My Wings are Broken Part 8

posted on 27 Aug 2015 21:30 by ruk21us in ORIGINAL-FICTION

My Wings are Broken

 

คำเตือน นิยายเรื่องนี้ ติดเรต YAOI 

เป็นนิยาย อีโรติค ติดเรต NC 17 (ในหลายๆความหมาย)

และ ฉีกศีลธรรมในทุกรูปแบบ

เมื่ออ่านคำเตือนแล้วรับได้ เชิญอ่านเจ้าค่ะ 

บทที่ ๘

ความเปลี่ยนแปลง 

                ยังเป็นยามเช้านักในตอนที่โคริลุกขึ้นจากที่นอน เขาทอดสายตามองชายที่กอดก่ายเขาอยู่ตลอดคืนด้วยสายตาเย็นเยียบ ก่อนจะกัดริมฝีปากตนเองน้อยๆและค่อยเขยิบกายหยิบกิโมโนขึ้นคลุมสวมทับบนร่างกายเปล่าเปลือยของตนเอง

                ไม่อาจนอนหลับอย่างสงบได้แม้เพียงคืนเดียว...

                จะว่าน่ายินดีหรือน่าเคียดแค้นดีกันเล่า ตั้งแต่เขามาถึงที่คฤหาสน์แห่งนี้เมื่อห้าวันก่อน ชายผู้นี้ก็มาร่วมหลับนอนไม่ขาดเสียทุกคืน หากเป็นอนุภรรยาตามปกติแล้วย่อมยินดีที่ได้รับความรักมากมายยิ่งกว่าภรรยาหลวง แต่สำหรับโคริแล้ว เขากลับรู้สึกขยะแขยง รู้สึกเหมือนตนเองยิ่งตกเป็นเบี้ยล่างของโอคุระ มิตสึฮิเดะเข้าไปทุกที

                โคริค่อยก้าวออกไปจากห้อง แต่เมื่อเปิดออกมากลับพบว่ามีหญิงรับใช้นางหนึ่งนั่งคุกเข่ารออยู่แล้ว ราวกับว่าคาดเดาไว้ล่วงหน้าว่าเขาจะต้องตื่นเวลานี้

“อรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะ คุณโคริ” หญิงวัยกลางคนผู้นั้นเอ่ยทักด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ตั้งแต่คืนแรกที่โคริมาที่นี่นางก็มักจะเป็นคนแรกที่มารอเขาในทุกเช้า

“อรุณสวัสดิ์ ท่านแม่บ้านใหญ่” โคริทักนางกลับอย่างสุภาพ หญิงนางนี้ก็คือคนเดียวกับที่เขาเคยพบเมื่อถูกพาตัวมาสอบปากคำที่คฤหาสน์แห่งนี้ เขาเพิ่งจะมาทราบทีหลังว่านางนั้นมีฐานะเป็นหัวหน้าแม่บ้านและเป็นคนที่โอคุระ มิตสึฮิเดะในฐานะเจ้าบ้านให้ความไว้ใจยิ่ง การที่ให้นางมาคอยตามดูแลเขา ยิ่งแสดงถึงความอารีหวงแหนที่ชายผู้นี้มีให้ ทว่า...

                ช่างน่าหนักใจนัก

“ข้าให้คนเตรียมน้ำอุ่นไว้แล้ว คุณโคริไปอาบก่อน แล้วค่อยมานั่งพักผ่อนที่ระเบียงเถิดนะเจ้าคะ” นางบอกกล่าวอย่างเข้าใจกิจวัตรประจำวันของอีกฝ่ายเป็นอย่างดี “ไว้นายท่านตื่น ข้าจะให้คนไปเชิญคุณโคริมาร่วมรับประทานอาหารเช้ากับนายท่าน”

“รบกวนแล้วขอรับ” ค้อมศีรษะให้เล็กน้อยและค่อยเดินไปตามระเบียงที่มีหญิงรับใช้อีกนางมารออยู่แล้ว

                คล้อยหลังโคริแม่บ้านใหญ่กลับต้องคลี่ยิ้มออกมา จากเดิมที่พอจะถูกชะตาอยู่แล้ว กลับกลายเป็นเอ็นดูอย่างน่าประหลาด

ยกเว้นคืนแรกที่นายท่านผู้นั้นยึดยื้อคุณโคริไว้ไม่ปล่อยแม้รุ่งสางแล้ว  คุณโคริของนายท่านตื่นแต่เช้ามืดทุกวัน มักจะตีสีหน้าเรียบเฉย และวางตัวเฉยชานัก หากเป็นผู้อื่น เจ้านายมาร่วมรับประทานอาหารเย็น ร่วมหลับนอน จวบจนรั้งรอรับประทานอาหารเช้าด้วยทุกวัน คงจะทำตัวช่างประจบเอาใจ ไม่มีทางที่จะตื่นขึ้นมาและปลีกตัวออกก่อนอีกฝ่ายจะลืมตาเป็นแน่

แต่หนุ่มน้อยผู้นี้ดูราวกับไม่ยินดียินร้าย...

เขาเหมือนเช่นครั้งแรกที่นางพบเจอเมื่อหนึ่งปีก่อนไม่มีผิดเพี้ยน

“หรือต้องเป็นเช่นนี้ จึงจะพอใจนายท่าน ข้าล่ะไม่เข้าใจจริงๆ” นางส่ายศีรษะเชื่องช้าและค่อยทอดสายตามองตามหนุ่มน้อยคนโปรดของเจ้านายไป ฝีเท้านั่นบางเบาและไร้สุ้มเสียง กิริยาละเมียดละไมทุกระเบียดนิ้ว 

                ล่วงเข้าช่วงเช้า แสงแดดอ่อนยามเช้าค่อยสาดส่องเข้ามาที่ระเบียงชาน ใบไม้ใบหญ้าในสวนเป็นประกาย น้ำในสระวาววับเจิดจ้า เสียงนกร้องก้องกังวาน สายลมพัดพลิ้วแตะกระทบผิวหน้า เสียงกระดิ่งลมดังแผ่วสั่นไหว ทุกสิ่งดูสงบและร่มรื่น แสดงออกถึงความเอาใจใส่ของผู้จัดหาที่รับรอง ไม่ว่าใครก็ตามที่มาเห็นสิ่งที่มิตสึฮิเดะจัดหาให้ แม้นไม่อธิบายก็พอจะมองออกถึงความรักเอ็นดูที่เขามีให้ต่อหนุ่มน้อยผู้มาพักอาศัยที่นี่

