GEASS-FANFICTION

fanfic CODE GEASS " The Prince " Part 1

posted on 02 Nov 2008 01:14 by ruk21us  in GEASS-FANFICTION

  Warning    :   AU + Y + สงคราม + การเมือง

 

The Prince

 

Part 1 My Plan

                ชีวิตเป็นของเรา  ความรู้สึกก็เป็นของเรา ดังนั้นตราบที่ยังคงมีลมหายใจ ต่างฝ่ายจึงต่างทำในสิ่งที่วาดหวังเอาไว้อย่างเต็มกำลัง     ทว่า โลกทั้งใบมิใช่ของๆเรา ไม่ใช่มีเพียงเราที่ยืนอยู่ หาใช่มีเพียงเราที่อาศัย  เพราะเป็นแบบนั้นคนจึงต้องหมุนตามโลก

 

พวกเราเอง

 

เป็นเช่นนั้นรึเปล่า

 

                ในชนบทที่ห่างไกลจากผู้คนและสังคมเมือง ในขณะที่ไฟสงครามกำลังขยายลามไปทั่วโลก แม้แต่ในหมู่บ้านเล็กๆเองก็ยังได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนอาหาร เครื่องอุปโภคบริโภค   พ่อค้าเริ่มกักตุนสินค้า  และชาวบ้านที่ยากจนก็ต้องพบกับความยากลำบาก   เด็กหนุ่มผู้หนึ่งกำลังยืนมองร้านขายเนื้ออย่างไม่สบอารมณ์นัก  เงินตราจำนวนเท่ากับเมื่อสัปดาห์ก่อน แต่พอมาถึงวันนี้กลับด้อยค่าลงจากปัจจัยเงินเฟ้อ  เขาต้องเพิ่มรายรับให้มากขึ้นเพื่อนำมาจับจ่ายในครอบครัวที่มีน้องสาวพิการไม่อาจเดินได้อยู่เพียงลำพัง  แต่กลับปรากฏว่านายจ้างของเขากลับไม่ได้อาจจะขึ้นค่าแรงให้ได้    โลกใบนี้...มันก็เป็นเสียแบบนี้สินะ

 

นายจ้างก็ลำบาก

 

ลูกจ้างก็เหนื่อยยาก

 

ไม่มีใคร

 

สุขทุกข์ไปกว่าใคร

 

" ช่างเถอะ " บอกกับตัวเองพลางเดินลัดเลาะไปอีกทาง   อะไรในโลกนี้มันก็ไม่ได้ง่ายเลยจริงๆนั่นล่ะ ใครกันที่บอกว่าเงินไม่ใช่ทุกสิ่ง ในความเป็นจริงมันไม่ใช่ทุกสิ่ง แต่เป็นสิ่งสำคัญที่สุดต่างหากล่ะ  ท้ายที่สุดของที่ต้องซื้อมันก็จบลงที่ไวน์ราคาถูกสำหรับทำอาหาร กับขนมปังสองปอนด์ ไม่ได้อยากให้เป็นแบบนี้ แต่ก็เอาเถอะ " กลับดีกว่า นานาลี่กำลังรออยู่" ขณะที่พูดกับตนเองแบบนั้น เสียงโหวกเหวกกลับดังมาจากอีกด้าน  แลไปฝั่งตรงข้ามคือกลุ่มชายฉกรรจ์สี่ห้าคนที่กำลังรุมทำร้ายใครสักคนที่นอนซบอยู่กับพื้น  ทั้งที่คิดว่าจะปล่อยไปเพราะไม่มีทางที่ลำพังตัวเขาจะไปสู้รบปรบมืออะไรกับคนพวกนั้น แต่เพราะ...

" เลือด...." ที่ย้อมผ้าคลุมสีมอซอ และไหลนองอยู่บนพื้น คือเลือดที่ออกมาจากร่างของคนๆนั้น  ขาไวยิ่งกว่าความคิด ทั้งที่เพิ่งคิดว่ามันไม่ใช่เรื่องของตัวเองแท้ๆ

" ต่ำช้าที่สุด  "  ทั้งที่ก็รู้อยู่ว่าคนพวกนี้คุยกันด้วยภาษามนุษย์คงไม่รู้เรื่อง แต่คนที่รนหาที่เป็นกิจวัตรนั้นก็อาจเรียกได้ว่ามีอยู่จริง ชายเหล่านั้นหันมาทางเด็กหนุ่มเป็นตาเดียว  เส้นผมสีดำดั่งขนกา ดวงตาสีม่วงอเมทิสที่จัดได้ว่าหายากยิ่งในหมู่ชนชั้นล่างของสังคม อย่าว่าแต่หมู่บ้านชนบทเช่นนี้เลย

