่สมองนั้นยังทำงานอยู่ เขายังแลเห็นศัตรูที่โซเซสาวเท้าก้าวเข้ามา การโจมตีเมื่อครู่ใช่จะไม่ได้ผลเสียทีเดียว

“เจ้าเด็กโสโครก!! ข้าจะเล่นงานเจ้าให้ตาย!!!” ประกาศก้องเมื่อเห็นว่าคู่ต่อสู้นั้นยังไม่มีวี่แววจะยอมแพ้ ทั้งยังรู้สึกอับอายและคั่งแค้นยิ่งที่ถูกเด็กรุ่น อายุอานามรูปร่างเท่านั้นเล่นงานจนล้ม

“ถ้าคิดว่าทำได้ ก็เอาเลย!” โคริพ่นเลือดที่กบริมฝีปากออก ก่อนจะคว้าหยิบไม้พลอง แต่น่าเสียดายที่จังหวะเมื่อครู่ มันถูกฝ่ายตรงข้ามฟันขาดสองท่อนไปแล้ว

“อาวุธยังไม่มี ประสาอะไรจะมาเหิมเกริมกับข้า! มานี่มา มาให้ข้าเสพสุขให้หนำใจเสียดีๆ!!” เดินหน้าเข้ามาและฟันคมดาบไปที่ช่วงเอวหมายหยุดการเคลื่อนไหว

“ไอ้สารเลวเอ๊ย!” หากแต่โคริกลับหลบการโจมตีได้อย่างว่องไว ทว่า เพราะถูกกระแทกเข้าเมื่อครู่จึงได้เข่าอ่อนทรุดลงเล็กน้อย สมองขบคิดวิธีการที่จะจัดการกับศัตรูตรงหน้า

                มัน...ต้องมีวิธี

                ไม่ก็...โชค

                และวินาทีนั้นเองที่สายตาของโคริเหลือบเห็นของบางสิ่งที่สะท้อนแสงจันทร์อยู่ใต้ร่างพระที่เพิ่งถูกเลาะเนื้อสังหาร แต่มันก็คือจังหวะเดียวกับที่ฆาตกรใจทรามฟาดคมดาบลงมาตรงหน้าของเขา

                ยามนั้นที่ตัดสินความเป็นตายทั้งมวล เลือดในกายของโคริพลันเดือดพล่าน ดวงตานั้นวาวโลด ทั้งริมฝีปากกลับฉีกยิ้มเย็นยะเยือก หัวใจที่สั่นระริก กับสองมือและสองขาที่พลันมีกำลังวังชาขึ้นในทันที

                โคริรู้ นี่คือความรู้สึกที่เขาคุ้นเคย

                ชายหนุ่มเบี่ยงตัวหลบคมดาบก่อนจะพุ่งทะยานออกไปด้านข้าง ถลาลงไปในความมืดและคว้าเอาดาบสีเงินที่ตกอยู่กลางกองเศษเนื้อขึ้นถือไว้ที่มือซ้าย ไม่รีรอที่จะกระชับมั่นในมือ เท้าขวาถอยไปเบื้องหลัง ดวงตาจับจ้อง และพุ่งเข้าใส่คู่ต่อสู้ในทันที

“เจ้า!” ไม่ทันที่ฆาตกรโฉดจะได้ทันฟาดคมดาบออกปะทะ กลับรู้ตัวว่ามีบางอย่างฟาดผ่านอากาศกลับมา และแล่นลิ่วไปทั่วลำคอและศีรษะ

“คนที่ถึงฆาต คือเจ้า”

                ณ ตอนนั้นที่ใครอีกคนหนึ่งเพิ่งจะวิ่งมาถึงวิหาร สิ่งที่เขาเห็นกับสายตาก็คือวินาทีแห่งการลงดาบฆ่าฟัน ร่างใหญ่ของฆาตกรโหดถูกฟันศีรษะขาดสะบั้น หัวกลิ้งตกลงกระทบพื้น ส่วนต้นคอนั้นมีเพียงเลือดแดงพวยพุ่งดุจสายน้ำ และโลหิตก็ย้อมร่างของคนอีกผู้ที่ยังจับดาบสังหารมั่นยืนนิ่งอยู่

                บุรุษหนุ่มผู้ถูกสีแดงชาดย้อมไปทั่วร่าง ดวงตาที่หันมาสบกับผู้มาเยือนในยามนั้นราวกับเทพอสูร ทั้งน่าเกรงขามราวเปลวเพลิงจากนรกโลกันต์สิงสถิต และงดงามระยับตาราวกับเทพเทวาแห่งสงคราม

หัวใจที่หลุดลอย ความรู้สึกที่ถูกผูกมัด นั่นคือวินาทีที่ทุกสิ่งถือกำเนิดขึ้น

“ท่านพี่! มีใครอยู่ที่นั่นรึ!” เสียงของริวโนสึเกะเรียกสติของโคริที่กำลังเมียงมองคนแปลกหน้ากลับมา ชายหนุ่มที่มาเห็นเขาขณะลงดาบสังหารก็คือ...

“ท่าน คือ...”

“ข้าคือ โอคุระ มิตสึฮิเดะ”

ใช่

 

คนผู้นี้นั่นล่ะ     

 
 
 
 
จบตอน
 
 
ปริศนาเริ่มคลี่คลาย (รึเปล่าหว่า??)
 

Comment

Comment:

Tweet