แต่กระนั้น ทั้งที่ขึ้นชื่อว่าได้รับความเอาใจใส่ถึงเพียงนี้ ยามเมื่อถูกเรียกตัวให้ไปร่วมนั่งรับประทานอาหารเช้า โคริกลับตีสีหน้าเหนื่อยหน่ายเฉยชา เมื่อมองดูเขาแล้วย่อมไม่อาจเข้าใจได้ว่าหนุ่มน้อยผู้นี้ขัดข้องหมองใจในเรื่องใด

                ทั้งที่เป็นที่รักอย่างออกนอกหน้าจนนายผู้หญิงของบ้านเกรี้ยวกราดใส่บ่าวไพร่มากมาย แต่คุณโคริคนที่ว่าก็หาได้แสดงท่าทีตอบรับความเอ็นดูของนายท่านของพวกเขา

“อรุณสวัสดิ์โคริ มาสิ ข้าตื่นสาย คาดว่าเจ้าคงหิวแล้ว” โอคุระ มิตสึฮิเดะเอ่ยปากชักชวนพลางยิ้มให้อย่างทรงเสน่ห์ สำหรับเขาแล้วการที่ได้มียามเช้าที่สงบร่วมกับโคริถือเป็นสิ่งที่เขาใฝ่ฝันมานาน หาใช่เป็นเพียงแขกร่วมหลับนอน แต่เสมือนหนึ่งได้กลับกลายเป็นคนใกล้ชิดสนิทสนมกันอย่างแท้จริง

“อรุณสวัสดิ์ขอรับ...นายท่าน” โคริเรียกอีกฝ่ายด้วยสรรพนามที่เขายังไม่ค่อยคุ้นชิน อยู่ในบ้านนี้มิตสึฮิเดะหาใช่ท่านแม่ทัพใหญ่ แต่เขาคือเจ้าบ้านต่างหาก

                ช่างน่าชังที่ต้องเอ่ยเรียกคนผู้นี้เป็นนายเหนือหัว

“เจ้าทานอาหารน้อยเช่นนี้เสมอรึ” ผู้เป็นเจ้าบ้านตั้งข้อสังเกตเมื่อเห็นว่าฝ่ายตรงข้ามแตะต้องอาหารน้อยมาก ไม่เพียงมื้อนี้ แต่ทุกมื้อที่ร่วมรับประทาน โคริเหมือนจะทานเพียงข้าวเปล่าเสียด้วยซ้ำ ช่างน่าขันว่ากว่าหนึ่งปีที่ผ่านมาเขาไม่เคยเห็นคนผู้นี้แตะต้องอาหารยามที่อยู่กับเขาเลย

                ก็คงเป็นเช่นนั้น ก็ในเมื่อทุกครั้งที่พบกันล้วนได้ชื่อว่าเป็น ‘เวลาทำงาน’ ของโคริ

                ผู้ใดจะกล้ามาทานอาหารต่อหน้าแขกในเวลางานกันเล่า

“ข้าไม่ชินกับการทานอาหารเช้าและเย็นน่ะขอรับ” โคริยังคงตอบเสียงเรียบ

“ไม่ชิน?”

“ที่ๆจากมา ไม่ค่อยมีเวลาทานอาหารเช้าหรือเย็นมากนัก” เลี่ยงที่จะพูดชื่อสถานที่ต่อหน้าบ่าวรับใช้ แม้เขาจะโกรธเกลียดมิตสึฮิเดะ แต่ก็รู้ว่าอะไรควรไม่ควรดีอยู่ ที่สำนักนางโลมพวกเขาทำงานกันตอนกลางคืนนับแต่ช่วงหัวค่ำไปจนย่ำรุ่ง คนส่วนมากจะตื่นก็ยามสายแล้ว มื้ออาหารที่ทานกันจนเต็มที่พร้อมหน้าก็มีเพียงมื้อเที่ยงกับบ่าย การกลับมาใช้ชีวิตตามช่วงเวลาเช่นผู้คนปกติ ถือว่ายังต้องปรับตัว

                ส่วนการที่เขาตื่นแต่เช้ามืดนั้นไม่เกี่ยวกัน ก็เพียงแค่ไม่ต้องการที่จะถูกมิตสึฮิเดะกอดรัดจนตะวันส่องเท่านั้น เขายังจำได้ถึงคืนแรกที่มาที่นี่ ที่คนผู้นี้ข่มเหงเขาอย่างน่าอับอาย

                แม้แต่แขกที่มาเยี่ยมเยือนยามค่ำคืน ยังไม่กล้าแตะต้องนางโลมเมื่อได้เห็นแสงแรกของตะวัน...

“ข้าเห็นเจ้าตื่นเช้า คิดว่าน่าจะหิว” ส่งยิ้มให้ฝ่ายตรงข้าม มิตสึฮิเดะเองก็ไม่ใช่คนโง่ที่จะไม่เข้าใจว่าโคริกำลังสื่อถึงเรื่องใด ผู้คนในสำนักนางโลมหากตื่นแต่เช้ามืดเช่นที่โคริกำลังทำอยู่เช่นนี้ต่างหากจึงถือว่าประหลาด แต่กระนั้นก็ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะให้โคริทานเพียงข้าวสวยเปล่าๆไม่กี่คำ

“ก่อนนายท่านจะตื่น ท่านแม่บ้านใหญ่จัดน้ำชาให้ข้าดื่มแล้วขอรับ ปกติข้าจะทานในมื้อเที่ยงขอรับ” ว่าพลางค้อมศีรษะลง อีกเหตุผลหนึ่งที่เขารู้สึกกังวลก็คือ เรื่องรสนิยมในการทานอาหารของตนเอง ผู้คนปกติย่อมไม่สังเกตหรือตั้งข้อสงสัย แต่หากมิตสึฮิเดะทราบว่าเขาทานอาหารเช่นใด อาจจะสาวลึกไปจนถึงชาติกำเนิดของเขาได้

                ซึ่งนั่น...อันตรายจนเกินไป

“งั้นก็ค่อยๆปรับตัวเถอะ ข้าเชื่อว่าไม่นานจะคุ้นชิน” หัวเราะเบาอย่างไม่ถือสา พลางจ้องมองคนตรงหน้า ซึ่งยามนี้เรียกได้ว่าเป็นคนของเขาอย่างเต็มตัว  

                สำหรับมิตสึฮิเดะเพลานี้ ไม่ว่าโคริจะเอ่ยขอสิ่งใด เอาแต่ใจแค่ไหน เขาย่อมตามใจ เหตุเพราะช่วงเวลาห้าคืนที่ผ่านมาโคริทำให้เขาพึงพอใจอย่างยิ่ง

เป็นช่วงเวลาแรกที่ได้กกกอดร่างของโคริไว้ในอ้อมแขนติดต่อกันทุกคืน...