" นายควรจะรู้ที่ต่ำที่สูงซะบ้างนะ" คนที่พูดขู่ขึ้นคือลูกชายหัวหน้าหมู่บ้าน 

" ฉันกำลังจะบอกว่า ถ้าพวกนายสูงส่ง จะลดตัวไปยุ่งเกี่ยวกับคนข้างถนนทำไมกันล่ะ "  ว่าพลางเหลือบมองไปยังผู้คนที่ตอนนี้เหลือบสายตามองมาทางพวกเขาอย่างกล้าๆกลัว  ปกติของมนุษย์ที่จะยอมสยบให้กับผู้มีอำนาจเหนือกว่า มันช่างเป็นแนวคิดที่ใครคนหนึ่งพร่ำพูดเสมอ น่าชิงชังจนอยู่ร่วมโลกกันไม่ได้

" โฮ่ นี่นายสนใจเจ้านี่รึไง หืม" ว่าพลางยื่นหน้าเข้ามาใกล้ หากแต่เด็กหนุ่มกลับเหยียดมองอย่างห่างชั้น  สำหรับตัวเขาแล้วคนพวกนี้ไม่มีค่าแม้แต่จะชายตาแลเสียด้วยซ้ำ

" อย่าแตะต้องฉัน ถอยไป " ทั้งที่พูดด้วยน้ำเสียงเรียบ แต่ในในสายตาฝ่ายตรงข้ามแล้ว มันดูราวกับว่าคนตรงหน้านี้ช่างเย่อหยิ่งและผยองนัก  อาจเพราะหมู่บ้านนี้ไม่ใหญ่นัก ผู้คนจึงรู้จักกันดี เด็กหนุ่มผู้นี้ ลูลูซ แลมเพอรูจ เป็นเด็กกำพร้า  ตั้งแต่เจ็ดปีก่อนก็อพยพมาและอาศัยอยู่กับน้องสาวขาพิการที่ท้ายหมู่บ้าน  พอมีความรู้ทำงานเป็นเสมียน แต่ฐานะก็จัดได้ว่ายากจนค่นแค้นพอสมควรเลยทีเดียว

" อะไรกัน ทำเป็นเล่นตัวไปได้ ได้ข่าวว่านายต้องการเงินไม่ใช่รึไง"

" แล้วเกี่ยวอะไรกับนาย  ฉันไม่คิดจะไปกู้พ่อนายหรอกนะ สบายใจได้....เจ้าลูกแหง่  "   เหยียดยิ้มอย่างหมิ่นประมาทพลางก้มลงไปพยุงชายที่กำลังบาดเจ็บ แต่แล้วก่อนจะได้ทำอย่างใจคิด ชายหนุ่มที่กำลังปะทะคารมกันกลับกระชากแขนของเขาไปอีกทาง ขนมปังกับขวดไวน์ตกกระทบเรี่ยลงพื้น  ไวน์ไหลไปตามพื้นถนนและเปียกชื้นบนผ้าคลุมของคนเจ็บเล็กน้อย    ความรู้สึกเวลานั้นราวกับว่าได้ทำทองคำล้ำค่าหายไปจากท้องพระคลังไม่มีผิด

" แก!"  อยากจะต่อว่าให้สาแก่ใจ แต่ฝ่ายนั้นกลับชกเข้ามาที่ท้องของเขาอย่างแรง ช่วงเข่าอ่อนลง และร่างก็ทรุดลงกับพื้น " เจ้าพวกคนขี้ขลาด!"

" ไม่ต้องกู้หรอก เพราะว่าฉัน จะให้นายใช้ฟรีๆเลยล่ะ ลูลูซ!" บีบเข้าที่คางของเด็กหนุ่ม และจ้องเข้าไปในดวงตาที่มองกลับมาอย่างเคียดแค้นชิงชัง  " เป็นวิธีการหาเงิน ที่ง่ายใช่มั้ยล่ะ"

" เจ้าคนชั้นต่ำ " ย้อนคำพูดที่ทำเอาฝ่ายตรงข้ามมีโมโหขึ้นมาเป็นเท่าตัวกำปั้นง้างขึ้นเตรียมจะตะบันเข้าที่ท้องน้อยของเด็กหนุ่มอีกครา   หากแต่จังหวะนั้นเองที่ช่วงขาของใครบางคนเตะเข้าที่ก้านคอของฝ่ายที่ถือวิสาสะจนทั้งร่างกระเด็นไปอีกทาง เจ้าของผลงานนั้นยืนอยู่เบื้องหน้า ชายแปลกหน้าในผ้าคลุมที่โชกไปด้วยเลือดและกลิ่นไวน์