มิตสึฮิเดะจำได้ดีถึงในคืนแรกเมื่อห้าวันก่อนที่เขาผลักร่างของโคริล้มลงบนฟูกนอนในบ้านเรือนของตนเอง เมื่อเปลี่ยนที่ทางและสถานะ มันก็ช่างน่าตื่นเต้นและชวนให้สั่นไหวไม่ผิดแผกไปกว่าในคืนแรกที่เขามีสัมพันธ์กับโคริ โคริที่ไม่อาจกรีดร้องผลักไสเขาในครั้งนี้ได้ ได้แต่ต้องกัดริมฝีปากตนเองกล้ำกลืนความรู้สึกโกรธเกลียดชังและยินยอมให้เขาเสพสุขกับเรือนร่างที่หนาวสั่นและหวาดกลัว

                เช้าวันแรกนั้นเขาจำได้ว่าตนเองกอดโคริไว้ไม่ยอมปล่อย และยังมีสัมพันธ์กันยาวนานจวบจนรุ่งสางกระทั่งเมื่อแสงตะวันอ่อนสาดส่อง มันช่างเป็นความรู้สึกของการเป็นเจ้าข้าวเจ้าของที่เหนือกว่า อิ่มเอมกับการได้รับอย่างหาที่สุดมิได้ ทว่าแน่นอน เขารู้ว่าโคริตีความการกระทำของเขาเป็นสิ่งไร้ยางอาย

                แต่แม้จะรุ่งเช้า โคริก็ไม่อาจหนีไปจากเขา หลังจากถูกกอดไว้จนตะวันแยงตา ยังคงต้องมามองหน้ากันและร่วมทานอาหาร ซึ่งดูเหมือนโคริก็แทบไม่ได้แตะต้องอะไรในเช้าวันนั้น ซ้ำจากคำบอกเล่าของหัวหน้าแม่บ้าน เขาถึงกับหนีไปอาเจียนในภายหลัง

                ความเกลียดชัง...คงฝังลึกถึงกระดูก

                ใช่ว่ามิตสึฮิเดะจะไม่รู้ว่าตนเองนั้นต้อนอีกฝ่ายจนอับจนหนทาง ตั้งแต่คืนแรกที่พบกันในวัดนั้น จวบจนกระทั่งเมื่อคืนที่ผ่านมา คงเป็นตัวเขาที่ไล่ต้อนโคริมาตลอด แต่นั่น...คงเป็นเรื่องที่ช่วยอะไรไม่ได้

                หากไม่ทำเช่นนี้ เขาย่อมไม่มีวันได้อีกฝ่ายมาไว้ในครอบครอง หากลังเลกับใบหน้าที่ซีดเผือดหวาดหวั่น หากสงสารกับเสียงกรีดร้อง หากคอยกังวลกับความรู้สึกและอารมณ์ของอีกฝ่าย

ในวันนี้...โคริคงไม่เป็นของเขา

“ข้าต้องไปเข้าพบท่านเจ้าผู้ครองแคว้น เจ้าอยู่ที่นี่ก็ให้ฟังท่านแม่บ้านใหญ่ อย่าได้ออกไปไหนในช่วงนี้ และหากเบื่อหน่าย จะไปออกกำลังที่โรงฝึกทางด้านหลังก็ได้” มิตสึฮิเดะกล่าวต่ออีก

“...”

“น่าเสียดายที่มีเพียงดาบไม้ แต่ก็พอให้สนุกสนานได้บ้าง” เขาจ้องใบหน้าของโคริที่มีแววฉงน “ข้าไม่คิดจะทำให้ชีวิตเจ้าน่าเบื่อจนเกินไปนัก เมื่ออาสารับดูแล ก็จะขอดูแลให้ดีอย่างที่สุด”

                คงน่าแปลกหากจะบอกว่าสิ่งที่ทำให้เขาตกหลุมเสน่หาของโคริก็คือยามที่หนุ่มน้อยผู้นี้จับดาบฆ่าฟันฆาตกรเลวทรามนั่นจนโลหิตอาบท่วม นัยน์ตาดุจยักษ์มารคู่นั้นชักชวนให้เขามองหา ดังนั้นคงจะน่าแปลกยิ่งกว่าหากเขาจะไม่มอบโอกาสให้โคริกลับสู่สิ่งที่เขาเป็น เป็นตัวตนของเขาอย่างแท้จริง

                เขาเองก็อยากรู้ว่าโคริจะทำให้เขาประหลาดใจได้อีกมากมายเพียงใด

“...” ทั้งที่ได้ฟังเรื่องเอาอกเอาใจกันถึงเพียงนั้น โคริกลับไม่ตอบรับ แต่กลับเสมองไปทางอื่น ราวกับว่าน้ำคำแสนดีของมิตสึฮิเดะไม่ได้เข้าหูของเขาเลย ในความคิดของเขา การที่ชักชวนให้ฟาดดาบ อาจจะเป็นการพยายามจับผิดเขาเสียก็ได้ แม้ตอนนี้เขาจะถือว่าสิ้นเนื้อประดาตัว ไร้ญาติขาดมิตร กระทั่งเกียรติของตนเองก็ยังไม่อาจรักษาไว้ได้

แต่อดีต...ก็ใช่ว่าจะสลายเป็นเพียงหมอกควันได้ง่ายเสียเมื่อไหร่กัน

“เจ้ามีเวลาอีกนาน ที่จะครุ่นคิดเกี่ยวกับตัวข้า”

“น่าเสียดาย...” โคริหลุดคำพูดออกมาในที่สุด

“เสียดาย?”

“ข้าครุ่นคิดเกี่ยวกับท่านมานานจนเกินไปเสียแล้วล่ะขอรับ”

                ยาวนานเกินไป จวบจนน้ำตากลับหลั่งเป็นสายโลหิต

                ข้า...ริษยาท่านเช่นนัก

 

                ...................................................

                 

คืนถัดมาหลังจากค่ำคืนที่ชั่วร้ายนั่น ทุกอย่างก็กลับเป็นไปในทางเดินของมัน อาคาเนะซังเข้ามาดูแลจัดเตรียมทุกอย่างเกี่ยวกับการประมูลโคริด้วยตนเอง นางปล่อยให้เขาพักผ่อนตลอดวันที่ผ่านมา และยินดียิ่งที่เห็นเขาว่าง่ายยอมผัดเครื่องหอม และสวมใส่กิโมโนชั้นดีที่นางจัดเตรียมให้

                ยามปกติโคริอาจจะสวมเครื่องแต่งกายเช่นบุรุษ แต่คืนนี้อาคาเนะเจตนาให้เขาสวมกิโมโนสตรี ไม่ใช่แค่เพื่อความสวยงาม แต่นางเจตนาลดทิฐิและความภาคภูมิใจในตัวเองของเขา ไม่สิ ต้องการกดมันไว้ให้ต้อยต่ำลงถึงขีดสุดต่างหาก

                เกียรติยศของตนเองเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นได้ ความภาคภูมิใจในตนเองก็เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้นหากจะทำลายมันลง...ก็ย่อมสามารถทำได้ 

“เจ้ามีหนี้สินที่ต้องใช้คืนข้า และหากเจ้าจะหาเงินมาได้ เจ้าก็ต้องรับแขกที่มีฐานะ” นางเน้นย้ำอย่างเยือกเย็น 

“...” โคริยังคงนิ่ง เขาเข้าใจสิ่งที่เจ้านายของเขากำลังพยายามข่มขู่บอกเตือน การที่เขาอยู่ที่นี่ได้ มีที่หลับนอน ไม่ต้องกลายเป็นของเล่นของพวกพ่อค้าทาส ไม่ตกลงในหลุมพรางเดรัจฉานของผู้คนที่เขาจากมา ก็เพราะเงินทองของอาคาเนะซัง

“แขกที่มาซื้อตัวเจ้า ล้วนเป็นผู้มีพระคุณของเจ้า”

“...” ไม่ตอบ โคริสงบใจได้มากกว่าที่ตัวเขาเองเคยคาดคิด และที่นิ่งเฉยก็เพราะรู้สึกว่าตนเองได้กระทำผิดต่อความไว้เนื้อเชื่อใจของอาคาเนะซัง

แต่กระนั้นเขาก็...ไม่อาจห้ามความรู้สึกรวดร้าวนี้ได้

ในสงคราม การที่ต้องก้มศีรษะให้ศัตรูถือว่าน่าอาย

แต่ในยามปกติ การที่ต้องใช้ศักดิ์ศรีทั้งหมดของตนเองรับใช้...กลับยิ่งไม่อาจทานทน

“โคริ นี่คือสิ่งที่เจ้าเลือก” ยังคงเน้นย้ำให้อีกฝ่ายระลึกถึงความจริง ต่อให้พยายามจะเบือนหน้าหนีอย่างไร หากแต่ความจริงก็คือความจริงอยู่วันยังค่ำ

ไม่ว่าจะเป็นเกียรติยศหรือความภาคภูมิ...ล้วนไม่อาจช่วยให้เอาชีวิตรอด

กล้ำกลืนความอับอาย เชิดใบหน้าต่อคำครหาอย่างเย่อหยิ่ง...จึงถือเป็นชัยชนะ

“ข้าทราบ” รู้สึกว่าปลายลิ้นนั้นสั่นชาและความอึดอัดก็โหมประดังเข้ามาในจิตใจ ทั้งที่บอกกับตนเองไว้แล้ว ทั้งที่คิดว่ายอมรับทุกสิ่งทุกอย่างได้แล้วแท้ๆ

แต่ความรู้สึกที่โศกเศร้าโกรธเกลียดนี่...กลับยังคงเข้มข้นล้นทะลัก

ควรเกลียดใคร ควรตำหนิผู้ใด

“ดีแล้ว โคริ”

“แต่ข้าก็หวังว่า ท่านจะรักษาสัญญา”

“...” เป็นอาคาเนะที่นิ่งเงียบ นางรู้ดีว่าอะไรคือสัญญาของนางกับโคริ

                โคริให้สัญญาไว้ เขาจะไม่ร้องโวยวายหรือทำตัวเสียมารยาทกับแขกคนใด จะยอมเชื่อฟังนางและไม่เกี่ยงงอนใดๆอีก เพียงแต่ขอว่า...

                ขอให้เขาไม่ต้อง...ร่วมกับหลับนอนกับคนผู้นั้น

“ท่านจะรักษาสัญญาใช่หรือไม่” โคริย้ำถาม และมองสตรีตรงหน้าอย่างวิงวอนระคนดุดัน หากว่านางจะขายเขาให้กับแม่ทัพศัตรู ต้องยินยอมให้คนผู้นั้นทำเรื่องบัดสีกับตัวเขา นั่นก็คง...โหดร้ายเสียยิ่งกว่าความตาย ต่ำช้า...เสียยิ่งกว่าการพ่ายศึกใดๆ

 “...” ฝ่ายผู้เป็นเจ้านายเงียบไปและถึงกับพูดไม่ออก คำขอนี่มันคือเรื่องเดิมซ้ำๆที่เกี่ยวข้องกับแม่ทัพใหญ่ การที่โคริยอมออกไปขี่ม้ากับท่านแม่ทัพ ยอมรินสาเกต้อนรับท่านแม่ทัพ นั่นก็เพื่อคำสัญญาที่นางเคยให้ไว้นั่นเอง “เจ้าทำร้ายตัวเองแท้ๆ”

“ข้าทราบดี” เข้าใจว่าในสายตาผู้อื่น เขานั้นช่างโง่เขลาที่จะยอมหลับนอนกับคนระดับล่าง ทั้งที่แม่ทัพใหญ่แสดงอย่างออกนอกหน้าว่าปรารถนาในตัวเขา ผู้คนคงคิดว่าเขาบ้าไปเสียแล้ว เพียงแต่ เหตุผลที่เกิดจากความเอาแต่ใจและทิฐินี้คงเป็นสิ่งที่ไม่อาจบอกกับผู้ใดได้

“ข้ารับปากเจ้า โคริ”

                ท้ายที่สุดโคริก็ยินยอมสวมกิโมโนสตรีสีสันสดใสชุดที่อาคาเนะซังจัดหามา หากแต่ใบหน้าของเขากลับหาได้สดชื่นมีชีวิตชีวาสมความตั้งใจของนางไม่ ไม่ว่าจะตบแต่งเช่นใด แววตาของโคริก็มีแต่แววเศร้าหมอง