" พวกแก ห้ามแตะต้องคนๆนี้!" เสียงนั้นประกาศ หากแต่เลือดนั้นก็ไหลลงมาอาบกายจนลูลูซนั้นคาดเดาได้เลยว่าต่อให้คนๆนี้เก่งแค่ไหน ก็ไม่มีทางเอาชนะผู้ชายร่างใหญ่เยอะขนาดนี้ไปได้  แต่สายเกินไป คนตรงหน้าเขาพุ่งเข้าไปประจัญบานอย่างไม่มีคิดหน้าคิดหลังเสียแล้ว

" เจ้าคนโง่!  ถอดเสื้อคลุมซะ!" ลูลูซตะโกนร้องในขณะที่มือขวานั้นรวบขนมปังขึ้น มือซ้ายนั้นก็โยนบางสิ่งขึ้นไปบนฟ้า 

" อะไรนะ!" ยังคงงงงวย แต่ก็ปฏิบัติตาม ทันใดนั้นที่ผ้าคลุมถูกสะบัดออก เศษไม้ขีดไฟที่ถูกโยนขึ้นไปเมื่อครู่ก็เป็นดั่งเชื้อไฟ เพลิงลุกติดกับผ้าอย่างรวดเร็วก่อนจะตกลงมากับพื้น เปลวไฟนั้นยิ่งลุกท่วมขึ้นตามทางของของเหลวที่ไหลรินไปก่อนหน้านี้   ได้ผลอย่างที่ผู้วางแผนคาดคิดผู้คนฉุกละหุกวิ่งกันวุ่นวาย และเสียงโวยวายก็ดังขึ้นลั่นตลาด

" มานี่! " ลูลูซฉวยโอกาสจับมือของอีกฝ่าย วิ่งออกไปตามตรอกทางลัด  พวกเขาออกวิ่งอย่างไม่คิดหัน คนหนึ่งบาดเจ็บ ในขณะที่อีกคนวิ่งไปได้สักพักก็หอบหายใจจนแทบจะเป็นลม 

" เฮ้ ทำใจดีๆไว้นะ!" ผู้ถูกช่วยชีวิตบอกเตือน หากแต่ทางนั้นกลับปฏิเสธมือของเขาที่ยื่นออกไปช่วยพยุง ใบหน้าที่หันกลับมา แว่บหนึ่งที่ภาพจากอดีตของใครบางคนทับซ้อน " ธ...เธอ..."  อยากจะพูดประโยคถัดไป แต่ดูเหมือนทุกสิ่งจะกลับพลันมืดมิด

" เฮ้ย! " ทั้งที่คิดจะรับร่างของอีกฝ่ายไว้ แต่กลับดันถูกหล่นทับอย่างไม่ทันตั้งตัว  โลหิตแดงชาดที่ระรินไหล เส้นผม และดวงตาที่ไม่ได้เห็นมานานาช้า 

 

ความบังเอิญ

 

ที่น่ากลัว

 

" เจ้าบ้า!"

 

                มันราวกับความฝันที่เนิ่นนานมาแล้ว ทั้งที่มันก็เพิ่งข้ามผ่านช่วงเวลามาเพียงเจ็ดปี  ในความฝันนั่นตัวเขากำลังยิ้ม กำลังวิ่งเล่นอยู่กับเด็กชายและเด็กหญิงอีกคน  สัญญาเอาไว้ว่า สัญญาว่าจะปกป้อง สัญญาว่าจะให้เด็กชายคนนั้นสมปรารถนา สัญญาว่าจะรักษารอยยิ้มของเด็กหญิงให้ไม่เลือนหาย เพราะเป็นแบบนั้น จึงมุ่งมั่นมาตลอด จึงบากบั่นมาตลอด แม้ว่าโลกใบนี้...จะไม่มีพวกเธออีกแล้วก็ตาม

" ที่นี่......." เด็กหนุ่มกระพริบตาถี่ๆในความมืดสลัว จำไม่ได้ว่าตัวเองมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง ดูเหมือนจะเป็นบ้านของใครสักคน  เมื่อขยับตัวจึงได้รู้สึกเจ็บแปลบ แต่บาดแผลที่แลเห็นกลับได้รับการรักษาพยาบาลเป็นที่เรียบร้อย พันผ้าพันแผลอย่างประณีต เรียบร้อยจนแทบจะเรียกได้ว่าเชี่ยวชาญ   