                แต่ในความเศร้าหมองนั่น มองผิวเผินกลับแลเห็นว่างามงดอย่างไร้ที่ติ

                เขาถูกพามาในห้องชั้นในสุดที่หรูหรายิ่งของอาคาร ก่อนจะถูกปล่อยทิ้งให้นั่งคนเดียวอยู่เช่นนั้น โคริกวาดสายตาดูโดยรอบก่อนจะตัดสินใจนั่งนิ่งๆไม่ใส่ใจอะไรอีก ถึงตอนนี้แล้วคงไม่สามารถจะแก้ไขสิ่งใดได้ เพียงคืนเดียว...แล้วทุกอย่างจะผ่านไป

“ริว...” สะดุดใจกับคำที่เปล่งออกจากริมฝีปากตนเอง ดูเหมือนเขาเองจะตกหลุมกับดักของปีศาจจิ้งจอกเอาเสียแล้ว

                ความรู้สึกยามที่ถูกริวโนสึเกะโอบกอดเมื่อคืนยังแล่นพล่านอยู่ทั่วร่าง ทั้งลมหายใจ จุมพิต กระทั่งสัมผัสแทบจะทุกส่วนบนร่างกาย มันช่างไร้ยางอายและยังต่ำช้าเลวทราม การที่ตัวเขาเรียกร้องความเห็นใจจากคนผู้นั้น และยังเชิญชวนล่อลวงให้ริวโนสึเกะตกหลุมพรางนั่น

“บางที...ตัวข้าคงสมควรตกนรกจริงๆ”

                โคริตกอยู่ในภวังค์ไปชั่วขณะยามที่เขาคิดถึงใบหน้าและน้ำเสียงของริวโนสึเกะ เขายังคงนึกไม่ออกว่าควรจะให้คำจำกัดความความรู้สึกนี้เช่นใด มันเป็นครั้งแรกในชีวิตที่จะคิดถึงใครที่หาใช่ญาติสนิทหรือเพื่อนฝูงได้มากมายถึงเพียงนี้

                มัน...คือความรู้สึกใดกัน

                ขณะที่กำลังล่องลอยในความฝัน พลันความจริงมาเคาะประตูปรากฏตรงหน้า เมื่อเสียงใครบางคนกลับดังทักทายขึ้น

“ดูเหมือนจะถูกบังคับให้แต่งกายเช่นนี้สินะ โคริ”  

“!”

โคริรีบผินกายไปที่ประตูเมื่อได้ยินเสียงเอ่ยทัก เขาแลเห็นโอคุระ มิตสึฮิเดะที่กำลังแย้มยิ้มส่งมาให้ สมองของเขาสั่งการให้รีบถอยหนี และเข้าใจได้ในทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นกับตนเอง

“งดงามยิ่ง” มิตสึฮิเดะเอ่ยต่อพลางสาวเท้าเข้ามาในห้องและปิดประตู คืนนี้เขายอมรับโดยดุษฎีว่าโครินั้นช่างสวยงามยิ่ง เส้นผมสีแปลกที่มัดไว้อย่างหลวมๆเป็นธรรมชาติ ไม่ต้องตบแต่งประดับมากมายเฉกเช่นหญิงสาว ดวงตาคมปลาบสีดำสนิทดุจเช่นนกน้ำ ใบหน้าเรียว ผิวพรรณผุดผาด ลำคอระหงน่าลูบไล้สัมผัสต้อง ริมฝีปากแดงชาดบางเฉียบที่เชิญชวนให้ประทับจุมพิต

                น่าแปลก กลับยิ่งชวนเสน่หายิ่งกว่าเมื่อคืนวานเสียอีก

“นี่...ท่าน” ถอยกายออกห่าง พยายามจับต้นชนปลายเรื่องราว ทั้งที่รู้แก่ใจแต่ก็ยังเพียรจะมองในแง่ดีอย่างเปล่าประโยชน์ บางครั้งแม้ความจริงยืนอยู่ตรงหน้า แต่ก็หาใช่เรื่องที่จะสามารถแบกรับได้ทั้งหมด

“ทำสีหน้าเช่นปลาตายเช่นนี้ จะเรียกว่ามารับแขกให้ความรื่นรมย์ได้อย่างไรกัน” มิตสึฮิเดะแกล้งเย้า ทั้งที่ในสายตาของเขากลับรู้สึกว่าสีหน้าเช่นนี้ของโคริช่างน่าเอ็นดูนัก

“ท่านที่ทราบว่าข้าหาได้สนุกสนานรื่นรมย์ แต่กลับจงใจเอ่ยเรียกชื่อข้า เช่นนี้ควรถือว่ามีเมตตาต่อผู้น้อยหรือขอรับ” เอ่ยตอบทั้งที่รู้สึกว่าปลายลิ้นด้านชา

 “ไม่ต้องกลัว มา รินสาเกให้ข้า โคริ” มิตสึฮิเดะนั่งลง และกลับผ่อนน้ำเสียงไม่ให้กดดันฝ่ายตรงข้ามมากจนเกินไป

                ฝ่ายโครินั้นชั่งใจอยู่ครู่ใหญ่ เขาลังเลและไม่แน่ใจว่าฝ่ายตรงข้ามจะมาไม้ไหน ดวงตาจ้องไปที่ประตู หากว่าลางสังหรณ์ของเขาเป็นจริง เขาก็จำต้องหนีไปจากที่นี่ในตอนนี้เท่านั้น แต่ว่าข้างนอกนั่น...แน่ใจน่ะหรือว่าไม่มีผู้ใดเฝ้าอยู่

                ท้ายที่สุด โคริก็ตัดสินใจหยิบขวดสาเกขึ้นและบรรจงรินลงจอก นี่เป็นสิ่งที่เขาพอจะซื้อเวลาให้ตัวเองได้ หากคนข้างนอกเห็นว่าเขาไม่โวยวายและยอมลงให้มิตสึฮิเดะ บางทีคนพวกนั้นอาจจะยอมวางมือถอยไป