" ฟื้นแล้วเรอะ "  เสียงใครบางคนเอ่ยเรียก  ในขณะที่เปิดประตูเข้ามา แต่อีกฝ่ายกลับสะดุ้งสุดตัวก่อนจะแสดงท่าทีระแวดระวัง  ความมืดทำให้เขามองอีกฝ่ายนั้นไม่ถนัดนัก

"    คุณเป็นใครกัน ช่วยผมไว้ทำไม! " ในใจจริงนั้นนึกอยากจะขอบคุณ แต่พอนึกว่าตนเองอยู่ในสถานะแบบไหนก็ทำให้ต้องเปลี่ยนใจไปถนัด

" เจ้าโง่ นี่นาย..." ว่าพลางสาวเท้าเข้าไปใกล้ ก่อนจะเปิดไฟที่หัวนอนให้สาดลงมายังหน้าของพวกเขาทั้งสองคน ช่างเป็นผู้ชายงี่เง่าที่ความรู้สึกช้าไม่เคยเปลี่ยน  " นายลืมหน้าฉันซะแล้วรึยังไง คุรุรุกิ สึซากุ "  คำพูดเพียงประโยค กับรอยยิ้มที่มาดมั่นอย่างไม่มีวันเสื่อมสลาย นั่นคือ......

" ....ล  ลูลูซ! นี่ผมไม่ได้ฝันไปสินะ! "  เส้นผมสีดำสนิทของเธอ  ดวงตาสีม่วงที่แสนคะนึงหา คนที่คิดว่าชั่วชีวิตนี้จะไม่ได้พบพานกันอีก  นิ้วมือขยับ และเผลอลูบไล้ไปที่ใบหน้าของฝ่ายตรงข้าม อุ่น  มีชีวิต  คนตรงหน้านี้ ....ไม่ใช่ความฝัน  " ใครๆก็บอกว่า....เธอ  เธอตายไปแล้ว ..." 

" ฉันยังอยู่ต่อหน้านายนี่ไงล่ะ นานาลี่ก็ด้วย " เพียงแต่ยิ้มให้เท่านั้น เขาเองก็นึกว่าชั่วชีวิตจะไม่มีวันได้พบกับคนๆนี้อีกเช่นกัน   โชคชะตาคนเรานี่ช่างน่าแปลกใจเสียจริงๆ คนที่เราอยากพบที่สุดกลับมาปรากฏตรงหน้า กลิ่นอายของมนุษย์  เลือดสดๆที่หลั่งไหล  รอยยิ้ม...ที่ไม่อาจลืมเลือน  ทุกสิ่งที่ประกอบเป็นคนๆนี้

" ลูลูซ....." ไล่สายตาลงมาสำรวจ ทั้งที่ยังคงยิ้มชื่นอยู่ไม่ขาด แต่ทุกสิ่งก็แปรผัน อย่างน้อย ทำไมคนๆนี้ถึงมาอยู่ที่นี่ได้ ทำไมถึงถูกประกาศว่าได้ตายจาก  " ผม....ถามได้มั้ย....."

" เท่าที่ฉันอยากตอบ" นั่งลงข้างเตียงโดยที่ไม่ได้พูดจาอะไรมากความ

" ทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่ล่ะ"  เป็นคำถามเดียวที่อยากรู้ แต่ฝ่ายนั้นกลับยักคิ้วก่อนจะส่งสายตาที่ไม่น่าไว้วางใจมาให้

" แล้วทำไม ลูกชายของท่านนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นถึงได้มาอยู่ในชนบทของประเทศศัตรูกันล่ะ  หรือจะบอกว่า สมาพันธรัฐกำลังจะยกพลขึ้นบกที่นี่ในอีกไม่นานนี้ "   เด็กหนุ่มหัวเราะเบาๆ ดูจากเครื่องแต่งกายตอนนั้นที่ถึงขนาดต้องคลุมร่างด้วยผ้าคลุม  สึซากุคนนี้ก็ไม่น่าจะมาในฐานะธรรมดา ในช่วงเวลาสงคราม คนที่แต่งเครื่องแบบทหารชนชาติศัตรูมาอยู่ในถิ่นข้าศึก มันต้องมีอะไรมากกว่าการหลงทางอยู่แล้ว