ที่นี่ไม่ใช่สนามรบ จะมาฆ่าฟันผู้ใดในที่แห่งนี้ให้เอิกเกริกย่อมไม่ได้

                และเมื่อใช้กำลังไม่ได้ เขาก็ย่อมเสมือนคนพิการ

“ดูเก้ๆกังๆนะ” นั่นย่อมหมายถึงวิธีการรินสาเกของโคริ

“เหตุเพราะข้าเพิ่งหัดรินได้ไม่นาน” โคริโกหกหน้าตายเช่นเคย ซึ่งท่าทางของเขานั่นก็คงจะเป็นเรื่องที่แน่นอนอยู่แล้ว เพราะเขาเองก็ไม่ต้องการให้แขกพิเศษของเขาในคืนนี้ประทับใจอะไรกับตัวเขานัก หากให้ดี ก็ขอให้เกลียดชังไปเลยเสียจะดีกว่า

ทว่า มิตสึฮิเดะเองก็จับได้ไล่ทันในความคิดของโคริ เขาพิศมองดูใบหน้าและเรือนกายนั้นพร้อมกับจิบสาเกอย่างเชื่องช้า แม้จะยอมรับถึงความน่าสนใจของอีกฝ่าย แต่นิสัยของโครินั้นเป็นน้ำแข็งเช่นดังชื่อ หากหยอกเย้าจับต้องนานผู้ที่บังอาจจับต้องจะกลับกลายเป็นฝ่ายเจ็บปวด ทว่าครั้นจะหลอมให้ละลายก็จะสูญเสียธาตุของการเป็นน้ำแข็ง ช่างยากแท้ในการดูแลทะนุถนอม

“ทั้งที่ข้ากุมความลับของเจ้าไว้ แต่ดูเหมือนเจ้าจะไม่ได้รู้วิธีเอาอกเอาใจผู้มีพระคุณเอาเสียเลยนะ” ถามเช่นนั้น หากแต่อีกฝ่ายกลับไม่มีท่าทางทุกข์ร้อน

“เช่นนั้นก็โบยตีลงโทษข้าที่ทำกิริยาไม่เหมาะสมต่อท่านแม่ทัพ ไม่ก็กุดศีรษะข้าโทษฐานเป็นคนร้ายสิขอรับ" ไม่ว่าทางไหน โคริก็รู้สึกว่าเขาจะเป็นสุขมากกว่า ทั้งยังรู้สึกว่าเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกับตนเอง การที่ต้องมานั่งรินสาเกให้อีกฝ่ายในลักษณะนี้ต่างหากที่ผิดแปลก

                หากแต่แทนที่มิตสึฮิเดะจะรู้สึกไม่สบอารมณ์กับวาจาและท่าทีแข็งกร้าวของฝ่ายตรงข้าม เขากลับส่ายศีรษะอย่างระอา ก่อนจะค่อยใช้ปลายนิ้วเชยชิดปลายคางของอีกฝ่ายขึ้น ใบหน้านั้นว่างดงามแล้ว แต่ดวงตาเป็นประกายกร้าวที่ระยิบระยับดุจแสงดาวนี้กลับยิ่งสะดุดตา และในแสงดาวที่ส่องประกายกลับดูราวมีประกายเพลิงโหมลุกไหม้อยู่ตลอดเวลา

แสนน่าพิศวง

แสนน่าเชยชิด

“เจ้าทำให้ข้าประหลาดใจซ้ำแล้วซ้ำอีกนะโคริ”

“ประหลาดใจ?”

“ข้าเองก็อยากจะรู้เช่นกันว่าข้าจะประหลาดใจกับตัวเจ้าไปได้อีกกี่สักมากน้อย” เอื้อมคว้าข้อมือของฝ่ายตรงข้ามและดึงร่างนั้นเข้ามาแนบชิด แน่นอนว่าโคริรีบผลักไส แต่ก็กลับถูกยึดจับด้วยเรี่ยวแรงที่เหนือกว่า ดวงตาของพวกเขาทั้งคู่สบประสานกัน

ในขณะที่ฝ่ายหนึ่งเต็มไปด้วยใจปฏิพัทธ์ อีกฝ่ายหนึ่งกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกขุ่นข้องโกรธเคือง

“หากเจ้าเอาจริง จะหลุดจากพันธนาการของข้าไปได้หรือไม่” มิตสึฮิเดะกระเซ้าถาม ส่วนอีกฝ่ายนั้นขมวดคิ้วมุ่นอย่างขัดใจ โคริไม่คิดว่ามิตสึฮิเดะจะรุกไล่เขาอย่างอุกอาจก้าวร้าวเช่นนี้

                และการที่เขาคาดผิดนั่นล่ะ ที่ทำให้ตัวเขาเองหลงติดกับดักของอีกฝ่าย

“หากทำเช่นนั้น ท่านจะหาเหตุสั่งตัดศีรษะข้าได้ง่ายขึ้นหรือเปล่าขอรับ” เอ่ยย้อน และกลับถูกบีบรั้งปลายคางขึ้นจนเจ็บแปลบ

หากแต่ที่น่าตระหนกยิ่งกว่าก็คือยามที่แม่ทัพใหญ่แนบริมฝีปากประทับบดเบียดลงมาบนริมฝีปากของเขา แม้จะพยายามดิ้นหนี แต่กลับยิ่งถูกบีบโดยแรง ปลายลิ้นของฝ่ายตรงข้ามนั้นล่วงล้ำเข้ามาและควานเคล้นชิมรสไปทั่วโพรงปากของโคริ ค่อยกลายเป็นการจูบที่มากล้นทวีจนทำให้เนื้อตัวสั่นและอุณหภูมิในร่างกายก็สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

“ยะ...” เด็กหนุ่มพยายามจะผลักไส แต่ดูเหมือนว่าความพยายามของเขาจะสูญเปล่า เมื่อท่านแม่ทัพใหญ่ดูจะยิ่งลุ่มหลงกับรสสัมผัสที่เขาได้รับ

มิตสึฮิเดะเคยจุมพิตภรรยาของตนเอง เคยกอดรัดหญิงชายที่เสนอตัวเองให้กับเขา แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาจุมพิตใครสักคนด้วยความเสน่หามากมายถึงปานนี้

ได้กลิ่นคาวเลือดจางๆ ได้กลิ่นหอมของเครื่องหอม

“ปล่อยข้า!!!!” โคริตะโกนพร้อมกับรวบรวมกำลังทั้งหมดผลักไสอีกฝ่ายออกไป

“โคริ!” พยายามจะคว้าข้อมือ แต่ครั้งนี้โคริกลับเบี่ยงตัวหนีได้สำเร็จ

“อย่าเข้ามานะ!” ตะโกนลั่นพร้อมกับแทบจะกระโดดไปที่ประตู แต่ก็กลับถูกมิตสึฮิเดะดึงกระชากข้อเท้าขวาไว้จนทำให้เขาสะดุดล้ม ศีรษะฟาดลงกับพื้น ยามที่แหงนเงยใบหน้าและหันกลับไปมอง ก็พบมิตสึฮิเดะที่กำลังเข้ามาตะครุบร่างของเขาไว้ “นี่ท่าน...”