" ผมจะตอบ ถ้าเธอบอกผมว่าทำไมเธอถึงมาอยู่ที่นี่ จะให้ผมบอกความลับทางราชการทหาร กับเจ้าชายของบริทาเนียอย่างนั้นน่ะหรือไง"  แม้จะไม่เหมือนเดิม แต่สถานะภาพในความเป็นจริงก็ไม่ได้เปลี่ยนไป ลูลูซ เมื่อเจ็ดปีก่อนคือหนึ่งในเจ้าชายรัชทายาทของบริทาเนีย ประเทศมหาอำนาจที่บัดนี้เป็นศัตรูสำคัญของสมาพันธรัฐ  " ลูลูซ....ตอนนี้...เธอคือใคร " หวังเอาไว้ ว่าเราจะไม่ใช่ศัตรูของกันและกัน  อย่าได้ให้การพบพานกันครานี้กลับกลายเป็นเรื่องเศร้า  

" ..............." ลูลูซนิ่งไปอึดใจ เขาคือใครกันงั้นรึ ไม่ใช่เจ้าชาย แต่ก็ไม่ได้เป็นสามัญชนเสียทีเดียว ไม่ว่าจะตอบแบบไหน ก็ไม่ใช่ความจริง ไม่ใช่สิ่งที่คิดว่าตนเองปรารถนาจะพูดเลยสักเรื่อง   " อย่างที่นายรู้ ตั้งแต่ท่านพี่ชไนเซล ก่อการปฏิวัติ ฉันกับนานาลี่ก็ถูกช่วยออกมา  ตอนนี้ ฉันไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับชนชั้นปกครองของประเทศนี้อีกแล้ว"  เลือกที่จะบอกเท่าที่จำเป็น  เจ็ดปีก่อนหลังจากที่แยกจากสึซากุ เจ้าชายรัชทายาทองค์รองชไนเซลก่อการปฏิวัติ  เชิดเจ้าชายรัชทายาทอันดับหนึ่งโอดิสซิอุสขึ้นเป็นจักรพรรดิ   สังหารอดีตจักรพรรดิและพระราชินี   ตนเองดำรงมหาอุปราชและนายกรัฐมนตรี ผู้ปกครองตัวจริงที่ปกครองประเทศด้วยความหวาดกลัว และมาบัดนี้ คนๆนั้นก็กำลังจะปกครองโลกนี้ด้วยความมืดมนและขลาดเขลาของมวลประชา

" ถ้าอย่างนั้น....ลูลูซ  ผมรู้ว่ามันฉุกละหุก " ขยับกายขึ้นมา ก่อนจะค่อยๆว่างมือทั้งสองลงบนบ่าเล็กของเพื่อนสนิทในวัยเยาว์   " แต่ว่า....เธอกับนานาลี่น่ะ ไปญี่ปุ่นกับผมเถอะ!"  บอกกล่าวด้วยดวงตาเคร่งขรึม  เขาต้องการรักษาสัญญา ได้พบพานกันแล้ว ได้อยู่ข้างกันอีกครั้ง ความหวังที่สูญหายไปในอดีต ครั้งนี้...จะถนอมไว้ด้วยชีวิต

" อย่างนั้นน่ะรึ  สหพันธรัฐกำลังจะบุกเข้าโจมตีพื้นที่บริเวณนี้สินะ "

" ลูลูซ!" นี่เดาออกอย่างนั้นน่ะรึ

" นายคิดว่าพูดอยู่กับใครกัน"  ฉีกยิ้มเย็น หากแต่ก่อนที่พวกเขาจะได้พูดคุยกันต่อไป เสียงเคาะประตูห้องกลับดังขึ้น เสียงใสของเด็กสาวนั้นดังแว่วเข้ามา

" ท่านพี่คะ  มีคนมาขอพบน่ะค่ะ "

" ขอบใจ นานาลี่" ผู้เป็นพี่ชายเดินไปเปิดประตูให้  สิ่งที่คุรุรุกิ สึซากุได้เห็นในเวลานั้นก็คือเด็กสาวผมสีน้ำตาลอ่อน ผู้มีดวงตาสีลาเวนเดอร์งดงามดังเช่นในอดีต หากแต่ที่ผันแปรไปก็คือ ณ บัดนี้....เธอนั่งอยู่บนรถเข็นสำหรับคนขาพิการ

" คุณสึซากุ  ดีใจจังค่ะที่ฟื้นแล้ว " ยิ้มให้อย่างไร้ความเคลือบแคลงในขณะที่ลูลูซทำท่าจะเดินออกไป

"  ลูลูซ  "  ขอให้เป็นคำตอบที่น่าฟัง ได้โปรดตอบเถอะ...