วินาทีนั้นที่โคริพลันนึกโกรธเคืองจนถึงที่สุด ไม่ต้องมีคำอธิบายใดๆอีกแล้ว ความหมายทุกอย่างชัดเจน ชัดเจนจนไม่ต้องตีความใดๆ

อาคาเนะ...ผู้หญิงคนนั้น

“ข้า...ถูกขายให้ท่าน” โคริพึมพำออกมา ในที่สุดเขาก็ยอมรับความจริงบางอย่างที่ตนเองพยายามปฏิเสธได้ มันคือความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย ทั้งที่เขาวอนขอร้องหญิงผู้นั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าอย่าได้ขายเขาให้ชายผู้นี้ แต่ว่า...นี่คือสิ่งที่เขาได้รับจากคำขอ

มันคือ

                การถูกหักหลัง...

“เจ้านายของเจ้าไม่ได้บอกหรอกหรือ” มิตสึฮิเดะหัวเราะเบา ดูเหมือนนี่จะเป็นสิ่งที่ผู้หญิงคนนั้นเลือก และนี่คือสาเหตุที่โคริมาปรากฏตัวต่อหน้าเขาในคืนนี้โดยไม่อิดออด “ข้าเชื่อว่าต่อให้เจ้าร้องตะโกนเสียงดังแค่ไหน คงไม่มีผู้ใดได้ยิน”

ที่ถูก คือแสร้งไม่ได้ยิน

“ปล่อยข้า!!!” พยายามสะบัดร่างอีกฝ่าย และคลานไปที่ประตู แต่สิ่งที่เขารู้สึกกลับเป็นฝ่ามือของมิตสึฮิเดะที่เอื้อมมาปิดริมฝีปากของเขา แน่นอนว่าเด็กหนุ่มพยายามจะกัดด้วยสัญชาตญาณ แต่อีกฝ่ายกลับใช้มือบีบเข้าที่กรามของเขาอย่างแรงจนรู้สึกชา ริมฝีปากของมิตสึฮิเดะบดเบียดเข้ามาอีกครั้งก่อนที่โคริจะรู้สึกตัวว่าร่างทั้งร่างของฝ่ายตรงข้ามกดทับลงมา

“ข้าซื้อเจ้ามาแล้ว เด็กน้อยของข้า” กระซิบบอกและจูบลงที่ข้างลำคอ เอื้อมมือกระชากสายโอบิของฝ่ายตรงข้าม และใช้มันผูกข้อเท้าขวาของโคริไว้กับเสาห้อง เผลอออกแรงจนข้อเท้าของอีกฝ่ายห้อเลือด แต่ถึงยามนี้มิตสึฮิเดะก็ไม่อาจใส่ใจกับสิ่งใดได้อีกต่อไปแล้ว บางอย่างในกายของเขาเต้นเร่า หัวใจเต้นกระชั้น ความปรารถนามากมายคุกรุ่น

“อย่านะ!!!” พยายามดิ้นและจะแก้เชือกออก แต่ตอนนั้นเองที่มิตสึฮิเดะคว้าลำคอของเขาและกดเขาลงกับผืนเสื่อ แรงบีบทำให้หายใจติดขัดและสมองมึนตื้อขึ้นทันที

“เด็กดี มาเถอะ ให้ข้าได้เอ็นดูเจ้า” จูบลงมาบนริมฝีปากงามอย่างหิวกระหาย ราวกับไม่ได้ลิ้มรสสวาทที่หอมหวานมาช้านาน หาได้ใส่ใจเสียงกรีดร้องและท่าทางทุรนทุรายของอีกฝ่ายเลยแม้เพียงนิด

“ไปตายซะ!!!” ข่วนเข้าที่ข้างแก้มของคนที่ตนเกลียดชังจนได้แผลใหญ่ หากแต่ดูเหมือนคาวเลือดจะยิ่งทำให้มิตสึฮิเดะคลั่งไคล้ยิ่งขึ้น

“น่าแปลกนะ นี่เจ้ายังมีเรี่ยวแรงถึงปานนี้เลย” หัวเราะและใช้ฝ่ามือไล่ลงมาที่เรียวขาของโคริ ลูบไล้ที่ต้นขาด้านในเชื่องช้าก่อนจะค่อยสัมผัสด้านในที่อ่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม

“อื้อ!” เด็กหนุ่มสะดุ้งเมื่อรู้สึกว่าถูกล่วงเกิน เขารู้ดี เฉกเช่นที่ริวโนสึเกะจับต้องสัมผัสเขาเมื่อคืนวาน มิตสึฮิเดะเองก็...

                ไม่

                มันไม่เหมือนกันสักนิด!!!

“ปล่อยข้า!!!” พยายามใช้เรี่ยวแรงทั้งหมดผลักไส แต่ก็กลับถูกรั้งเข้ามาแนบประทับจูบอีก ปลายลิ้นของมิตสึฮิเดะคลอเคลียบนแผ่นอกของเขา จูบและขบเน้นที่ยอดอกจนร่างกายร้อนผ่าวสั่นเทิ้ม แต่กระนั้นความรู้สึกกลับหาใช่ความสุขสมเช่นเมื่อคืนวาน

                มีเพียงความขยะแขยง มีเพียงความชิงชังจนคลื่นเหียน

                โคริกระชากเท้าของตนเองซ้ำๆจนข้อเท้าขวาแดงก่ำ ในขณะที่พยายามจะคลานหนีแต่ก็ถูกลากขาซ้ายกลับมาที่เดิมอยู่หลายครั้ง ปลายเล็บมือของเขาจิกบนพื้นเสื่อจนเล็บฉีกห้อเลือด กลิ่นคาวโลหิตฟุ้งกระจายหอมหวาน เช่นเดียวกับเสียงกรีดร้องของโคริที่ดังก้องโหยหวนราวกับไม่ใช่เสียงมนุษย์

“อะไรจะเกลียดข้าถึงเพียงนั้นเชียว” มิตสึฮิเดะหัวเราะเบา ทั้งที่รู้ว่าความจริงเป็นเช่นนั้น แต่เขาก็หลงใหลในตัวคนผู้นี้อย่างถอนตัวไม่ได้ ยิ่งถอยหนี ยิ่งโกรธเกลียด ความรู้สึกของเขากลับยิ่งพลุ่งพล่านอยากเอาชนะ

“ข้าเกลียดท่าน! เกลียดท่านที่สุด!!!” แผดเสียงลั่นและคว้าเอาขวดสาเกที่ตกแตกหมายกรีดเข้ากลางใบหน้าคู่กรณี แต่ฝ่ายมิตสึฮิเดะกลับบีบข้อมือของเขาจนห้อเลือด เศษแก้วตกกระทบพื้นเสื่อและบาดลงที่ต้นคอของโคริเองแทน

“ได้ๆ ดูเหมือนเจ้าจะชื่นชอบความรุนแรงนะ” หัวเราะและพลันฟาดฝ่ามือเข้าข้างแก้มอีกฝ่ายอย่างแรง รู้สึกดีที่ได้ปลดปล่อยความบ้าคลั่งออกมา และยิ่งขบขันกับท่าทีดิ้นรนของโคริ ทั้งที่รู้ว่าเปล่าประโยชน์จะดิ้นรน แต่ก็ยังฝืนรั้น “ให้ตายเถอะ ไม่มีใครเหมือนจริงๆ”

“อย่านะ!!!” กรีดร้องลั่นเมื่อรู้สึกว่าปลายนิ้วของอีกฝ่ายเสียดแทงเข้ามาภายในร่าง แน่นอนว่าเขายังเจ็บจากบาดแผลเมื่อคืนวาน แต่ที่เจ็บยิ่งกว่ากลับเพราะมิตสึฮิเดะไม่ได้เล้าโลมร่างกายของเขาให้สมยอมตามด้วย แต่เจตนาที่จะฝืนดึงดันบังคับ

“ข้ารู้ว่าเจ้าไม่ชอบใจ ดังนั้นคงเปล่าประโยชน์ที่จะอ่อนโยนกับเจ้าสินะ”

“!!!” สะดุ้งตกใจและพลันกรีดร้องลั่นเมื่อถูกกระแทกเข้ามาในทันที ร่างกายถูกจับให้นอนคว่ำอยู่กับพื้น ปลายลิ้นสากจูบลงตามแนวกระดูกสันหลังอย่างหิวโหย สะโพกถูกบีบเคล้น และถูกกระแทกร่างเข้ามาโดยไม่มีบอกเตือน “อย่านะ!!!!!!”

                เสียงกรีดร้องยิ่งดังเสียดแก้วหูเช่นเดียวกับโลหิตที่ไหลเจิ่งมาตามเรียวขา ยิ่งแข็งขืนปฏิเสธ ร่างกายก็ยิ่งรู้สึกถึงการฝืนบังคับ ยิ่งดิ้นรนก็มีแต่ข้อเท้าที่ห้อเลือดกับเศษเล็บที่หักกระจาย โคริรู้สึก รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นสัตว์ เป็นสัตว์ที่ถูกล่าม และโดนกระชากมาเสพสมซ้ำแล้วซ้ำเล่า

                นี่หาใช่การร่วมสังวาสเช่นที่มนุษย์พึงทำต่อกัน เช่นที่ริวโนสึเกะปฏิบัติต่อเขา แต่มันคือการเสพสมเช่นเดรัจฉาน ตัวเขา...เป็นตัวอะไรกัน

“อื้อ...” โคริครางออกมาด้วยความอึดอัด เวียนหัว คลื่นไส้ และรู้ตัวว่ากำลังจะเป็นลม

“อา...” มิตสึฮิเดะถอนหายใจอย่างผ่อนคลาย เขายังคงกระแทกร่างเพื่อเสพความอิ่มเอมจากร่างของโคริซ้ำแล้วซ้ำเล่า รู้สึกผ่อนคลาย รู้สึกว่าความหนักหน่วงมากมายของตนเองนั้นได้ถูกปลดปล่อย นี่คือสิ่งที่เขาต้องการ ต้องการและโหยหามาโดยตลอด

                ราวกับผีป่าซาตานดลใจ ให้ความรู้สึกปฏิพัทธ์ของเขาที่มีให้โครินั้นมากมายล้นเอ่อ เขาทนไม่ได้ แค่คิดก็ทนไม่ได้ที่จะส่งโคริไปอยู่ในอ้อมแขนของผู้อื่น แค่เห็นโคริส่งสายตาให้น้องชายตนเองก็รู้สึกหึงหวง แค่เห็น เพียงแค่เห็นเท่านั้น...

“อือ...”

“โคริ อา โคริ ข้ารักเจ้า รักเจ้าเหลือเกิน” กอดรัดและบรรจงจูบบนริมฝีปากที่ช้ำจนแดงก่ำ อีกฝ่ายก็ดูเหมือนจะไร้เรี่ยวแรงที่จะปัดป้องอีกแล้ว

“อือ...” สายตาพร่ามัว แลเห็นเพียงแผลเป็นยาวที่บ่าซ้ายของมิตสึฮิเดะ แล้วก็ยิ่งเจ็บปวดใจจนแทบกระอักเลือด อยากตาย...

                อยากตายและสูญสลายไปให้พ้นๆ

                คืนที่เกรี้ยวกราดผ่านไปอย่างเชื่องช้า โคริจำไม่ได้ว่าตนเองกรีดร้องไปมากมายเพียงใด เขารู้แต่ว่าตนเองนั้นร้องเสียจนลำคอแหบแห้ง ทั้งแสบร้อนจนไม่เหลือสุ้มเสียงใด เจ็บปวดไปทั่วร่างตั้งแต่ปลายนิ้วถึงปลายเท้า น้ำตาไหลอาบแก้มแสบนัยน์ตาจนไม่อาจหลับได้สนิท

                หากว่านรกมีจริง...นี่ก็สมควรจะเป็นนรกที่ว่านั่น

                ช่วยด้วย...ใครก็ได้ช่วยด้วย...

“ได้โปรด ช่วยข้าที...” ร้องครางแผ่วเบา และสติทั้งมวลก็พลันขาดหายไป...

 
 
 
จบตอน
 
ตอนหน้า ความลับค่อยเปิดเผยอย่างมีสาระสำคัญ (จริงๆเสียที) 
 

Comment

Comment:

Tweet