" แล้วฉันจะกลับมาตอบคำถามนาย สึซากุ ฝากนานาลี่ด้วย"   ประตูห้องปิดลงเหลือทิ้งไว้เพียงเด็กหนุ่มที่ได้รับบาดเจ็บกับเด็กสาวอ่อนเยาว์พวกเขายิ้มให้กัน ก่อนที่สึซากุจะเอื้อมมือมาจับมือของนานาลี่ไว้อย่างอ่อนโยน

" ผมดีใจ ที่ลูลูซกับเธอยังมีชีวิตอยู่...."   

 

และหวังให้ความฝันนี้

 

เป็นความจริงที่สุขสงบ

 

                ลูลูซ แลมเพอรูจกวาดสายตามองแขกของเขาสามคนในห้องรับแขกขนาดเล็กที่ถูกใช้เป็นห้องครัวไปในตัว  สองคนแรกแม้จะสวมสูทตามมาตรฐานสังคม แต่ที่เนคไทนั้นคือตราของบริทาเนีย         และคนที่สามชายหนุ่มผมบลอนด์ที่กลัดดอกกุหลาบแดงไว้ที่อกเสื้อ การพบกันแบบนี้ นี่ช่างเป็นการล้อเล่นทางการเมืองที่ตลกจนเกินไปแล้ว

" ถวายพระพรเจ้าชายโคลวิส การที่ฝ่าบาทเสด็จมาถึงที่นี่ ขอประทานอภัยที่หม่อมฉันไม่อาจจัดเตรียมการต้อนรับให้สมพระเกียรติได้"  ว่าพลางโค้งคำนับ ทำเอาฝ่ายผู้ถูกยกยอต้องรีบมาประคองเขาขึ้นทันที  นี่คือ....การทดสอบ

" อะไรกันล่ะลูลูซ  เราเป็นพี่น้องกันแท้ๆ ไม่น่าจะต้องมีพิธีรีตองอะไรเลย"  น้องชายที่ไม่ได้พบกันถึงเจ็ดปีเต็ม แต่ที่ได้มาเยี่ยมเยือนอย่างไม่คาดหมายนี้ก็ด้วยเพราะผู้เป็นพี่ชายที่สืบเสาะจนหาพบ

" หม่อมฉันกับน้องสาวเป็นผู้มีโทษทัณฑ์ฝ่าบาท  ดังนั้นจึงมิอาจเอื้อมตามพระประสงค์"   อยากรู้ว่าฝ่ายนั้นจะมาไม้ไหนกันแน่ ถึงขนาดส่งเจ้าชายองค์ที่สามที่กำเนิดจากพระราชินีมาด้วยตนเอง

" อย่างที่เสด็จพี่ว่าจริงๆ มานี่สิลูลูซ  เสด็จพี่ชไนเซลต้องการคุยกับเธอแน่ะ"

" คุย...." ต่อหน้าต่อตานั่นที่คอมพิวเตอร์โน๊ตบุ้คถูกติดตั้ง  ภาพของชายที่แย่งชิงทุกสิ่งไปจากชีวิตกำลังจะถูกฉายขึ้นไปบนจอภาพ นี่ช่างเป็นการสนทนาที่น่าสนุกนัก   สนุกจนเนื้อตัวสั่นทีเดียวล่ะ

" ฉันกับพวกบอร์ดี้การ์ดจะไปรออยู่ข้างนอกนะลูลูซ" โคลวิชบอก ก่อนจะส่งสัญญาณบอกคนอื่นๆและเดินออกไป ทิ้งให้คนสองคนที่ควรจะเป็นศัตรูกันชั่วชีวิตมองหน้ากันผ่านจอมอนิเตอร์  

" ต้องถวายพระพรท่านมหาอุปราชด้วยสินะพะย่ะค่ะ" เด็กหนุ่มเอ่ยขึ้นก่อนจะยกขาขึ้นนั่งไขว่ห้าง กริยาอาการไม่สมกับที่ปากว่าแม้แต่น้อย

" ก็ถ้าหากว่านั่นเป็นส่วนหนึ่งของละครของเธอก็ล่ะนะ ลูลูซ วี บริทาเนีย"  ชายหนุ่มอุปราชแห่งบริทาเนียย้อนตอบ  น้องชายที่ไม่ได้พบหน้ากันถึงเจ็ดปี  ใบหน้ายามเติบใหญ่นั่นยิ่งละม้ายคล้ายอดีตราชินีผู้ล่วงลับมากกว่าบิดาของพวกเขา  แต่นิสัยที่เย่อหยิ่งจองหองแม้ยามเข้าตาจนกลับดูเหมือนจะเป็นสิ่งเดียวที่พวกเขาคลับคล้ายกัน

" หึ  หม่อมฉันอยู่อย่างสามัญชนมาเจ็ดปีแล้ว ท่านพี่  อย่าได้มายุ่งเกี่ยวกับพวกเราอีก"  ผู้มีศักดิ์เป็นน้องชายบอก แต่คำพูดนั้นกลับทำให้ผู้เป็นพี่ชายหัวเราะขึ้นเบาๆราวกับกำลังได้ฟังเรื่องตลกร้าย  แน่นอน เขาอาจจะอยู่เฉยและปล่อยน้องชายน้องสาวต่างมารดาสองคนนี้ทิ้งไป หากว่า...ฝ่ายนั้นยอมรามือล่ะนะ

" การปฏิวัติสีดำเมื่อปลายปีก่อน  การก่อการจลาจลที่มีขึ้นทุกหัวระแหงทั่วประเทศในยามนี้  เธออธิบายได้มั้ยว่าเพราะอะไร"

" ก็เพราะท่านปกครองประเทศด้วยความหวาดกลัว ดังนั้นประชาชนจึงลุกขึ้นต่อต้านอย่างไรล่ะ ฝ่าบาทชไนเซล" ตีสีหน้าเรียบไม่แสดงความรู้สึก อยากรู้อยู่เต็มอกว่าฝ่ายตรงข้ามนั้นจะมาไม้ไหนกัน

" น้องพี่  ประชาชนหรือกบฏจะไม่เกิดขึ้นหากไม่มีผู้ชี้นำ และผู้ชี้นำจะไม่สัมฤทธิผลหากไม่มีเสนาธิการที่ชาญฉลาด เธอเข้าใจความหมายของพี่รึเปล่า "

" ทรงต้องการจะพูดอะไรกันล่ะ ที่โทรศัพท์มาข่มขู่กันเมื่อคืนวาน ก็เพราะจะทรงพล่ามเรื่องการเมืองให้ฟังอย่างนั้นน่ะหรือ"  ยังคงพิงกับพนักเก้าอี้ไม่รู้ร้อนหนาวกับวาจาของอีกฝ่าย   ดูกันซิว่าจะสืบสาวเรื่องกันได้มากเท่าใดเชียว  

" ฉันบอกแล้วว่า เธอน่ะพิเศษ "  หัวเราะขึ้นเบาๆ เจ็ดปีก่อน เจ็ดปีก่อนที่พลาดปล่อยเสือเข้าป่า  เพราะฉะนั้น ณ เวลานี้ ก็ได้เวลาจับสัตว์ร้ายนั่นมาคุมขังและใช้ประโยชน์แล้ว  "  ลูลูซ วี บริทาเนีย ในฐานะของมหาอุปราช และนายกรัฐมนตรีแห่งบริทาเนีย ฉันขอใช้อำนาจสั่งให้เธอกลับสู่ฐานันดร และดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการรบภาคพื้นดินระหว่างกองกำลังสมาพันธรัฐ กับบริทาเนีย นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป"  คำสั่งถูกเอ่ยขานพร้อมรอยยิ้มที่แฝงเลศนัยในน้ำเสียงเป็นงานเป็นการ  

" ถ้าหากปฏิเสธล่ะ  ทำไมฉันจะต้องเอาชีวิตตัวเองไปเสี่ยงเพื่อประเทศของพวกพี่กันล่ะ " ตีหน้าขึงขัง หากแต่ในใจนั้นยิ้มอย่างเหี้ยมเกรียม

" ฉันก็จะสั่งออกหมายจับเธอกับนานาลี่  ลูลูซ  การสวมหัวโขนหลายหัวในเวลาเดียวกัน....ภัยร้ายก็มาถึงตัวได้ในทุกทิศทางเหมือนกันนะ"  ชไนเซลบอก ต่อหน้าต่อตาเขา น้องชายต่างมารดาขมวดคิ้วมุ่นเล็กน้อย  คนตรงหน้านั่นไม่ใช่เพียงเด็กหนุ่มอายุสิบเจ็ดปี    แสร้งดำรงชีวิตอย่างสามัญชน แต่ที่จริงกลับเป็นเสนาธิการลับของฝ่ายกบฏที่ก่อความปวดเศียรเวียนเกล้าให้กับรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง  ไม่มีอะไรรับประกันว่า หากปล่อยทิ้งไว้ คนๆนี้จะไม่ไปเข้ากับพวกสมาพันธรัฐ  หากต้องเสียตัวขุนให้กับฝ่ายตรงข้าม สู้เก็บเอามาช่วงใช้เสียเองไม่ดีกว่ารึ กำจัดความวุ่นวายภายใน และได้สยบโลกไว้ในกำมือง่ายขึ้นอีกก้าว

" เอานานาลี่มาขู่  ช่างสมกับเป็นเจ้าชายแห่งความหวาดกลัวจริงๆนะ"

" เธอเองก็ปีศาจพันหน้าเหมือนกัน  ไม่ดีหรอกรึ บอกลาชีวิตแบบยาจกหลบๆซ่อนๆ แล้วกลับมาเป็นเจ้าชายผู้สืบสันตติวงศ์น่ะ" เจตนายั่วโมโห สนุกกับการได้เห็นสีหน้าและดวงตาที่แค้นเคืองสาหัสของอีกฝ่าย

" กระดานนี้พี่ชนะ  ชไนเซล" ว่าพลางลุกขึ้นจากเก้าอี้  " จะส่งคนมาอีกเมื่อไหร่"

" อีกสามวัน  ฉันจะให้โคลวิสกลับไปหาอีกครั้ง  พอใจใช่มั้ยล่ะ เจ้าชายรัชทายาทอันดับสองไปรับเธอด้วยตัวเองเชียวล่ะนะ"

" ก็บอกแล้วว่า กระดานนี้พี่ชนะ"  ลูลูซว่า ก่อนจะเปิดประตูบ้านให้โคลวิสกับบอร์ดี้การ์ดเข้ามาอีกครั้ง  ทุกอย่างเดินไปตามครรลอง อีกสามวัน ทุกอย่างก็จะเป็นไปตามอย่างที่มันควรจะเป็น  เรื่องราว...ที่ควรจะเริ่มต้นขึ้นและจบลง

 

                ตะวันตกดินไปอีกวัน  ที่ด้านในบ้านสึซากุกับนานาลี่กับลังพูดคุยกันถึงเรื่องราวในช่วงเวลาเจ็ดปี  ในขณะที่ลูลูซกำลังยืนรดน้ำแปลงผักสวนครัวอยู่หน้าบ้าน ท้องฟ้าที่เปลี่ยนเป็นสีแดงราวกับหยาดเลือด   และมันคงจะยิ่งแดงก่ำคละคลุ้งกลิ่นคาวขึ้นเรื่อยๆอย่างมิอาจหยุดยั้งได้อีกต่อไป

" แผนการ...ลุล่วงไปด้วยดี"  ฉีกยิ้มให้กับตนเอง ก่อนจะแลมองใบหน้าของตนในอ่างน้ำ โฉมหน้าของปีศาจพันหน้า ฆาตกรที่แท้จริง  ฉากแห่งการแก้แค้น  ฉากแห่งโศกนาฏกรรม  ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนลิขิตด้วยมือตน   " ขอบคุณนะ ท่านพี่ชไนเซล"

 

เพราะว่าฉันน่ะ

 

มีเรื่องที่จะต้องทำ

 

จบตอน

 

AU  สาบานว่ามันคือ AU แต่เป็น AU  ที่จะขอคงความสัมพันธ์ตามเนื้อเรื่องเดิมให้มากที่สุดเจ้าค่ะ   ดังนั้น.....อ่า....คงแฮปปี้สินะ มันคงแฮปปี้สินะ ( บอกกับตัวเอง )

 

จบตอนนี้ว่าจะดองเล็กน้อยเจ้าค่ะกับฟิคกีอัส  เดี๋ยวจะไปต่อฟิครีบอร์น แล้วจะกลับมาต่อ  พรุ่งนี้คือวันหนีเที่ยว  วันจันทร์เรียน  หนีเที่ยววันอังคารกับเพื่อน พุธเรียนเต็มวัน  กว่าจะได้อัพฟิคกันจริงๆจังท่าจะยาวถึงวันศุกร์เจ้าค่ะ

 

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านกันค่ะ  และขอบคุณมากๆที่คอมเมนต์กันนะคะ    

  

 

edit @ 2 Nov 2008 01:17:14 by ruk21us